รีวิวอาหารบนเรือข้ามทวีป เมื่อ 150 ปีก่อน ของเจ้านายสมัยรัชกาลที่ 5
อาหารบนเรือข้ามทวีป เมื่อ 150 ปีก่อน จากบันทึกสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทุกวันนี้ การเดินทางไกลไม่ว่าจะโดยเครื่องบินหรือเรือ “อาหาร” มักเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้โดยสาร ผู้คนที่เคยบินด้วยเครื่องบินที่นั่งระดับเฟิสต์คลาส คงจดจำได้ถึงการบริการสุดพิเศษและอาหารสุดประณีตที่เสิร์ฟบนฟ้า แล้วถ้าย้อนไปเมื่อราว 150 ปีก่อน ในยุคที่การเดินทางไกลข้ามทวีปต้องอาศัยเรือเป็นหลัก อาหารการกินของชนชั้นสูงเป็นอย่างไร มีพิธีรีตองมากน้อยแค่ไหน ดูได้จากบันทึกของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เมื่อ ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จในนามราชทูตพิเศษเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปสู่ราชสำนักพระเจ้าแผ่นดินในยุโรปหลายประเทศ ครั้งนั้นเสด็จด้วยเรือเมล์จากสิงคโปร์ มีจุดหมายปลายทางที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ปกติแล้วเรือที่เดินทางไปมาระหว่างทวีปมีเรือหลายประเภท แต่เรือเมล์นั้นเป็นเรือเอกชนที่มีเป้าหมายในการส่งไปรษณีย์โดยเฉพาะ โดยรับเหมาและทำสัญญากับรัฐบาลประเทศนั้น ๆ เพื่อส่งให้เป็นเวลาตามกำหนด อาทิ เรือเมล์ที่ทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษ ก็จะติดชื่อ RMS (Royal Mail Ship) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงเรือที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐบาล
ในกรณีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงใช้เรือโดยสารของบริษัท Peninsular and Oriental Steam Navigation Companyที่ทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษไว้
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งที่ต้องเป็นไปตามวันและเวลาที่ตกลงกับรัฐบาล ทำให้เรือจำเป็นต้องเร่งรีบและตรงต่อเวลา ส่งผลให้ผู้คนที่ต้องการเดินทางอย่างรวดเร็วมักเลือกโดยสารเรือเมล์ เพราะสามารถให้บริการได้ตรงเวลา อย่างไรก็ตาม ค่าโดยสารก็สูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น เพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้เรือของตนสำหรับการเดินทาง อันเป็นการแสวงหารายได้เพิ่มเติมของเจ้าของเรือ เป็นผลให้เจ้าของเรือต้องดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของลูกค้าเป็นพิเศษ ส่งผลให้เรือเมล์ต้องมีความสะดวกสบายอย่างมาก ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้บันทึกไว้ในเรื่อง “โดยสารเรือเมล์ไปยุโรป”
อาหารบนเรือเมล์
แต่ละวันพนักงานจะเป่าแตร 2 ครั้ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมปฏิบัติบนเรือ ครั้งแรกสำหรับการเตรียมตัว และครั้งที่ 2 สำหรับการเริ่มรับประทานอาหาร โดยทุกวันช่วงเช้าก่อน 8.30 น. จะเป็นเวลาที่ต้องตื่นเตรียมตัวสำหรับวันนั้น ๆ
เมื่อถึงเวลาข้างต้น พนักงานจะเป่าแตรเรียกเพื่อเตรียมตัวให้ทุกคนไปกินข้าวเช้า จนเวลา 9.00 น. พนักงานจะเป่าแตรอีกครั้งจึงจะเริ่มรับประทานอาหารกัน โดยมีคนบริการเพียบพร้อม
พระองค์ทรงบรรยายถึงพระกระยาหารเช้าไว้ดังนี้
“อาหารกินเวลาเช้ามีขนมปังสด ขนมปังปิ้ง แลยาคู ฝรั่งเรียกว่าปอริดช กินกับน้ำตาลแลนมโคเป็นต้น ตามแต่จะเลือกกิน กับเข้ามีปลาแลเนื้อสามสี่สิ่ง ของหวานมีทั้งขนมแลลูกไม้ เครื่องแกล้มมีเนยแขงเนยอ่อน เครี่องดื่มจะกินน้ำชาฤๅกาแฟก็เลือกได้”
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็สามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย เมื่อถึงเวลา 11.00 น. จะมีกัปตันของเรือเดินตรวจสารทุกข์สุกดิบของผู้โดยสาร หากมีปัญหาอะไรก็สามารถแจ้งได้ ต่อมาเวลา 12.30 น. จะมีการเป่าแตรครั้งแรกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกินข้าวอีกครั้งหนึ่ง และรอบที่ 2 ในเวลา 13.00 น. สำหรับมารับประทานอาหาร
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบรรยายถึงพระกระยาหารกลางวันไว้ว่า
“อาหารที่กินกลางวันมีเนื้อต่าง ๆ ขนมแลผลไม้ ไอสครีมฤๅผลไม้แช่นำแขงด้วยทุกวัน อาหารมากสิ่งกว่าเวลาเช้า”
แล้วพระกระยาหารมื้อเย็นเป็นอย่างไร?
พระองค์ทรงเล่าว่า จนเวลาล่วงเลยถึง 18.00 น. ก็จะมีการเป่าแตรสำหรับเตรียมพร้อมรับประทานอาหารอีกครั้ง แต่มื้อเย็นจะเป็นมื้อที่ต่างออกไป เพราะต้องมีการตระเตรียมเป็นพิเศษ ทุกคนที่มารับประทานอาหารควรแต่งตัวให้เรียบร้อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อถึงเวลา 18.30 น. จะเป่าแตรครั้งที่ 2 เพื่อให้ทุกคนมานั่งพร้อมรับประทานอาหารที่โต๊ะ
เมื่อพร้อมแล้วจะมีพนักงานตีระฆังเป็นจังหวะ พร้อมพนักงานคนอื่นๆ ยืนอยู่ด้านหลังที่นั่งรับประทานอาหารของผู้โดยสารทุกคน การเคาะครั้งแรกหมายถึงอาหารพร้อมแล้ว พนักงานจะเดินไปรับอาหารนำมาเสิร์ฟแก่ทุกคน แล้วกลับมายืนที่จุดเดิมรอผู้โดยสารรับประทานอาหารเสร็จ จึงมีการเคาะระฆังเป็นครั้งที่ 2 เพื่อนำอาหารมาเสิร์ฟอีกรอบหนึ่ง
“ลำบากประดักประเดิด แลช้ากว่าเลี้ยงอาหารเวลาอื่น ๆ มาก ต้องมีสต๊วดใหญ่เปนผู้อำนวยการด้วยระฆังสัญญาเปนจังหวะไป แต่แรกคนเข้านั่งโต๊ะผู้เลี้ยงยืนเรียงหลังเก้าอี้ พอสต๊วดเคาะระฆังเก๋ง ! แปลว่า ‘กับเข้าพร้อมละ’ พวกผู้เลี้ยงก็เดินเปนแถว ออกไปรับจานมาตั้งให้กิน ๆ แล้วยกจานไป แล้วยืนคอยอิกจนกินอิ่มกันหมดสิ่ง 1 สต๊วตเห็นว่าพร้อมไม่พลาดพลั้งเปนแน่แล้วจึ่งเคาะอิก เก๋ง ! เดินออกไปพามาตั้งอิกจาน 1 ดังนี้เปนรายสิ่งไปจนหมด ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงกับเกือบครึ่ง จึงดินเนอแล้วทุกวัน”
ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระองค์เสวยสิ่งใดในมื้อเย็น แต่หากเปรียบเทียบกับเรือเมล์ลำอื่น ๆ และดูจากพิธีในการตระเตรียมการรับประทาน รวมถึงสถานะของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นอาหารระดับเฟิสต์คลาส โดยจะนำมาเสิร์ฟเป็นลำดับตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย จนถึงของหวานปิดท้าย
นับเป็นการสิ้นสุดเรื่องพระกระยาหารของพระองค์บนเรือเมล์
บันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำให้พอเห็นภาพว่าอาหารการกินบนเรือเมื่อราว 150 ปีก่อน ก็ดูหรูน่ากินมิใช่น้อย มีคนบริการต่าง ๆ พร้อมดูแลสารทุกข์สุกดิบของผู้โดยสารทุกคน เพื่อให้ผู้คนกลับมาเลือกใช้เรือเมล์นั้น ๆ ในการโดยสารครั้งถัดไป แม้เรือเมล์จะมีราคาแพงกว่าเรืออื่น ๆ แต่ด้วยการบริการ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมความรวดเร็วในการขนส่ง จึงเป็นเหตุให้เรือเมล์ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น
อ่านเพิ่มเติม :
- อาร์เอ็มเอส โอลิมปิค เรือแฝด “ไททานิค” สุดหนังเหนียว
- ตามรอย “เรือพระที่นั่งมหาจักรี” เรือลาดตระเวนสู่เรือพระที่นั่งที่ ร.5 ใช้เสด็จเยือนยุโรป
- เปิดปม 6 ชาวจีนผู้รอดชีวิตจากไททานิก สู่หนังสารคดี The Six ไฉนพวกเขาไม่ค่อยถูกพูดถึง
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, 2405-2486, นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยา, 2406-2490 และ นครสวรรค์วรพินิต, จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระ, 2424-2487 (2504). โดยสารเรือเมล์ไปยุโรป เที่ยวเมืองพม่า, พระเขี้ยวแก้ว ไปเมืองเตอรกี เที่ยวอินเดีย. องค์การค้าของคุรุสภา.
ThePostalMuseum. Retrieved April 9, 2025, from Mail by Sea: https://www.postalmuseum.org/collections/mail-by-sea/
RMS Olympic First-Class Menu. (n.d.). Retrieved April 17, 2025, from Titanic Museum: https://www.titanicmuseum.org/artefacts/rms-olympic-first-class-menu/
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 เมษายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีวิวอาหารบนเรือข้ามทวีป เมื่อ 150 ปีก่อน ของเจ้านายสมัยรัชกาลที่ 5
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com