5 ตระกูลเจ้าของ “เกาะหมาก” พลิกลงทุนที่ดิน 9 พันไร่โตยั่งยืน-สกัดทุนนอก
“เกาะหมาก” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 1 ใน 3 เกาะของจังหวัดตราด โดยมีพื้นที่ประมาณ 9,500 ไร่ เล็กกว่าเกาะช้าง และเกาะกูด แต่มีความแตกต่างในแง่ของที่ดินบนเกาะหมากทั้งหมด มีการถือครองโดย 5 ตระกูลใหญ่ โดยมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย
สืบเนื่องย้อนกลับไปประมาณ 120 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2447 สมัยรัชกาลที่ 5 หลวงพรหมภักดี (เปลี่ยน ตะเวทิกุล) ปลัดจีนจังหวัดประจันตคีรีเขต ซื้อที่ดินจากเจ้าสัวเส็ง ปลัดจีนที่มาจับจองทำสวนมะพร้าวไว้ ต่อมามีลูกหลานสืบทอดมาอีก 4 ตระกูลใหญ่ คือ สุขสถิตย์ วงษ์ศิริ สุทธิธนกูล จันทรสูตร เริ่มพัฒนาการท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2523 เมื่อลูกหลานไปเรียนต่างประเทศกลับมา
ปัจจุบัน 5 ตระกูลใหญ่ยังคงถือครองที่ดิน 90% ด้วยเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเกาะหมากที่มีความเป็นธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ มีคนต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประมาณ 100,000 คนต่อปี ล่าสุดผู้อาวุโสใน 5 ตระกูล จึงรวมตัวกันวางแผนพัฒนาที่ดินให้ตอบสนองความต้องการของตลาด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องขายที่ดินให้ทุนนอกพื้นที่ โดยเฉพาะทุนต่างชาติ
เล็งผุดที่พักลองสเตย์ 50 ยูนิต
นายยอดชาย สุทธิธนกูล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต หนึ่งในลูกหลานที่ได้กลับมาพัฒนาที่ดินของตระกูล ในฐานะประธานชมรมท่องเที่ยวเกาะหมาก จ.ตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เกาะหมากได้รับรางวัล 1 ในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก ปี 2565 จึงมีแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มุ่งกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวระยะยาวเพิ่มขึ้น 30-40%
ซึ่งปัจจุบันตลาดมีความต้องการสูง แต่ที่พักเหมาะกับการพักผ่อนระยะยาวมีน้อยมาก ยังไม่เพียงพอ จึงได้ร่วมกับกลุ่มญาติ ๆ 5 ตระกูลหลักที่เป็นเจ้าของที่ดิน 90% ของเกาะ เตรียมวางแผนแม่บท (Master Plan) จัดสร้างที่พักและพัฒนาพื้นที่ในชุมชนทำกิจกรรมต่าง ๆ รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศโซนยุโรป ที่ต้องการมาพักระยะยาว 3-6 เดือน จะทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น
คนไทยส่วนใหญ่ 90% มาท่องเที่ยวระยะสั้น 4-5 วัน มาพักผ่อน ทานอาหารในที่พัก รายได้ส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ประกอบการเรือและที่พัก ไม่ทำให้เกิดการกระจายรายได้ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาพักระยะยาว 3-4 เดือน มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีเพียง 10% จากนักท่องเที่ยวเกาะหมากทั้งหมด ประมาณ 100,000 คนต่อปี
ถ้าเทียบกับเกาะช้างมีนักท่องเที่ยวถึง 2.3 ล้านคน ดังนั้น แผนการพัฒนาท่องเที่ยวแบบยั่งยืนของเกาะหมาก ต้องดึงนักท่องเที่ยวมาพักระยะยาวนานขึ้น 3-6 เดือน และต้องเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นเป็น 30-40%
ดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายภายใน 2-5 ปี จะสร้างที่พักระยะยาว 50 ยูนิต และพื้นที่พัฒนา 2 พื้นที่ คือ บริเวณอ่าวนิดและอ่าวสวนใหญ่ รวมประมาณ 500-1,000 ไร่ เป็นพื้นที่เช่าระยะยาว พร้อมพื้นที่จัดสวนสาธารณะ ลานกิจกรรมสันทนาการ ตลาดนัดชุมชน เพื่อช่วยการกระจายรายได้
ในกลุ่ม 5 ตระกูลญาติพี่น้องที่เป็นเจ้าของที่ดิน 90% ปัจจุบันต่างมีธุรกิจรีสอร์ตที่พักอยู่แล้ว อาจมีการทำที่พักลักษณะลองสเตย์เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 5-10 ยูนิต โดยต่างคนต่างลงทุนทำในที่ดินของตัวเอง เป้าหมายรวม 50 ยูนิต ให้นักท่องเที่ยวระยะยาวพัก 3-6 เดือน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงมาเที่ยว แต่ต้องการมาพักผ่อน ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ หรือกลุ่มคนทำงาน เอางานมาทำด้วย ต้องการห้องพักเล็ก ๆ มีห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก
จากนี้ต้องทำเป็นสเต็ป อะไรทำได้ทำไปก่อน ส่วนห้องพักเดี่ยวที่มีอยู่เดิม รับนักท่องเที่ยวระยะสั้น 3-4 วัน เพื่อเดินทางต่อไปเกาะหมาก เกาะกูด ต้องปรับใหม่ออกแบบพื้นที่ให้มีความสะดวก สบาย ปลอดภัย
“เป็นเรื่องดีที่นโยบายรัฐบาลให้วีซ่าระยะยาว และฟรีวีซ่าเที่ยวไทย 60 วัน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับความสะดวกมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนด KPI จากจำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งจะเกิดผลกระทบมาก และไม่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวยั่งยืน เปรียบเทียบชัด ๆ ค่าคาร์บอนฟุตพรินต์
นักท่องเที่ยวมาจากกรุงเทพฯมาพักระยะสั้น 3 วัน 2 คืน กับนักท่องเที่ยวมาพักเกาะหมาก ระยะยาว 4 เดือน การท่องเที่ยวเกาะหมากอยู่ในระดับ Upper Medium กลุ่มกลางบน ไม่ได้อยู่ระดับ High เหมือนเกาะสมุย และภูเก็ต แต่เชื่อว่า 5 ตระกูลใหญ่เจ้าของที่ดินที่อยู่บนเกาะ มีความรู้ความเข้าใจที่จะดูแลธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีของชุมชนของเกาะหมากไว้ และมีธรรมนูญเกาะเป็นข้อบังคับที่นำไปปฏิบัติได้จริง” นายยอดชายกล่าว
มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อมเมินทุนใหญ่
ทางด้าน นายจักรพรรดิ ตะเวทิกุล เจ้าของเกาะหมากรีสอร์ท อ่าวสวนใหญ่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการฟาร์มสเตย์ ของเกาะหมากรีสอร์ท จะเปิดในปี 2568 มีที่พัก 4-5 หลัง ในแปลงเกษตรให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เพื่อตอบรับนักท่องเที่ยวลองสเตย์ เจ้าของรีสอร์ตในเกาะหมากยังเป็นเจ้าของที่ดิน 70% ไม่ต้องการให้นายทุนรายใหญ่มาทำธุรกิจมุ่งหวังกำไรมากเกินไป เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมไว้ให้ได้มากที่สุด
หลังโควิด-19 ไม่มีนายทุนรายใหญ่มาลงทุนที่เกาะหมาก ตอนนี้น่าจะมีรีสอร์ตนายทุนต่างชาติเพียงรายเดียว ต่างไปจากที่เกาะช้าง และเกาะกูด ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมากกว่า
“ปัจจุบันเกาะหมากรีสอร์ทมีห้องพักบริการ 23 ห้อง และชีวาน่ารีสอร์ทอีก 23 ห้อง การทำที่พักลองสเตย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ พื้นที่รีสอร์ตที่เปิดให้บริการอยู่แล้วบางส่วนสามารถปรับเพิ่มพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมุมต่าง ๆ ได้ ช่วงไฮซีซั่นอัตราเข้าพัก 70-80% รายได้จากนักท่องเที่ยวรายวันในช่วงไฮซีซั่นจะสูงกว่าลองสเตย์
โอกาสทำตลาดลองสเตย์ยาก แต่ถ้าปรับนักท่องเที่ยวลองสเตย์ให้พักช่วงเวลาก่อน-หลังช่วงไฮซีซั่น ตั้งแต่เดือนตุลาคมก่อนเข้าช่วงไฮยืดเวลาไปหลังช่วงไฮเดือนมิถุนายน-กันยายน ทำให้เกาะหมากมีนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี” นายจักรพรรดิกล่าว
ชูจุดขายพิพิธภัณฑ์เกาะหมาก
นายธานินทร์ สุทธิธนกูล เจ้าของพิพิธภัณฑ์เกาะหมาก ที่อ่าวนิด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กลุ่มญาติพี่น้องใน 5 ตระกูล คือ สุขสถิตย์ ตะเวทิกุล วงษ์ศิริ สุทธิธนกูล และจันทรสูตร เห็นในแนวทางเดียวกันกับมาสเตอร์แพลน ที่จะสร้างที่พักแบบลองสเตย์ โดยสร้างในพื้นที่ของตนเองกระจายตัวออกไป เจ้าของรีสอร์ตที่เป็นคนเกาะหมาก และผู้มาลงทุน สัดส่วน 60:40% ถ้า 8-10 ปีที่ดินเปลี่ยนมืออาจจะทำไม่ได้ รอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ตอนนี้รีสอร์ตที่เกาะหมากมี 50-60 แห่ง ประมาณ 700 ห้อง ไม่เพิ่มขึ้น เกาะหมากมีพื้นที่สีเขียวสงวนไว้ 80% พื้นที่ใช้ไปไม่ถึง 10% และยังเติบโตได้อีกเท่าตัว เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวปีละ 80,000-100,000 คน ยังรองรับได้อีกเท่าตัว หากนักท่องเที่ยวลองสเตย์จ่ายค่าที่พักเดือนละ 18,000-20,000 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 600 บาท จะมีเงินเหลือไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชนเพิ่มขึ้น” นายธานินทร์กล่าว
โครงการตามมาสเตอร์แพลน ด้านอ่าวนิดที่ติดทะเลทั้ง 2 ด้าน พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ จะมีพื้นที่ให้เช่าระยะยาว จัดสวน ทำกิจกรรมสันทนาการ ก่อนโควิด-19 สร้าง “เกาะหมากสแควร์” ทำเป็นตลาดชุมชน มีชาวบ้านมาขายของประมาณ 30 บูท เปิดสัปดาห์ละครั้ง ชาวบ้านได้มาซื้อ-ขายรวมทั้งนักท่องเที่ยว
และช่วงโควิด-19 กลับเป็นผลดีกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตกค้างที่เกาะ 50-60 คน ในพื้นที่อ่าวนิด จะมีพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวจะได้มาทำกิจกรรม พักผ่อน และจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่มีอยู่แล้ว และล่าสุดได้ทำ “พิพิธภัณฑ์เกาะหมาก” ที่ตั้งใจให้เป็นจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนขนาดเล็ก
จี้รัฐแก้สัญญาณ Net ไม่เสถียร
นายนิพนธ์ สุทธิธนกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวเพิ่มเติมกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เกาะหมากมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป้าหมายคือการลดปริมาณคาร์บอน สอดรับกับการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาพักแบบลองสเตย์ 3-6 เดือน เพื่อควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเพราะรางวัล Top 100 ของโลก และวิสาหกิจชุมชนเกาะหมากที่ได้รับสินค้า OTOP 5 ดาว แต่เป็นตัวการันตีให้กับนักท่องเที่ยวที่มาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน
ช่วงไฮซีซั่นปี 2567-2568 จะเริ่มโฟกัสนักท่องเที่ยวที่มาอยู่นาน ไม่ใช่จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2568 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงนักท่องเที่ยวที่ชัดเจน เมื่อรัฐบาลเปิดวีซ่าพิเศษไม่เกิน 90 วัน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาฝึกมวยไทย โฮมเวิร์ก ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การสื่อสารระบบอินเทอร์เน็ต สัญญาณ WiFi ยังไม่เสถียร และไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเกาะ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 ตระกูลเจ้าของ “เกาะหมาก” พลิกลงทุนที่ดิน 9 พันไร่โตยั่งยืน-สกัดทุนนอก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net