โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลงาน “สมเด็จพระไชยราชาธิราช” กษัตริย์นักรบแห่งอยุธยา กับ 12 ปีแห่งราชสมบัติ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2567 เวลา 06.46 น.
สมเด็จพระไชยราชาธิราช ในละคร แม่หยัว ออกอากาศทาง ช่อง One 31 (ภาพจาก X one31thailand)

สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 13 แห่งกรุงศรีอยุธยา ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2077-2089 ทรงเป็นกษัตริย์นักรบ ผู้ทำศึกสงครามเพื่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและการขยายพระราชอำนาจอยู่บ่อยครั้ง

พระราชประวัติ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีพระอธิบายพระราชประวัติ “พระไชยราชา” ไว้ มีความโดยสรุป ดังนี้

สมเด็จพระไชยราชาธิราชเป็นเชื้อวงศ์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งพระนามว่า “พระไชยราชา”สื่อได้ว่าเป็นเจ้านายชั้นสูงแน่ ๆ คือเป็นเจ้านายชั้นเดียวกับพระบรมราชา, พระอินทราชา และคงเป็นลูกเธอของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ที่เกิดแต่พระสนม

ก่อนพระไชยราชาจะได้ราชสมบัติ พระองค์เป็นเจ้าครองเมืองพิษณุโลก เมื่อได้ราชสมบัติแล้วก็ทำสงครามข้างเหนือกับพม่าและเมืองเชียงใหม่หลายครั้ง ทำศึกคราวใดก็เอากองทัพหัวเมืองเหนือ (พิษณุโลก-สุโขทัย) เป็นกองทัพหน้าเสมอ เพราะทรงชำนาญราชการหัวเมืองเหนือ ด้วยเคยทรงปกครองมาก่อนแล้ว

ในเรื่องทายาท ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชมีพระมเหสีหรือไม่ แน่ทีเดียวคือพระองค์ไม่มีพระราชโอรสกับพระมเหสี (ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีพระมเหสีก็ตาม) หรือบางที พระมเหสีอาจทิวงคตไปเสียก่อน จึงปรากฏเพียงว่ามีพระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ ที่เกิดด้วย “ท้าวศรีสุดาจันทร์”พระสนมเอกอันมีบรรดาศักดิ์เป็น “แม่หยัวเมือง” ตามกฎมณเฑียรบาล นั่นคือ พระยอดฟ้า กับพระศรีศิลป์

สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงมีน้องยาเธอต่างพระมารดาพระองค์หนึ่ง คือ “พระเทียรราชา”ผู้ที่ภายหลังได้ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ศึกเชียงไกรเชียงกราน กบฏพระยานารายณ์ และการรุกรานเขมร

ราว พ.ศ. 2042 หลังจากพระราชบิดา คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (เจ้าหน่อพุทธางกูร) พระเชษฐาต่างพระมารดาของพระไชยราชา เสด็จขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2072-2076) ต่อมา สมเด็จพระรัษฎาธิราชพระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ครองราชย์ได้ 5 เดือนเศษ พระไชยราชาก็ทรงชิงราชสมบัติและสำเร็จโทษสมเด็จพระรัษฎาธิราช

สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา เหตุการณ์สำคัญหลังจากนั้นคือมีกบฏของพระยานารายณ์แห่งเมืองกำแพงเพชร แต่พระองค์สามารถปราบปรามลงได้ พระยานารายณ์ถูกจับและประหารชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2081

ก่อนหน้านั้นไม่นานพระองค์เพิ่งเสด็จยกทัพไปขับไล่พม่าที่เมืองเชียงไกรเชียงกราน (ปัจจุบันคือเมืองอัตรัน ใกล้เมืองมะละแหม่ง) ดังความในพงศาวดารว่า

“ศักราช ๘๘๐ ปีขาลสัมฤทธิ์ศก แรกให้พูนดินวัดชีเชิง ถึงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงไตรเชียงตราน ถึงเดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ เพลาประมาณยามหนึ่งเกิดลมพายุพัดหนัก คอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองนั้นหัก เรือไกรแก้วนั้นหักแตก อนึ่งเมื่อเสด็จมาแต่เมืองกำแพงเพ็ชรนั้น พระยานารายณ์เป็นกบฏ ให้กุมเอาพระยานารายณ์ฆ่าเสียเมืองกำแพงเพ็ชร”

ศึกเมืองเชียงไกรเชียงกรานถูกนับเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างไทย-พม่า เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งราชวงศ์ตองอูพม่าขยายอำนาจลงใต้ เพื่อปราบอาณาจักรมอญแห่งเมืองหงสาวดี พวกมอญได้หลบหนีมายังเมืองเชียงกราน ซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของอยุธยา เมื่อฝ่ายพม่าติดตามลงมาจึงปะทะกับฝ่ายอยุธยาที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จนำทัพไปรับศึกเองที่เชียงไกรเชียงกราน พร้อมทหารอาสา (นักรบรับจ้าง) ชาวโปรตุเกส 120 คน ติดตามร่วมทัพไปด้วย และสามารถขับไล่กองทัพพม่าให้ถอยกลับไปได้

หลังเสร็จศึกพม่าและกบฏพระยานารายณ์ 2 ปี (พ.ศ. 2083) อยุธยาได้ส่งกองทัพไปตีกัมพูชา ขณะนั้นราชธานีอยู่ที่กรุงละแวก มีกษัตริย์คือพระเจ้าจันทราชา หรือ “นักองค์จัน” ผู้เคยได้รับการชุบเลี้ยงที่กรุงศรีอยุธยาก่อนกลับไปครองกัมพูชา แต่ฝ่ายอยุธยาพ่ายแพ้ ถูกจับเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีการรุกรานกัมพูชาอีกในสมัยของพระองค์

สงครามกับล้านนา

สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงมุ่งมั่นในการทำสงครามกับอาณาจักรฝ่ายเหนือ (ล้านนา) ซึ่งมีความยุ่งยากภายในจากการแย่งชิงราชสมบัติ พระองค์จึงเสด็จนำทัพโดยมีพระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพไปตีเชียงใหม่ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2088 แต่ไม่สำเร็จ พงศาวดารบันทึกว่า

“ศักราช ๘๘๗ ปีระกาสัปตศก วันพฤหัสบดีเดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพ ยกพลออกตั้งทัพชัยตำบลบางบาน วันเสาร์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ จึงยกทัพหลวงจากที่ทัพชัยไปเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร วันอาทิตย์เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ยกทัพไปตั้งเมืองเชียงทอง แล้วยกไปเถิงเมืองเชียงใหม่ ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ เสด็จยกพยุหยาตราทัพหลวงกลับคืนยังพระนครศรีอยุธยา”

อย่างไรก็ตาม ปลาย พ.ศ. 2089 พระองค์ก็เสด็จนำทัพไปตีเชียงใหม่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้สามารถตีได้ทั้งเมืองลำพูนและเชียงใหม่ แล้วทรงพระสุบินเห็นนิมิตอุบาทว์ จึงเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา ดังพงศาวดารเล่าไว้ว่า

ศักราช ๘๘๘ ปีจออัฐศก ณ วันอาทิตย์เดือนยี่ขึ้น ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระชัยราชาธิราชเจ้า เสด็จยกพยุหยาตราทัพไปเมืองเชียงใหม่ ดำรัสให้พระยาพิษณุโลกถือพล ๒๐๐๐๐ เป็นกองหน้า เสด็จยกพยุหยาตรากรรอนแรมไปโดยระยะทาง ๑๒ เวนเถิงเมืองกำแพงเพ็ชร เสด็จประทับแรมอยู่ ๑๕ เวน ครั้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำ เสด็จตั้งทัพชัย เถิง ณ วันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ จึงยกทัพหลวงเสด็จจากที่นั้น

ครั้น ณ วันอังคาร เดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำ ได้เมืองลำพูนชัย เถิง ณ วันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ ได้เมืองเชียงใหม่ ณ วันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ บังเกิดอุบาทว์ มีนิมิตรเห็นโลหิตตกอยู่ ณ ประตูบ้าน และเรือนชนทั้งปวงในเมืองนอกเมืองทุกตำบล ครั้น ณ วันจันทร์เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เสด็จยกพยุนยาตราทัพหลวงจากเมืองเชียงใหม่มายังพระนครศรีอยุธยา”

เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา

สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งซบเซาลงในสมัยของพระองค์ ส่วนหนึ่งมาจากการทำสงครามตลอดรัชสมัย และเหตุเพลิงไหม้กรุงศรีอยุธยาครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2088 เหตุการณ์นั้นเกิดเพลิงลุกไหม้อยู่นานถึง 3 วัน บ้านเรือนประชาชนในเมืองเสียหายไปกว่าหมื่นหลัง ดังว่า

“วันพุธ เดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำเกิดเพลิงไหม้พระนครแต่ท่ากลาโหมลงไปเถิงพระราชวังท้ายท่าตลาดยอด ลมหอบเอาลูกเพลิงไปตกลงตะแลงแกง ไหม้ลามลงไปป่าตองโรงครามฉะไกร ๓ วันจึงดับ มีบัญชีเรือศาลากุฎิพระวิหารไหม้ ๑๐๐๐๕๐ เรือน”

พระองค์จึงพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ ด้วยการโปรดฯ ให้ขุดคลองลัดแม่น้ำ เพื่อย่นระยะทางของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยปัจจุบันไปถึงปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนลำน้ำสายเดิมกลายเป็นคลองบางกอกน้อย

และเพื่อให้การค้ามีความยุติธรรม พระองค์ยังให้มีการจัดระบบตราชั่ง ใช้เครื่องชั่งตวงที่ราชการรับรองมาตรฐานในการซื้อขายข้าวปลาอาหาร

หลังจากเสด็จกลับจากเชียงใหม่ในสงครามครั้งที่ 2 สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคตในปลาย พ.ศ. 2089 พระยอดฟ้าครองราชสมบัติสืบต่อ โดยมีท้าวศรีสุดาจันทร์ดูแลออกว่าราชการ

“ศักราช ๘๘๙ ปีกุร นพศก เสด็จสวรรคต ณ มัชณิมิถีประเทศ มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยา… มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ พระโอรสผู้พี่ทรงพระนามชื่อพระยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา พระโอรสผู้น้องทรงพระนามชื่อพระศรีสิน พระชนม์ได้ ๕ พระวษา”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วุฒิชัย มูลศิลป์. (2567). นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). (2479). กรุงเทพฯ :โสภณพิพรรฒธนากร. พิมพ์ในงานปลงศพ คุณหญิงปฏิภาณพิเศษ (ลมุน อมาตยกุล) ณ วัดประยูรวงศาวาส.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดผลงาน “สมเด็จพระไชยราชาธิราช” กษัตริย์นักรบแห่งอยุธยา กับ 12 ปีแห่งราชสมบัติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...