โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

4 พันธุ์มะละกอน่าปลูก ทั้งแบบทานดิบ-สุก ปลูกกินเองก็ดี ปลูกขายก็รุ่ง!

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 22 ก.ย 2567 เวลา 15.10 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 01.30 น.

“มะละกอ” จัดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่สูงมากนัก แต่เดิมคนไทยจะคุ้นเคยกับ “มะละกอพันธุ์แขกดำ” และ “พันธุ์แขกนวล” โดยพันธุ์แขกดำนำมาบริโภคได้ทั้งดิบและสุก ในขณะที่พันธุ์แขกนวลนิยมนำมาทำเป็นส้มตำ

ด้วยความที่ “ส้มตำ” นั้นเป็นที่นิยมของทั่วทุกภาพ ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มขยายพื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์ทานดิบอย่าง“ครั่ง” กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์มะละกอไทยที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อบริโภคดิบ เพื่อนำมาทำส้มตำโดยเฉพาะ เนื้อกรอบและรสชาติอร่อยมาก

นอกจากนั้น ยังมีมะละกออีกหลายๆ สายพันธุ์ที่น่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกและบริโภค เช่น มะละกอ “ขอนแก่น 80” และมะละกอยักษ์ “เรดแคริเบี้ยน” เป็นต้น

1. มะละกอแขกดำศรีสะเกษ

“มะละกอแขกดำศรีสะเกษ” สายพันธุ์มะละกอที่ดีพันธุ์หนึ่งของไทย เป็นมะละกอไทยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมพันธุ์มะละกอแขกดำจากจังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครราชสีมา โดยได้นำเมล็ดมาปลูกในระหว่างปี พ.ศ. 2527-2533 เพื่อศึกษาและคัดเลือกสายพันธุ์แขกดำที่ให้ผลผลิตสูงและได้ตั้งชื่อสายพันธุ์ว่า “แขกดำศรีสะเกษ” ปัจจุบันมะละกอสายพันธุ์นี้มีการขยายพื้นที่ปลูกกันทั่วประเทศ เนื่องจากสามารถนำมาบริโภคได้ทั้งดิบและสุก

ลักษณะ ดีเด่นของมะละกอแขกดำศรีสะเกษ เป็นมะละกอที่ให้ผลผลิตดกและติดผลไว ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดีพอประมาณจะให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น ประมาณ 50 กิโลกรัม/ปี และให้ผลผลิตสูงกว่ามะละกอแขกดำที่มีปลูกอยู่ทั่วไป (มีรายงานผลผลิตจากแปลงศึกษาและรวบรวมพันธุ์มะละกอแขกดำอื่นๆ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ผลผลิตได้เฉลี่ยเพียง 6-12 กิโลกรัม ต่อต้น/ปี เท่านั้น) นอกจากนั้น ยังพบว่ามะละกอแขกดำศรีสะเกษมีความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์สูงกว่า

สำหรับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะละกอแขกดำศรีสะเกษ จะเริ่มออกดอกเฉลี่ย 130 วัน หลังจากลงหลุมปลูก เมื่อมะละกอเริ่มติดผลแรกต้นจะมีความสูงประมาณ 1.50 เมตร และเก็บเกี่ยวผลดิบเมื่อผลมีอายุ ประมาณ 3-4 เดือน หลังจากดอกบาน และเก็บเกี่ยวผลสุกเมื่อผลมีอายุได้ 5-6 เดือน น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.28 กิโลกรัม

เมื่อผ่าดูลักษณะภายในผลสุกจะมีเนื้อสีแดงอมส้ม ความหนาของเนื้อ 2.5 เซนติเมตร มีความหวานเฉลี่ย 10-13 องศาบริกซ์ คุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของมะละกอ “แขกดำศรีสะเกษ” คือสามารถนำมาบริโภคได้ทั้งดิบและสุก นอกจากนั้น ยังปลูกเพื่อส่งขายโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลไม้กระป๋อง

2. มะละกอครั่ง

“ครั่ง” มะละกอเพื่อใช้ทำส้มตำโดยเฉพาะ ลักษณะประจำพันธุ์ของมะละกอพันธุ์ครั่งมีดังนี้ “เมื่อต้นมะละกอมีอายุ 1-3 เดือน จะมีสีแดงอมม่วงอ่อนตามก้านใบและเป็นจุดๆ ตามลำต้น เมื่อต้นมีอายุได้ 5 เดือน สีที่ก้านและจุดประตามต้นจะหายไป เมื่อผลผลิตแก่จะมีความยาวของผลเฉลี่ย 47 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผลเฉลี่ย 9 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.9 กิโลกรัม และมีจำนวนผลเฉลี่ย 38 ผล ต่อต้น

ลักษณะเด่นของมะละกอพันธุ์ครั่งเหมาะที่จะใช้เป็นมะละกอเพื่อการทำส้มตำ เนื่องจากเนื้อมีสีขาวขุ่น กรอบและหวาน ถ้าปล่อยให้ผลสุกเนื้อจะมีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวาน (เปอร์เซ็นต์ความหวานเฉลี่ย 12.7 องศาบริกซ์)

สรุป ลักษณะโดยภาพรวมของมะละกอพันธุ์ครั่งที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตร จังหวัดมหาสารคาม (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ได้คัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ดังนี้

1. เนื้อของผลหนาประมาณ 2.15 เซนติเมตร มีความกรอบ เนื้อดิบสีขาวขุ่น (เนื้อไม่แข็งกระด้าง) รสชาติหวานเล็กน้อยแต่หวานกว่าพันธุ์แขกนวลซึ่งมีรสชาติจืด แม้จะมีการปลิดผลลงจากต้นแล้ว นานเป็นเวลา 5-7 วัน รสชาติของมะละกอยังคงสภาพความกรอบได้ดี

2. มะละกอพันธุ์ “ครั่ง” ยังคงมี 3 เพศ คือ ต้นกะเทย ต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เกษตรกรที่นำเมล็ดไปปลูกจะต้องมีการคัดเลือกต้นในแปลงอีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับผลผลิตมะละกอที่ได้จากต้นตัวเมียยังคงมีลักษณะของผลที่เป็นทรง ยาวอยู่ ไม่เหมือนกับมะละกอสายพันธุ์อื่นที่มีผลเป็นทรงกลม

3. จากการศึกษาในแปลงปลูก พบว่า มะละกอพันธุ์ครั่ง มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี

4. มะละกอพันธุ์ครั่ง จะมีลักษณะเหมือนกับว่ามีมะละกอ 2 สายพันธุ์ อยู่ในต้นเดียวกันคือ ในระยะต้นเล็กจะมีสีแดงอมม่วงตามก้านใบและจุดตามลำต้นคล้ายกับมะละกอพันธุ์ โกโก้ และเมื่อต้นโตขึ้นสีเหล่านั้นจะหายไป ในขณะที่พันธุ์โกโก้สีและจุดยังคงเดิม เมื่อผลสุกเนื้อของมะละกอพันธุ์ครั่งจะมีสีเหลืองอมส้มคล้ายกับพันธุ์สายน้ำผึ้ง

5. ถึงแม้มะละกอพันธุ์ครั่งจะเหมาะสำหรับการบริโภคดิบคือ ใช้ทำส้มตำ เมื่อผลสุกจะมีรสชาติหวาน ความหวานเฉลี่ย 12.7 องศาบริกซ์ แต่จะเก็บเกี่ยวให้มีรสชาติอร่อยจะต้องเก็บที่ความแก่ 50 เปอร์เซ็นต์ คือผลมีสีเหลืองประมาณครึ่งผล หลังจากที่เก็บผลลงมาแล้ว ทิ้งไว้เพียง 1 คืน ควรจะนำมาบริโภค หากทิ้งไว้เกิน 3 วัน เนื้อจะเละ

6. มะละกอพันธุ์ครั่งที่คัดเลือกพันธุ์ขึ้นมาใหม่จะเป็นมะละกอต้นเตี้ย มีผลใหญ่และยาว ลักษณะของผลมีร่องข้างผลยาวตลอดหัวท้ายผล

7. มะละกอพันธุ์ครั่งสามารถเก็บผลดิบเพื่อบริโภคเป็นมะละกอส้มตำได้หลังจากปลูกไปได้เพียง 6 เดือน

3. มะละกอขอนแก่น 80

“มะละกอขอนแก่น 80” ผลเล็ก รับประทานสุกอร่อย มะละกอเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนทั่วโลก สามารถขึ้นได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม สามารถปลูกมะละกอคุณภาพดีส่งไปขายต่างประเทศได้ แต่ปริมาณการส่งออกในปัจจุบันไม่มากนัก ส่วนใหญ่ 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ แต่ในอนาคตมะละกอน่าจะเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้

การปลูกมะละกอของไทย ที่ผ่านมาประสบปัญหาการระบาดของโรคจุดวงแหวน เช่น เดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังขาดแคลนมะละกอพันธุ์ดี ประกอบกับมะละกอมีความแปรปรวนทางสายพันธุ์สูง และพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า เช่น แขกดำ แขกนวล ฯลฯ เป็นมะละกอผลขนาดกลางเหมาะสำหรับบริโภคดิบ (ทำส้มตำ) และส่งโรงงานแปรรูป รสชาติอร่อย แต่มีจุดอ่อนที่อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน

พันธุ์มะละกอที่เป็นฐานพันธุกรรมซึ่งนำมาปรับปรุงพันธุ์เป็นพันธุ์ขอนแก่น 80 นี้ได้มาจากมะละกอ 2 พันธุ์ คือ Florida Tolerant (Florida Tolerant เป็นมะละกอที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น มีผลขนาดเล็กกลม น้ำหนัก 400-700 กรัม เมื่อสุกมีสีเหลืองส้ม ผลสุกเก็บเกี่ยวได้ภายใน 5-6 เดือน มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดีมาก)

ลักษณะเด่นมะละกอ “ขอนแก่น 80” จากผลการศึกษาศักยภาพการปลูกมะละกอขอนแก่น 80 พบว่า มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ ดอกแรกบานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 เซนติเมตร

ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ 7 เดือน หลังย้ายปลูก มีรูปร่างผลสม่ำเสมอเป็นรูปรี ส่วนหัวเล็ก ก้นปล่อง น้ำหนักผลเฉลี่ย 800 กรัม ผลสุกเนื้อสีแดงส้ม รสชาติหวานหอม ความหวานเฉลี่ย 13-14 องศาบริกซ์ ผลผลิตเท่ากับ 6,000 กิโลกรัม ต่อไร่ และที่สำคัญมีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนได้ดี ถึงแม้จะแสดงอาการเหลืองด่างที่ใบ แต่ไม่มีอาการที่ผล

นอกจากนี้ ผลมีผิวเป็นมัน เปลือกหนา จึงทนทานต่อการขนส่งได้ดี เนื้อแน่น และหลังการเก็บเกี่ยวสุกช้ากว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ผลมีขนาดเล็ก รสชาติหวานจัด รับประทานอร่อยมาก มีกลิ่นหอม เป็นมะละกอเหมาะที่จะผ่าและใช้ช้อนตักรับประทาน เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดีมาก มีศักยภาพที่จะเป็นพันธุ์แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าทางเลือก หนึ่งได้

จากการทดสอบ พบว่า สายพันธุ์ขอนแก่น 80 มีคุณภาพดีเด่นใกล้เคียงกับพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน แต่เป็นพันธุ์ผลขนาดกลาง และปัจจุบันทั้งคนไทยและต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอสุกผลเล็ก เนื้อสีแดง

ดังนั้น มะละกอสายพันธุ์ขอนแก่น 80 ที่มีความดีเด่นในแง่ความหวานและขนาดของผลที่เล็กกว่า อาจใช้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบริโภคสุก สมควรใช้เป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้า ขายในประเทศ และเพื่อการส่งออก

4. มะละกอเรดแคริเบียน

มะละกอยักษ์ “เรดแคริเบียน” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (081) 886-7398 ได้เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิต

มะละกอที่มีคุณลักษณะดังนี้ “ขนาดผลคล้ายกับมะละกอเรดมาราดอล์ หรือมะละกอฮอลแลนด์แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามาก (ขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว) น้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เนื้อหนามาก ผลสุกมีสีแดงส้มและรสชาติหวาน กลิ่นหอม

จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่าต้นมะละกอยักษ์ “เรดแคริเบี้ยน” มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์อื่น มีโรงงานแปรรูปติดต่อเข้ามาบอกว่ามะละกอ “เรดแคริเบี้ยน” มีเนื้อหนา สีสวย เหมาะแก่นำไปแปรรูปบรรจุกระป๋อง

โดยปกติแล้ว มะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมากๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้

การเตรียมดินและปลูกมะละกอ ถ้าสภาพดินปลูกมีค่า pH ต่ำกว่า 6.0 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ในอัตรา 200-300 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกดินโดยการไถพรวน แล้วตากทิ้งไว้ 10-15 วัน หลังจากนั้นไถยกร่อง สูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณหลุมปลูก

ในการเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกลางร่องปลูก ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 2.0-2.5 เมตร ใส่แกลบดิบและแกลบเผาอย่างละครึ่งปี๊บ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 5 กิโลกรัม หินฟอสเฟตบด 1 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 อัตรา 150 กรัม ผสมดินในหลุมปลูกกับวัสดุปรับปรุงดิน รดน้ำให้ชื้นและยุบตัวดี หว่านเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 50-100 กรัม ต่อหลุม เพื่อลดการสูญเสียจากโรครากเน่าโคนเน่า คลุมบริเวณหลุมปลูกด้วยฟางข้าว ทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงปลูกได้

ในการเพาะกล้าและย้ายกล้าปลูก คลุกเมล็ดพันธุ์มะละกอด้วยสารกำจัดเชื้อราเมตาแลกซิล เพาะเมล็ดในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว จำนวน 3 เมล็ด ต่อถุง เมื่อต้นกล้าอายุ 45 วัน จึงย้ายลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ไม่ควรปลูกลึกจะทำให้รากเน่า การคัดเพศ เมื่อมะละกอแสดงเพศแล้วจึงถอนแยกให้เหลือต้นกะเทยผลยาวไว้หลุมละ 1 ต้น

ในการใส่ปุ๋ยระยะก่อนติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม ต่อหลุม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 เดือนละครั้ง ครั้งละ 100-150 กรัม/หลุม หลังติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 150 กรัม/หลุม เดือนละครั้ง

หลังจากปลูกต้นกล้ามะละกอไปได้ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะเริ่มออกดอก ให้เกษตรกรสังเกตดูการออกดอกของต้นมะละกอภายในหลุมทั้ง 3 ต้น ว่าต้นใดเป็นต้นสมบูรณ์เพศหรือต้นกะเทย ให้คัดต้นสมบูรณ์เพศหรือต้นกะเทยไว้เพียงต้นเดียว สำหรับต้นตัวเมีย (ผลป้อม) ถ้าไม่ต้องการก็ตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ออกมาจะเป็นลูกป้อม และถ้าเป็นตัวผู้ให้ตัดทิ้งเลย โดยปกติแล้วต้นดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกะเทยนั้น ตลาดจะต้องการมากที่สุด

การบำรุงรักษามะละกอ ในฤดูแล้งต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอด อย่าให้ดินแห้ง ถ้าฝนทิ้งช่วงต้องให้น้ำ แต่ถ้าฝนตกหนักจะต้องดูแลการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้น โดยเสริมร่องปลูกให้สูงอยู่เสมอ ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่าจึงควรราดโคนต้นมะละกอด้วยสารเทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสาร ทุกๆ 15 วัน

เป็นที่สังเกตว่าการหว่านเชื้อไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงกว่าครึ่ง ไม่ควรใช้จอบถางบริเวณโคนต้น เพราะรากจะถูกตัดขาดโรคเข้าทำลายได้ แต่ต้องกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีวัชพืชขึ้น นอกทรงพุ่มต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรือมีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางอยู่เสมอจะช่วยลดวัชพืชและรักษาความ ชื้นในดิน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 พันธุ์มะละกอน่าปลูก ทั้งแบบทานดิบ-สุก ปลูกกินเองก็ดี ปลูกขายก็รุ่ง!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...