ธุรกิจ ศัลยกรรม หมดยุค one man show จะอยู่รอดต้องเป็นทีม-เข้าตลาดหลักทรัพย์
ศัลยกรรม ความงามไทยยังแข็งแกร่งรั้งเบอร์ 4 ฮับเวชศาสตร์ความงามเอเชีย ผู้ชาย และ LGBTQIA+ พร้อมจ่ายสูงขึ้น บิ๊กเพลย์เยอร์มองอุตสาหกรรมแข่งดุ “คลินิกศัลยกรรม” จะอยู่รอดต้องรวมทีม-ดันเข้าตลาดหลักทรัพย์
ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การใช้บริการเวชศาสตร์ความงามโลกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากการดั๊มราคาค่าบริการหัตถการและศัลยกรรมในช่วงปี 2019-2021 ที่ลดลงราว 2.4% และ 9.2% ตามลำดับ จากการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น จำนวนสถานบริการหัตถการและศัลยกรรมที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยจึงทำให้ต้นทุนการให้บริการลดลง
ขณะที่มูลค่าตลาดบริการเวชศาสตร์ความงามของไทยในปี 2021 มีมูลค่าราวๆ 50,000 ล้านบาทแบ่งเป็นศัลยกรรม 67% และหัตถการ 33% โดยไทยเป็น 1ใน 4 ฮับเวชศาสตร์ความงามที่สำคัญของเอเชียรองจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและจีน คาดว่ามูลค่าตลาดของไทยจะเติบโตราว 10% ในช่วงปี 2022-2030
นอกจากนี้ในรายงานยังระบุอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่ใส่ใจด้านความสวยความงามโดยกลุ่ม GEN Y มีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้นและมีโอกาสใช้จ่ายสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและ LGBTQIA+ อย่างไรก็ตามผู้ที่ใช้บริการหัตถการความงามราว 69% ใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่ 71% ของผู้ที่ไม่เคยทำหัตถการความงามแต่สนใจตั้งงบประมาณการใช้จ่ายไว้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกใช้บริการในสถานบริการหัตถการเสริมความงามจากปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก
ค่านิยมความงามเปิดกว้าง “ผู้ชาย- LGBTQIA+” กำลังซื้อใหม่ของอุตสาหกรรม
ภก. พิรพัฒน์ ศรีวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการธุรกิจความงามประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าจากมุมมองและค่านิยมความงามที่เปิดกว้างส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง, ผู้ชาย, LGBTQIA+ ทั้ง Gen Y และ Gen Z หันมาดูแลสุขภาพผิวและความงามกันมากขึ้น โดยให้ความสนใจหัตถการความงามที่ช่วยรักษา ดูแล และเสริมความงามผิวควบคู่กันไป และคาดว่าจะส่งผลให้ธุรกิจเวชศาสตร์ความงามของไทยในช่วงปี 2565-2573 มีอัตราการเติบโตประมาณ 9.7% ต่อปี
ขณะที่ ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด และประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่าเทรนด์ความงามแห่งอนาคตที่ธุรกิจคลินิกความงามต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย Proactive Beauty ความงามที่มุ่งไปข้างหน้า ,Canceling Age ความงามที่ปราศจากอายุ มีความเป็นกลาง, Expressionality ความสวยในแบบที่เป็นตัวเอง , Beauty Fandom แฟนดอมความสวย , Mindful Aesthetics ความงามแบบพอดี และ Fast Aesthetics ความงามตามกระแส
KPS มองหลักของธุรกิจศัลยกรรมปัจจุบันคือรวมเป็นทีมไม่ใช่ “one man show”
ศ.ดร.นพ. เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เปิดเผยว่า ในอดีตธุรกิจศัลยกรรมจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือแพทย์เก่งๆเปิดคลินิกเองซึ่งข้อเสียคือเมื่อแพทย์เหล่านี้อายุมากขึ้นไม่สามารถทำหัตถการได้ กิจการก็ต้องก็ต้องปิดตัวลง
“development ของธุรกิจนี้เติบโตปีละประมาณ 20% จุดอ่อนคือเมื่อก่อน แพทย์โชว์เดี่ยว ไม่มีทีมเมื่ออายุมากขึ้นธุรกิจก็จบ แต่หมอรุ่นใหม่เริ่มมีทีมและเราเริ่มเห็นหลายบริษัทเช่น “MASTER ” เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องไดเวอร์ซิฟายหา produck after มาขาย ดังนั้นสำคัญคือหมอจะต้องเป็นนักลงทุนด้วยไม่อย่างนั้นก็ไม่มีความยั่งยืน หลักของธุรกิจศัลยกรรมปัจจุบันคือรวมเป็นทีมไม่ใช่ one man show”
ด้าน นายกันตพร หาญพาณิชย์ กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยเพิ่มว่า KPS มีเป้าหมายในการมุ่งสู่ฮับศัลยกรรมความงาม โดยจะเริ่มขยายสาขาสาขาศูนย์ผิวพรรณและศัลยกรรมตกแต่งไปทั่วประเทศ เพิ่มอีก 5 สาขาภายในปี 2568
และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อเพิ่มบริการใหม่ครอบคลุมศัลยกรรมใบหน้า หน้าอก ลดน้ำหนัก เสริมความงาม และเทคโนโลยีดูแลผิวพรรณ เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ต้องการปรับปรุงรูปลักษณ์ รวมทั้งผู้สูงอายุที่ต้องการรักษาความอ่อนเยาว์ และผู้ที่มีปัญหาทางกายภาพที่ต้องการแก้ไข ความผิดปกติทางกายภาพ เช่น จมูก ตา หน้าอก หรือปัญหาทางผิวพรรณ
พร้อมกับบุกตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ เช่น จีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยจะสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ในต่างประเทศ เช่น โรงพยาบาล คลินิก ตัวแทนท่องเที่ยว เพื่อขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
ครึ่งปีหลังคือไฮซีซัน “ศัลยกรรม”
นางสาว “ลภัสรดา เลิศภานุโรจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เปิดเผยกับการเงินธนาคารว่า ธุรกิจศัลยกรรมครึ่งปีแรกยังมีการเติบโตแต่ไม่หวือหวามาก แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเติบโตที่สูงขึ้นเนื่องจากเป้นไฮซีซันของธุรกิจ
“โดยปกติเทรนด์ศัลยกรรม ไตรมาส1และ 2 จะเติบโตเล็กน้อยและจะเติบโตมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ4 เรามองว่าการศัลยกรรมปัจจุบันเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ผู้บริโภคจะเริ่มพิจรณาว่าจะใช้บริการความงามเมื่อไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม“ความสวยรอไม่ได้” และอีกกลุ่มมี “งบ” ในมือแต่เลือกใช้บริการในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อให้แน่ใจว่ามีงบสำหรับใช้จ่ายในเรื่องของความงามเท่าไหร่ ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงที่ธุรกิจศัลยกรรมเติบโตได้เต็มที่"
อย่างไรก็ตาม Demand การศัลยกรรมยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ได้ลดลง ในส่วนของ “โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช” ในช่วงของTraffic time register ก่อนเข้า OR มีผู้เข้ารับบริการมากเป็นปกติซึ่งไม่ต่ำกว่า 400 คนวันทั้งในส่วนของคอนเซาท์ ORและ Follow up
ทั้งนี้ MASTER มีโรงพยาบาลศัลยกรรมเพียงแห่งเดียวและไม่มีแผนเปิดโรงพยาบาลแห่งที่ 2 แต่จะขยายธุรกิจในลักษณะ “Partner” โดยจะเข้าลงทุนภายใต้ใช้งบประมาณ 40% และจะเข้าไปช่วยดีเวลลอประบบหลังบ้าน รวมทั้ง Sale and Marketing ต่างๆ
ในส่วนของครึ่งปีหลังจะโฟกัสในเรื่องของการตลาดซึ่งลูกค้า 98% ของมาสเตอร์พีชมาจากโซเชียลมีเดีย เพราะฉะนั้นการทำ Content ต่างๆบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ครบทุกช่องทาง ทั้ง เฟซบุ๊ก Tiktok IG เป็นสิ่งที่ต้องมีตลอดเวลาโดยเฉพาะในมุมของความน่าเชื่อถือของหมอ
ขณะเดียวกันจะทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เพื่อดึงลูกค้าต่างชาติเข้ามา ซึ่งปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ของ MASTER เป็นคนไทย 75% และต่างชาติ 25% โดยพยายามล้อไปกับนโยบายเมดิคัล ทัวร์ริสซึม ซึ่งตอนนี้รัฐบาลช่วยปลดล็อค “ฟรีวีซ่า” ทำให้ลูกค้าต่างชาติเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะมาจาก 2 ทางคือ 70% ผ่าน Agency Partner และ 30% เป็นกลุ่มที่หาข้อมูลและมาเอง
“ตอนนี้กลุ่มลูกค้าหลักของเราอยู่ในช่วงอายุ 25-40 ปี แต่ตอนนี้เริ่มไปยัง 3 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีที่เริ่มมาใช้บริการจมูกและซิลิโคน กลุ่มที่ 2 อายุ 40 - 65 ปีที่ขยายตัวตามสังคมสูงวัย และอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ “ตลาดผู้ชาย” ที่เติบโต 100% เพราะเรามีพื้นที่ Private ทำให้ลูกค้าผู้ชายสบายและสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ
สิ่งที่เรากังวลในปีนี้ก็คือเรื่องของ“กำลังซื้อ” เพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นแต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของ MASTERเป็นลูกค้าเงินสดจึงยังไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก”