PCE วางงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตน้ำมันปาล์ม ชี้ บาทแข็งไม่กระทบ
PCE ทุ่ม 1,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เร่งเครื่องส่งออก ตปท. เป็น 50% ภายในปี 2568 ย้ำเงินบาทแข็งค่าไม่กระทบการส่งออกในไตรมาส 4 มั่นใจยังสามารถเติบโตได้ดี คาดทั้งปีผลการดำเนินงานเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%
วันที่ 28 กันยายน 2567นายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางงบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิต แบ่งเป็น
- ขยายโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อเพิ่มความมั่นคงการจัดหาวัตถุดิบน้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 120 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 60 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ใช้งบลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท
- ลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในบริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด (NBD) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยอีกประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอีนในการบริโภคเพิ่มขึ้นเป็น 600 ตันต่อวัน จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน
โดยการขยายกำลังการผลิตโรงงานทั้งสองแห่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเริ่มเดินเครื่องจักรในต้นปี 2568
ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศในปี 2567-2569 ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3% - 5% ต่อปี จากความต้องการใช้อย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในอุตสาหกรรมอาหารที่มีแนวโน้มเติบโต 3-4% ต่อปี
ตามการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมไบโอดีเซล ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ 5 - 5.5 ล้านลิตรต่อวัน เติบโตเฉลี่ย 6% - 7% ต่อปี จากความต้องการใช้ยานยนต์ดีเซลในภาคขนส่งที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจ E-commerce เป็นต้น
นอกจากนี้ PCE ยังเพิ่มการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ และส่งออกน้ำมันไบโอดีเซล ไปยังประเทศจีนและอินเดีย และมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการทำตลาดต่างประเทศเป็น 50% ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 36%
ทั้งนี้ จากสถานการณ์เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เนื่องจาก ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้า มีเป้าหมายใช้น้ำมันไบโอดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้น จึงเรียกเก็บภาษีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธ์ไปจำหน่ายยังประเทศอินเดียและจีนในระดับที่สูง
ขณะที่ PCE มีความได้เปรียบทางการค้า เพราะสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปจำหน่ายที่ประเทศอินเดียได้อย่างเสรี ประกอบกับปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบของทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลกมีไม่มากนัก สวนทางกับความต้องการที่มีปริมาณสูงขึ้น
จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว และเชื่อว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4 /2567 ยังสามารถเติบโตได้ดี
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3/2567 คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และมั่นใจว่าในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ
โดยในงวด 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,921.47 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 211.97 ล้านบาท