โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เม็ดเงินโฆษณาทีวีลด 15% ใน 10 ปี แต่คนดูทีวีน้อยลงจริงไหม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ย 2567 เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2567 เวลา 04.15 น.
รัญชิตา ศรีวรวิไล

“รัญชิตา ศรีวรวิไล” ผู้อำนวยการธุรกิจมีเดีย บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย นำเสนอข้อมูลในหัวข้อ “Thailand Media Never Stop Moving” ท่ามกลางความท้าทายที่ว่า แม้ธุรกิจทีวีไทยจะเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ในเชิงสถิติ ผู้ชมทีวีครองสัดส่วนสูงถึง 86% ของประชากร

อีกทั้งผู้คนยังรู้สึกว่าการดูคอนเทนต์ของผู้ประกอบการทีวีบนอุปกรณ์อื่น หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ ก็ยังคงเรียกว่าดูทีวี

“รัญชิตา” กล่าวว่า นีลเส็นทำงานในวงการโทรทัศน์ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักรทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนี้จากยุคแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัลในหลายประเทศที่กล่าวมา และผลสำรวจล่าสุดยังสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้ชมในประเทศไทย

เจาะพฤติกรรมเสพสื่อ

โดย Nielsen สำรวจเกี่ยวกับเรตติ้งที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูโทรทัศน์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการรับชมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ และบริการสตรีมมิ่ง ซึ่งปัจจุบันสำคัญมาก ครอบคลุมพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ชมไทยด้วย

จากข้อมูลพบว่าในประเทศไทย 87% ของประชากรไทยยังดูโทรทัศน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ต เน้นการใช้โซเชียลมีเดียสูงถึง 89% รับชมไลฟ์ทีวี 70% และสตรีมมิ่ง 52% แสดงให้เห็นถึงการบริโภคสื่อหลายแพลตฟอร์มในเวลาเดียวกัน

พฤติกรรมการดูสื่อของคนไทยในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดแค่การดูทีวีเพียงอย่างเดียว พวกเขามักมีหน้าจอเล็ก ๆ ใกล้มือเสมอ เช่น มือถือ หรือแท็บเลต การเสพสื่อผ่านหลายหน้าจอพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย หรือการดูสตรีมมิ่ง ขณะที่ยังดูทีวีไปด้วย สิ่งนี้ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างสื่อต่าง ๆ ทั้งทีวี สื่อออนไลน์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

ในช่วงเวลาว่างของคนไทย ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังเลือกดูทีวีเป็นกิจกรรมอันดับหนึ่ง (57%)

แต่คำว่า “ดูทีวี” ในสายตาของผู้ชมไทยอาจหมายถึงการดูละครหรือรายการทีวีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือสตรีมมิ่งได้เช่นกัน ซึ่งคำว่า “ทีวี” ยังมีความหมายและพลังในใจผู้ชม

เมื่อพิจารณาจากเจเนอเรชั่น กลุ่มเจน X ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป จะดูทีวีสูงกว่าเจเนอเรชั่นอื่น เช่น กลุ่ม Gen Z หรือ Gen Y อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าคำว่า “ดูทีวี” ยังมีความหมายมากในกลุ่มผู้ชมที่มีอายุมาก

“ละคร-กีฬา” รายการยอดนิยม

ในแง่ของอุปกรณ์ที่ใช้รับชม 2 อุปกรณ์หลักที่คนไทยใช้มากที่สุดคือ โทรทัศน์ (ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ททีวีหรือเคเบิลทีวี) และมือถือ ซึ่งมีการใช้สูงถึง 56% และ 44% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าอุปกรณ์หน้าจอใหญ่ยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุด

นอกจากนี้ Nielsen ยังพบว่าการดูทีวีผ่านสตรีมมิ่งเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันผู้ชมที่ดูผ่านสตรีมมิ่งมีถึง 67% แบ่งเป็นการดูผ่านบริการที่ต้องเสียเงิน (Subscription Video on Demand หรือ SVOD) สัดส่วนผู้ชมที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ใช้จ่ายเพื่อคอนเทนต์ประเภทนี้ 50% หรือเท่ากับคนหนุ่มสาว ส่วนบริการที่ไม่ต้องเสียเงินแต่มีโฆษณา (Advertising Video on Demand หรือ AVOD) พบว่า 48% ของผู้ชมยินดีจ่ายเงินเพื่อดูคอนเทนต์คุณภาพสูงประเภทนี้

สำหรับประเภทรายการที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย พบว่ารายการประเภท “ละคร” และ “กีฬา” ยังเป็นที่นิยมสูงสุดในแต่ละเดือน สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ผู้ชมยังให้ความสนใจรายการ 2 ประเภทนี้ โดยเฉพาะรายการกีฬาเป็นกิจกรรมหลักในหลาย ๆ ประเทศ

“ในปี 2023 พบว่ามีคน 63% ดูทีวี ส่วนสตรีมมิ่งอยู่ที่ 37% ปีนี้ (2024) ตัวเลขเปลี่ยนไปเร็วมาก สตรีมมิ่งจาก 37% ขึ้นมาเป็น 47% แล้ว การวัดเรตติ้งในส่วนของตัวสตรีมมิ่ง ต้องบอกว่าคนไทยยังดูทีวี แต่การดูทีวีมีการเปลี่ยนแปลงไปส่วนใหญ่ คนไทยดูทีวีผ่าน Live TV ที่เหลือผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย OTT ในแง่ของตัวแพลตฟอร์มของช่องสถานี จะเห็นได้ว่าการดูทีวีของคนไทยตอนนี้มีการกระจายตัวอย่างมาก”

คนไทยดูทีวีหลายแพลตฟอร์ม

แม้การดูทีวีผ่านจอดั้งเดิมจะลดลงเหลือเพียง 53% ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังพบเห็นในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และอังกฤษ ที่การดูผ่านสตรีมมิ่งกลายเป็นกระแสหลักเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทีวียังเป็นสื่อที่ได้รับเม็ดเงินโฆษณาสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนถึง 50% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมดในตลาด แม้จะลดลงจาก 65% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยังเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญในตลาดโฆษณาของประเทศไทย

“แม้จะบอกว่าแค่ 15% แต่เป็นตัวเลขที่มหาศาลเหมือนกันในมุมมองของเม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาในวงการทีวี อีกทั้งยังทำให้เห็นด้วยว่า สื่อทีวียังมีความสำคัญด้านการสร้างแบรนด์ และการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค”

จากการศึกษาพบว่าการลงโฆษณาผ่านทีวีให้ผลในระยะยาวที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสื่ออื่น ๆ ทีวียังเป็นสื่อที่มีความสามารถในการสร้างความจดจำ และความสนใจในแบรนด์ได้มากที่สุด แม้จะมีการเติบโตของสื่อดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเสพสื่อก็ตาม

“เมื่อมองข้อมูลที่ว่าโฆษณาในสื่อทีวีแม้ลดลง แต่มีผลอยู่มาก เพราะคนไทยดูทีวีเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่รู้หรอกว่าดูจากแพลตฟอร์มไหน จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการไทยเอง ก็มีการปรับตัว มีการทำแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยยังได้ดูทีวีผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งได้รับความนิยมจากคนไทยมากพอสมควร จะเห็นได้ว่า 44% ของคนไทยดูรายการผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นของสถานีโทรทัศน์เองด้วย”

โดยสรุปแล้ว สื่อไม่เคยหยุดนิ่ง และการนำกลยุทธ์การผสมผสานสื่อมาใช้ยังมีความจำเป็นสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ในยุคการบริโภคหลายหน้าจอ เนื้อหาเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ต้องให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มและเนื้อหาของผู้ประกอบการพร้อมสำหรับทุกช่องทาง และแน่นอนว่า “การสตรีมคืออนาคต”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เม็ดเงินโฆษณาทีวีลด 15% ใน 10 ปี แต่คนดูทีวีน้อยลงจริงไหม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...