สหรัฐฟ้อง Visa ปมผูกขาดตลาดบัตรเดบิต ชี้กดขี่คู่แข่ง เรียกค่าธรรมเนียมเกินจริง หลักพันล้านดอลลาร์
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ฟ้องร้อง Visa ปมผูกขาดตลาดบัตรเดบิต และเรียกค่าธรรมเนียมสูงเกินจริง ซ้ำกล่าวหา Visa ใช้อำนาจในฐานะผู้ครองตลาด กดขี่คู่แข่งไม่ให้แข่งขัน
วันที่ 24 กันยายน 2567 สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ฟ้องร้อง วีซ่า บริษัทเครือข่ายชำระเงินรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยกล่าวหาว่าผูกขาดตลาดการชำระเงินด้วยบัตรเดบิตอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการใช้ข้อตกลงที่จำกัด เพื่อขัดขวางการแข่งขัน รวมถึงการกระทำผิดอื่น ๆ โดย การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคและธุรกิจในสหรัฐต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายเมอร์ริค การ์แลนด์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า การผูกขาดของ วีซ่า ทำให้บริษัทสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้สูงเกินกว่าตลาดที่มีการแข่งขันเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ค้าและธนาคารโยนภาระเหล่านี้ให้ผู้บริโภค ผ่านการขึ้นราคาให้สูงขึ้นหรือลดคุณภาพหรือลดการบริการที่ลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของสินค้าเกือบทุกชนิด
วีซ่า และ คู่แข่งอย่าง มาสเตอร์การ์ด (Mastercard) เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตมากขึ้น โดยทั้งสองบริษัทมีมูลค่ารวมกันประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้าน วีซ่าได้ตอบโต้การฟ้องดังกล่าว และเรียกคดีนี้ว่าไม่มีมูลความจริง
นางจูลี รอตเทนเบิร์ก ที่ปรึกษาทั่วไปของVisa กล่าวว่า ให้เหตุผลว่าการซื้อสินค้าออนไลน์และการชำระเงินเงินผ่านร้านค้า ต่างเต็มไปด้วยตัวเลือกการชำระเงินแบบใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น วีซ่า เป็นเพียงหนึ่งในคู่แข่งจำนวนมากในตลาดบัตรเดบิตที่กำลังเติบโต และเครือข่ายของบริษัทยังส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย
ข้อมูลในเอกสารยื่นฟ้องระบุว่า ธุรกรรมบัตรเดบิตในสหรัฐ มากกว่า 60% ประมวลผลผ่าน วีซ่า ซึ่งทำให้บริษัทสามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้กว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
การที่ วีซ่า ครองตำแหน่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการชำระเงินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ทำให้บริษัทถูกเพ่งเล็งและเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ค้าปลีกตลอดหลายปีที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2563 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยื่นฟ้องคดีต่อต้านการผูกขาด เพื่อขัดขวางไม่ให้ วีซ่า ซื้อบริษัทฟินเทค เพลด (Plaid) ในมูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าในตอนแรก วีซ่า วางแผนที่จะต่อสู้คดีนี้ แต่สุดท้ายก็ถอนตัวออกจากการเข้าซื้อกิจการไป
นอกจากนี้แล้ว ในปี 2567 Visa และ Mastercard ตกลงที่จะลดค่าธรรมเนียมและอนุญาตให้ร้านค้าเรียกเก็บเงินจากลูกค้าสำหรับการใช้บัตรเครดิต ซึ่งผู้ค้าปลีกประเมินว่าการดำเนินการนี้จะช่วยให้พวกเขาประหยัดเงินได้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 5 ปี แต่ผู้พิพากษาปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าบริษัททั้งสองสามารถเสนอข้อตกลงที่มากกว่านี้ได้
ในคำร้องปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมอ้างว่า วีซ่า กดขี่ขู่เข็ญผู้ค้าและธนาคารด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น หากพวกเขาทำธุรกรรมบัตรเดบิตผ่านเครือข่ายคู่แข่งมากเกินไป ซึ่งสัญญาดังกล่าวปกป้องธุรกิจบัตรเดบิตของ วีซ่า ประมาณ 75% จากการแข่งขันที่เป็นธรรม
กระทรวงยุติธรรมยังกล่าวอีกว่า วีซ่า ใช้สถานะในฐานะผู้นำตลาดของตนเพื่อบังคับให้ผู้ค้าและธนาคารทำข้อตกลงการกีดกันทางการค้า โดยลงโทษผู้ที่เปลี่ยนไปใช้ระบบการชำระเงินแบบอื่น และยังกล่าวหาว่า วีซ่า พยายามขัดขวางการแข่งขันและป้องกันไม่ให้คู่แข่งเติบโตเพียงพอที่จะท้าทายความโดดเด่นของตน
กระทรวงยุติธรรมยังกล่าวอ้างว่าการกระทำของ วีซ่า เป็นการขัดขวางนวัตกรรม โดยชี้ว่า วีซ่า ใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีเพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจขัดขวางการผูกขาดและพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงการคุกคามกำไรจากการผูกขาดของบริษัท
Visa ยังร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่ง เช่น แอปเปิ้ล (Apple) เพย์พาล (PayPal) และสแควร์ (Square) ซึ่งกระทรวงยุติธรรมระบุว่า วีซ่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คู่แข่งที่มีศักยภาพกลายมาเป็นพันธมิตรของตน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจส่งผลเสียต่อสาธารณชน
ตัวอย่างเช่น วีซ่า ได้ทำข้อตกลงกับบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง แคช แอป (Cash App) ซึ่งเปลี่ยนเป็นชื่อ บล็อก (Block) ในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้ Cash App กลายเป็นภัยคุกคามต่อเครือข่ายบัตรเดบิตของ วีซ่า นอกจากนี้แล้วผู้จัดการของ วีซ่า คนหนึ่งกล่าวว่า บริษัทควบคุม Square ไว้อย่างเข้มงวด และโครงสร้างข้อตกลงมีไว้เพื่อป้องกันการตัดตัวกลางออกไป
วีซ่า ยังมีข้อตกลงกับ Apple โดย Apple สัญญาว่าจะไม่แข่งขันกับ วีซ่า โดยตรง ด้วยการสร้างระบบการชำระเงินของตัวเองที่หลีกเลี่ยงเครือข่ายของ วีซ่า
ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมกำลังร้องขอต่อศาลให้ วีซ่า หยุดใช้แนวทางปฏิบัติที่ต่อต้านการแข่งขัน เช่น การใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมและการรวมบริการในลักษณะที่ปิดกั้นคู่แข่งรายใหม่ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง : cnbc.com