"ผบ.ตร." ประชุมติดตามการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ คดี "ดิไอคอนกรุ๊ป" เผยยอดผู้เสียหายเข้าแจ้งความ เฉลี่ยวันละ 300 - 500 คน
"ผบ.ตร." ประชุมติดตามการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ คดี "ดิไอคอนกรุ๊ป" เผยยอดผู้เสียหายเข้าแจ้งความ เฉลี่ยวันละ 300 - 500 คน ด้าน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยระวังเพจตำรวจปลอม ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เอาเงินคืนจากมิจฉาชีพให้ได้
วันที่ 18 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ในคดี THE iCON GROUP การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมทางไกลกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9
ผบ.ตร. ย้ำว่าคดี ดิไอคอนกรุ๊ป มีผู้เสียหายจำนวนมาก เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ที่ บก.ปคบ. เฉลี่ยวันละ 300 - 500 คน แม้จะมีการจัดพนักงานสอบสวนเพื่อรองรับการปฏิบัติ แต่ยังไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้เสียหาย จึงได้สั่งการให้เปิดศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ทั่วประเทศ โดยจัดทำเป็นโมเดลแนวทางเดียวกันกับรูปแบบที่บก.ปคบ.ดำเนินการในการบริหารการรับแจ้งความ จากนั้นเป็นการบริหารคดีของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางต่อไป และจะใช้การบริหารจัดการคดีนี้โมเดลการปฏิบัติ ในการบริหารคดี และบริหารการสื่อสาร หากมีกรณีลักษณะคดีเช่นนี้ในอนาคต โดยในการเปิดศูนย์รับแจ้งความคดีนี้จะทำให้ตำรวจเห็นภาพในการจัดการเรื่องรับแจ้งความ วิเคราะห์ บริหารคดี ให้เกิดความรวดเร็ว
ด้าน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยระวังเพจตำรวจปลอม! อ้างช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เอาเงินคืนจากมิจฉาชีพให้ได้ โดยปัจจุบันได้มีมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กหน่วยงานราชการปลอมขึ้นมา เพื่อฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยมิจฉาชีพจะใช้ชื่อหน่วยงาน รูปภาพของหน่วยงาน หรือรูปภาพของบุคคลสำคัญมาโพสต์แอบอ้างเป็นหน่วยงานนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีการระบุข้อความให้ประชาชนหลงเชื่อว่าจะช่วยเหลือทางคดีได้ หลังจากนั้นจะทำการหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนตัว
ล่าสุด มีการตรวจพบเพจเฟซบุ๊กตำรวจปลอม ซึ่งใช้ชื่อว่า “ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เฉลี่ยทรัพย์สินให้ประชาชน” โดยมีการใช้รูปโลโก้ของหน่วยงานคล้ายกับหน่วยงานของตำรวจ เป็นรูปโปรไฟล์ และมีการโพสต์ภาพ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมระบุข้อความ “เปิดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องลงทะเบียนขอรับเงินคืน” เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อและเข้าใจว่าเป็นเพจเฟซบุ๊กของหน่วยงานตำรวจ