โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก่อนจะกลับไปขุดทองที่ซาอุฯ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ม.ค. 2565 เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลศักดิ์ สมรรคะบุตร

นับเป็นความสำเร็จและน่าชื่นชมยินดีที่ กระทรวงการต่างประเทศสามารถ “ฟื้น” ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียให้กลับมาอยู่ในขั้นปกติได้ หลังจากที่ตกอยู่ในภาวะ “ถดถอย” มีความสัมพันธ์ที่ “ไม่ปกติ” ระหว่างกันมาเป็นเวลาถึง 32 ปี

อันเนื่องมาจากการเกิดคดีโจรกรรมเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของคดีเพชรซาอุฯ การเกิดคดีฆาตกรรมนักการทูตซาอุดีอาระเบีย (3 คดีรวม 4 ศพ) ที่เกี่ยวเนื่องกันไปกับคดีการหายสาบสูญของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย “อัลรูไวลี่” ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างปี 2532-2533

ภาพการเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตาม “คำเชิญ” ของ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด (His Royal Highness Prince Mohammad bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในระหว่างวันที่ 25-26 มกราคมที่ผ่านมา

ได้ตอกย้ำความสำเร็จทางการทูตของประเทศไทย จากความพยายามที่จะประคับประคองไม่ให้ความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายเสื่อมทรุดลงไปผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหลายท่านในอดีตที่ได้เลือกที่จะดำเนินนโยบายคู่ขนาน หรือ Dual Track Policy ต่อเนื่องมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน

นำมาซึ่งการประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับปกติ จากเดิมที่ถูกลดระดับลงมาเหลือแค่ “อุปทูต” ก็จะมีการแต่งตั้ง “เอกอัครราชทูต” แลกเปลี่ยนทั้ง 2 ประเทศเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยการฟื้นกลไกการหารือ-ความร่วมมือต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ 2 ฝ่าย ทั้งเรื่องการค้า-การลงทุน-พลังงาน-การท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความถดถอยทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างกันตลอด 32 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ทำให้การค้าของทั้ง 2 ประเทศหยุดชะงักลงแต่อย่างใด จากตัวเลขการค้าล่าสุดในปี 2564 พบว่าสองฝ่ายมีการค้าระหว่างกันคิดเป็นมูลค่า 233,074.6 ล้านบาท

โดยประเทศไทยส่งสินค้าออกไปซาอุดีอาระเบียคิดเป็นมูลค่า 51,500 ล้านบาท และนำเข้าสินค้าจากซาอุดีอาระเบียคิดเป็นมูลค่า 181,574.6 ล้านบาท หรือไทยตกเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าอยู่ 130,074.6 ล้านบาท จากการนำเข้าสินค้าสำคัญอย่างน้ำมันดิบ ขณะที่การส่งออกจะเป็นรถยนต์, ไม้, เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, ยาง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

โดยสิ่งที่หายไปในช่วง 32 ปีนี้กลับเป็น “แรงงาน” และ “นักท่องเที่ยว” เนื่องจากด้านหนึ่งซาอุดีอาระเบียไม่ยอมออกวีซ่าให้กับแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงาน อีกด้านหนึ่งก็ไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยว การระงับเที่ยวบินตรงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับประเทศไทย

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วเกิดจากมาตรการตอบโต้ที่ไทยไม่สามารถคลี่คลายคดีฆาตกรรมนักการทูตและการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียได้ แม้ว่าจะมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่แล้วก็ตาม

แม้ว่าความสันพันธ์ระหว่างประเทศจะฟื้นกลับมาอยู่ในระดับปกติในปีนี้ แต่สถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 32 ปีก่อนมาก ทั้งเกิดความตึงเครียดทางด้านการทหารและการเมือง การประกาศนโยบาย SAUDIZATION เพื่อลดอัตราการจ้างงานแรงงานต่างชาติด้วยการกำหนดให้รัฐ-เอกชนจะต้องจ้างคนซาอุดีอาระเบียเข้าทำงานร้อยละ 20 ของคนงานทั้งหมด และให้เพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเดียวกัน

เรื่องเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบต่อจำนวนแรงงานไทยที่จะได้วีซ่ากลับเข้าไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย “อาจจะ” ไม่เฟื่องฟูถึงจำนวน 300,000 คน เหมือนกับคำว่า “ไปขุดทองในซาอุฯ” เหมือนในอดีต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...