โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิพิธภัณฑ์หัวโขน สวนนงนุชพัทยา จัดแสดงหัวโขนมากที่สุดในไทยกว่า 500 เศียร

Sarakadee Lite

อัพเดต 31 ม.ค. 2565 เวลา 01.23 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 05.22 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

สวนนงนุชพัทยา นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้เรื่องพฤกษศาสตร์ด้วยจำนวนพันธุ์ไม้เกือบ 20,000 ชนิดบนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ จุดเช็กอินแห่งใหม่ภายในบริเวณสวนอันกว้างใหญ่คือการตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรมไทยกับการเปิด พิพิธภัณฑ์หัวโขน ที่ทีมช่างฝีมือของสวนนงนุชใช้เวลากว่า 4 ปีในการสร้างสรรค์หัวโขนแบบต่าง ๆ ไว้มากที่สุดในไทยถึง 506 เศียร

พิพิธภัณฑ์หัวโขน

ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์หัวโขนเด่นสะดุดตาด้วยประติมากรรมปูนปั้นขนาดสูง 4 เมตรรูปหนุมานอมพลับพลาในตอนศึกไมยราพ ส่วนบริเวณภายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่เรียงรายด้วยตู้กระจกที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นจำนวน 121 ตู้ ที่จัดแสดงหัวโขนและบริเวณผนังตกแต่งด้วยหินทรายที่จัดเรียงอย่างสวยงามเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทย เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง และนางสิบสอง

พิพิธภัณฑ์หัวโขน

แรงบันดาลใจในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หัวโขนซึ่งใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาทนั้นเกิดจากการที่ คุณโต้ง-กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยามีโอกาสไปตกแต่งสวนให้ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรจังหวัดอยุธยา และได้เห็นความวิจิตรของหัวโขนที่ช่างฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพได้รังสรรค์ขึ้นจึงเกิดไอเดียที่จะสร้างหัวโขนให้ได้จำนวนมากที่สุดเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปกรรมไทยชั้นสูงภายในสวนนงนุชพัทยา

“ในสวนนงนุชนอกจากจะส่งเสริมให้รักธรรมชาติ รักสัตว์แล้ว ผมอยากเสริมศิลปะไทยเข้าไปด้วยเพื่อให้เราภาคภูมิใจในความเป็นไทยและมรดกวัฒนธรรรมที่เรามี เราก็ค่อย ๆ ทำทีละนิด ๆ โดยใช้เวลา 4 ปีกว่าในการค่อย ๆ สร้างหัวโขนแต่ละเศียร ผมต้องการให้เป็นที่ที่รวบรวมหัวโขนไว้ได้มากที่สุดในโลกและโชคดีที่เจอศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องหัวโขนมาร่วมทำงานด้วยและทุกคนให้กำลังใจว่าผมทำได้อยู่แล้ว” กัมพลกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างพิพิธภัณฑ์หัวโขน

หัวโขนฤษีตระกูลพรหม

หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์หัวโขนคือ อาจารย์พรหมินทร์ สุมานา ผู้เชี่ยวชาญงานช่างสิบหมู่ของสวนนงนุชพัทยา โดยอาจารย์จบสาขาช่างหัวโขนจากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) และเคยทำแบรนด์ อมฤตเทวา ซึ่งเป็นสินค้าโอทอปของจังหวัดนครปฐมประเภทหัวโขนและหุ่นกระบอก

“โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์หัวโขนเริ่มมาตั้งแต่พ.ศ.2560 เมื่อคุณโต้งต้องการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ให้เป็นสมบัติชาติและเพื่อการศึกษาโดยไม่หวังผลกำไร ขนาดของหัวโขนที่เราทำเป็นขนาดสำหรับสวมหรือที่เรียกว่าหัวใหญ่และหัวโขนทั้งหมดได้รับการรับรองจากอาจารย์ธนธรณ์ คุงจำรัส ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งหัวโขนบ้านพรพิราพและเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยในวัง (ศาลายา) โดยเราแบ่งหัวโขนที่จัดแสดงเป็น 3 ชุดคือ หัวโขนชุดอนุรักษ์แบบโบราณ หัวโขนพ่อแก่ฤษี และหัวโขนรามเกียรติ์” อาจารย์พรหมินทร์กล่าว

หัวโขนชุดอนุรักษ์แบบโบราณ

หัวโขนชุดอนุรักษ์แบบโบราณมีจำนวน 24 เศียร ได้แก่ หัวโขนรูปพระอิศวรซึ่งเป็นเศียรแรกที่พิพิธภัณฑ์สร้าง หัวโขนพระพิฆเนศ หัวโขนพระราม และพระลักษณ์ หัวโขนทศกัณฐ์หน้าทอง และหัวโขนพระฤาษีกไลยโกฎิ หรือ ฤษีหน้ากวางทอง ในการสร้างสรรค์นั้นใช้การขึ้นโครงด้วยกระดาษสาปิดทับหลายชั้นลงบนหุ่นปูนปลาสเตอร์ที่เคลือบดินสอพองไว้แล้ว เมื่อเสร็จแล้วจึงถอดหัวโขนจากหุ่นและปั้นโครงหน้าด้วยขี้เลื่อยที่ผสมกาวลาเท็กซ์ จากนั้นลงดินสอพองที่ผสมกาวลาเท็กซ์เพื่อให้เซตตัวและปล่อยให้แห้งแล้วจึงขัดให้เรียบด้วยกระดาษทราย ขั้นตอนที่ละเอียดและใช้เวลาคือการตีลายประดับหัวโขนด้วยดินไทยสำเร็จรูป ต่อมาเป็นการพ่นรองพื้นครั้งแรกด้วยสีเทาตามด้วยรองพื้นอีกชั้นเป็นสีแดงที่จะช่วยขับสีทองเมื่อลงน้ำยาเฟลกซ์สีทองซึ่งเป็นสีรองพื้นสำหรับการปิดแผ่นทองคำเปลวทำให้ยึดเกาะพื้นผิวได้ดี

พิพิธภัณฑ์หัวโขน

“ปัจจุบันเราไม่ได้ลงรักปิดทองจึงต้องใช้น้ำยาเฟลกซ์ (Flex) ซึ่งเป็นสีน้ำมันสำเร็จรูปเคลือบเงาเพื่อช่วยยึดติดแผ่นทองคำเปลว จากนั้นเป็นขั้นตอนการเขียนหน้าด้วยสีอะคริลิกและประดับพลอย ความยากง่ายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเศียร ถ้าเศียรใดมีความวิจิตรมากก็ใช้เวลาร่วมเดือนโดยเรามีทีมช่างฝีมือทั้งหมด 10 คน” ภูวดล ไหลสกุล หัวหน้างาน พิพิธภัณฑ์หัวโขน กล่าว

“เราใช้ทองคำเปลวแท้ในการปิดหัวโขนแต่ละเศียร ในสมัยก่อนการประดับตกแต่งใช้แก้ว กระจกสีและอัญมณี แต่ของเราใช้คริสตัลของ Swarovski แท้เพราะมีความแวววาว คุณโต้งบอกให้ใช้ของดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรายังทำประกันอัคคีภัยหัวโขนเศียรละ 30,000 บาท” อาจารย์พรหมินทร์ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

หัวโขนชุดพ่อแก่ฤษี

ส่วนหัวโขนของพ่อแก่หรือฤษีมีจำนวนทั้งสิ้น 108 เศียร ทำจากเรซิ่นที่ขึ้นรูปจากแม่พิมพ์ อาจารย์พรหมินทร์กล่าวว่าเพื่อให้เป็นไปตามตำนานว่ามีฤษีทั้งหมด 108 ตน อันเป็นกุศโลบายให้คนทำความดี

“หัวโขนฤษีที่เป็นที่รู้จักมีประมาณ 10 กว่าหัว แต่ที่นี่เราอยากทำให้ครบตามจำนวนที่มีระบุไว้ในตำนาน เราก็ต้องศึกษาจากหนังสือและถามผู้รู้ เช่น พ่อครูเจี๊ยบซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติหนังใหญ่ เพื่อให้ได้อัตลักษณ์ของฤษีแต่ละตน เช่น สีของกายและเครื่องประดับ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยมีที่ใดทำหัวโขนได้ครบตามจำนวน 108 เศียร ฤษีตระกูลพรหมนั้นทำยากที่สุดเพราะในหัวหนึ่งมีหลายหน้า เช่น ฤษีพรหมโลก ฤษีพรหมปรเมศฎ์ และฤษีอนันตนาคราช” อาจารย์พรหมินทร์กล่าว

ดาบสินี

ในจำนวนนี้มีหัวโขนฤษีที่น่าสนใจคือ ฤษีสุเมธ ที่ประดับตกแต่งด้วยปีกแมลงทับจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทรที่ได้จากแมลงทับที่ทิ้งตัวตายตามธรรมชาติและมีสีสวยเหลือบเงาตามธรรมชาติ ฤษีพรหมปรเมศฎ์ ที่ตกแต่งด้วยกรรมวิธีการเขียนทองลงยาแบบโบราณของสุโขทัย และ ดาบสินี หรือฤษีหญิงหนึ่งเดียวในนี้คือนางสีดาในตอนที่นางสีดาขอตามพระรามเพื่อออกบวชดำรงเพศเป็นฤษี ดังที่ปรากฏในตอนหนึ่งของรามเกียรติ์ความว่า

“คิดแล้วจึ่งเปลื้องเครื่องประดับ สำหรับอัคเรศเสน่หา

ออกจากพระกายกัลยา ทรงเพศเป็นดาบสินี

เสด็จจากแท่นแก้วสุรกานต์ งามปานนางฟ้าในราศี

ชลนัยน์นองเนตรเทวี จรลีจากห้องอลงกรณ์ฯ”

หัวโขนชุดรามเกียรติ์
หัวโขนทรพีและทรพา

ในหมวดของหัวโขนรามเกียรติ์มีจำนวนทั้งสิ้น 374 เศียร โดยมีไฮไลต์คือ หัวโขนทศกัณฐ์ 3 เศียร พระรามตอนเดินดงและออกบวช หนุมานตอนบวชและแผลงฤทธิ์ นอกจากนี้ยังมีหัวโขนที่เป็นตัวละครสัตว์ต่าง ๆ ในรามเกียรติ์อีกมากมาย เช่น ควายทรพาและทรพี ในตอนที่ยักษ์ตนหนึ่งชื่อนนทกาลอสูรถูกพระอิศวรสาปให้เกิดเป็นควายป่าชื่อ ทรพา โดยจะพ้นคำสาปต่อเมื่อถูกฆ่าด้วยน้ำมือของลูกชายตัวเอง ภายหลังทรพาถูกฆ่าตายหลังการต่อสู้กับลูกชายชื่อทรพี อันเป็นที่มาของคำว่าลูกทรพี หรือลูกอกตัญญู

หัวโขนปูที่ทศกัณฐ์แปลงร่าง

หัวโขนปู เล่าเรื่องรามเกียรติ์ตอนทศกัณฐ์ต้องการแก้แค้นพญาพาลีที่แย่งนางมณโฑไปจนให้กำเนิดลูกชายชื่อองคต ทศกัณฐ์จึงแปลงกายเป็นปูเพื่อรอฆ่าองคตในพิธีสรงน้ำที่แม่น้ำยมนา แต่พญาพาลีผิดสังเกตและรู้ทันว่าเป็นทศกัณฐ์แปลงกายมาจึงไล่จับและใช้เชือกมัดไปให้องคตลากเล่นอยู่ถึง 7 วันจึงปล่อยตัวไป สร้างความอับอายและเจ็บแค้นให้แก่ทศกัณฐ์เป็นอย่างมาก ดังความตอนหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ว่า

“เหวยเหวยดูก่อนขุนยักษ์ ก้มพักตร์อยู่ไยไอ้โมหันธ์

นี่ฤๅชื่อว่าทศกัณฐ์ เป็นเจ้ากุมภัณฑ์ในลงกา

อาจองว่าวงศ์จัตุรพักตร์ อวดฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วกล้า

ไม่อดสูลอบแปลงเป็นปูมา เขาจับได้ที่ท่าชลาลัย”

หัวโขนตุ๊กแกสารภู

ส่วน หัวโขนตุ๊กแก คือตัวละครชื่อสารภูที่อยู่บนเขาตรีกูฏในเรื่องรามเกียรติ์ ในตอนที่ยักษ์ชื่อ วิรูฬหก จากเมืองบาดาลเดินขึ้นเขาไกรลาสเพื่อเข้าเฝ้าพระอิศวร ตลอดเส้นทางเดินนั้นวิรูฬหกจะกราบขั้นบันไดทุกขั้นไปตลอดทางและตุ๊กแกสารภู จะส่งเสียงร้องและทำท่าล้อเลียนทุกครั้งทำให้วิรูฬหกโกรธมากจึงซัดสร้อยสังวาลนาคใส่ตุ๊กแกสารภูจนตาย แรงสะเทือนจากสร้อยสังวาลนาคทำให้เขาไกรลาสทรุดเอียง พระอิศวรจึงประกาศหาผู้ที่สามารถดันเขาไกรลาสให้กลับมาตั้งตรงได้และทศกัณฐ์เป็นผู้ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ทำได้สำเร็จ ดังความตอนหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ว่า

“เมื่อนั้น จึ่งวิรูฬหกยักษา

เห็นสารภูดูหมิ่นอหังการ์ อสุรากริ้วโกรธคือไฟฟอน

แลไปไม่เห็นพระศุลี บนที่เนาวรัตน์ประภัสสร

ก็ถอดสังวาลนาคอลงกรณ์ ขว้างด้วยฤทธิรอนขุนมารฯ

ถูกเขาไกรลาสลั่นทรุด สารภูสิ้นสุดสังขาร

มิได้เฝ้าองค์พระทรงญาณ ก็กลับไปบาดาลพาราฯ”

หัวโขนช้างเผือกเอราวัณ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์หัวโขน คือ หัวโขนช้างเผือกเอราวัณ ซึ่งเป็นพาหนะของพระอินทร์ซึ่งย่อจากจำนวน 33 เศียรเหลือ 16 เศียรเพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมกับการทำหัวโขนนี้ซึ่งใช้เวลาร่วม 3 เดือน จึงแล้วเสร็จโดยตาของช้างเอราวัณนั้นทำจากทับทิมแท้ อย่างไรก็ตามทางทีมงานกำลังสร้างประติมากรรมช้างเผือกเอราวัณ 33 เศียรสูง 8 เมตรที่จะติดตั้งด้านนอกของพิพิธภัณฑ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี พ.ศ.2565

หุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี

นอกจากหัวโขนแล้ว ทีมช่างฝีมือกำลังสร้างสรรค์คอลเลกชันหุ่นกระบอกจากตัวละครในวรรณคดีไทยที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์โดยเสร็จไปแล้วจำนวน 10 ตัวในเรื่องพระอภัยมณี เช่น พระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร นางเงือก นางละเวงวัณฬา และสร้อยสุวรรณ

“เรายังไม่ได้สรุปว่าจะเอาตัวละครจากเรื่องอะไรบ้าง แต่คิดว่าจะดึงเรื่องเด่น ๆ มาทำ เช่น สังข์ทอง ลิลิตพระลอ ปลาบู่ทอง และนางสิบสอง โดยจัดแสดงหุ่นกระบอกในตู้พร้อมกับพร็อพประกอบเรื่องให้น่าสนใจยิ่งขึ้น หุ่นนั้นทำโดยการขึ้นรูปจากเรซิ่นและงานที่ประณีตและใช้เวลาคือเครื่องแต่งกายที่เราใช้ผ้าไหมไทยและผ้าไหมอิตาลีและปักผ้าด้วยสะดึงแบบโบราณ” อาจารย์พรหมินทร์กล่าว

ช่างฝีมือกำลังปักผ้าสำหรับทำชุดของหุ่นกระบอก
สวนนงนุชพัทยา

“เราอยากทำหุ่นกระบอกให้ได้จำนวนมากที่สุดเช่นกัน” ประธานสวนนงนุชพัทยากล่าวเสริม “เสื้อผ้าของหุ่นกระบอกนั้นใช้เวลาทำนานมาก 1 ตัวใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ เช่นเดียวกับตอนทำหัวโขนคือเราก็พยายามทำไปเรื่อย ๆ มองไปรอบ ๆ ตัวอะไรที่เป็นไทยและทำได้ผมก็อยากจะทำให้เต็มที่”

อาจารย์พรหมินทร์ สุมานา

ในการจัดแสดงหัวโขนในช่วงเริ่มต้นนี้ยังมีเพียงป้ายบอกชื่อของหัวโขนแต่ละชิ้น และบางเศียรมีข้อมูลพอสังเขปเกี่ยวกับความเป็นมาของคาแรกเตอร์นั้น ๆ ทั้งนี้ประธานสวนนงนุชพัทยากล่าวว่า ทางพิพิธภัณฑ์อยู่ในขั้นตอนจัดทำคิวอาร์โค้ดเป็นชุดข้อมูลภาษาไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

Fact File

  • พิพิธภัณฑ์หัวโขน ตั้งอยู่ภายใน สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ในโซนที่เรียกว่า สวนนงนุช 2 ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรครบวงจรและมีห้องประชุมและลานจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยผู้ที่ใช้บริการโซนดังกล่าวสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ฟรี ส่วนผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้เป็นหมู่คณะโดยติดต่อนัดหมายล่วงหน้าที่ คุณจิ๋ว โทรศัพท์ 08-7135-7466 www.nongnoochpattaya.com
  • เวลาทำการ: 8.00-17.30 น. ทุกวัน
  • รายละเอียดเพิ่มเติม www.nongnoochpattaya.com/th/

The post พิพิธภัณฑ์หัวโขน สวนนงนุชพัทยา จัดแสดงหัวโขนมากที่สุดในไทยกว่า 500 เศียร appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...