โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอเชียผงาด! "สงครามรัสเซีย - ญี่ปุ่น" พลิกโฉมหน้ามหาอำนาจทางทะเล

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 มี.ค. 2567 เวลา 14.36 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2567 เวลา 08.09 น.
กองทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารรัสเซีย, ปี 1904 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War) เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1904-1905 นอกจากเป็นสงครามขนาดใหญ่ครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แล้ว ยังเป็นสงครามที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติ “ตะวันออก” หรือ “ชาติเอเชีย” ชาติแรกที่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้แก่ชาติมหาอำนาจตะวันตกจากทวีปยุโรป ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง

สงครามนี้เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง รัสเซีย กับ ญี่ปุ่น ที่แข่งขันกันขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 สืบเนื่องจากรัสเซียพยายามขยายอำนาจเข้าไปในจีนซึ่งกำลังอ่อนแอและถูกประเทศมหาอำนาจแทรกแซงแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่หยุดหย่อน ส่วนญี่ปุ่นซึ่งปฏิรูปประเทศจนมีกองทัพสมัยใหญ่อันแข็งแกร่งก็ไม่อาจนิ่งดูดายต่อผลประโยชน์ทับซ้อนในภูมิภาคของตนได้เช่นกัน

ชนวนเหตุแห่งสงคราม

ก่อนสงครามกับรัสเซีย ญี่ปุ่นสร้างความประหลาดใจให้แก่นานาชาติมาแล้วกรณีปัญหาความขัดแย้งกับจีนเรื่องดินแดนเกาหลีซึ่งนำไปสู่ สงครามจีน-ญี่ปุ่น (Sino-Japanese War) ระหว่าง ค.ศ. 1894-1895 จีนภายใต้ราชวงศ์ชิงและการสนับสนุนจากรัสเซียพ่ายแพ้ให้กับญี่ปุ่นที่ริเริ่มนำเรือรบหุ้มเกราะสมัยใหม่ 12 ลำ มาใช้เป็นครั้งแรก พวกเขาสามารถจมเรือรบจีนไป 5 ลำ ขณะที่กองเรือญี่ปุ่นแทบไม่เสียหายใด ๆ

หลังเหตุการณ์นั้น รัสเซีย เยอรมนี และฝรั่งเศส เข้ามาแทรกแซงเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่ข้อตกลงในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ (Treaty of Shimonoseki) ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยจีนต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ญี่ปุ่น ยกเลิกระบบบรรณาการและยอมรับความเป็นเอกราชของเกาหลี ส่วนญี่ปุ่นได้สิทธิ์ในการผนวกเกาะไต้หวัน หมู่เกาะเพสคาดอร์ และคาบสมุทรเหลียวตง

แม้ข้อตกลงนี้ทำให้ญี่ปุ่นต้องสละการยึดครองเมืองท่าพอร์ต อาเทอร์ (Port Arthur) ของจีน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของคาบสมุทรเหลียวตง แต่ชัยชนะนี้นับเป็นการประกาศให้ชาติตะวันตกรู้แล้วว่าไม่ควรมองข้ามชาติเอเชียอย่างพวกเขา

ค.ศ. 1897 รัสเซียประสบความสำเร็จในการเช่าพอร์ต อาเทอร์ เมืองท่าทาเลียนวัน (Talienwan) และน่านน้ำโดยรอบจากจีน รวมถึงสิทธิ์ควบคุมพื้นที่เส้นทางรถไฟสายตะวันออกของจีน (Chaiese Eastern Railway) และการสร้างทางรถไฟระยะกว่า 1,520 กิโลเมตร จากจีนผ่านแมนจูเรียไปยังเมืองท่าวลาดิวอสตอค (Vladivostock) ของรัสเซีย ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (Trans-Siberian) ของรัสเซียจึงถูกปรับให้ตัดผ่านแมนจูเรียไปบรรจบกับทางรถไฟสายตะวันออกของจีนก่อนตัดไปสิ้นสุดที่เมืองท่าวลาดิวอสตอค

ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้ชาวจีนที่ต่อต้านการแผ่อิทธิพลของชาติตะวันตก จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏนักมวย (Boxer Rebellion) รัสเซียจึงใช้โอกาสนี้เข้ายึดครองแมนจูเรียในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1900

การครอบครองแมนจูเรียสร้างความกังวลแก่ญี่ปุ่นถึงผลประโยชน์อันจะเสียไปหากรัสเซียสามารถควบคุมจีนและเกาหลีได้ในอนาคต แต่ญี่ปุ่นยังไม่กล้าต่อต้านรัสเซียอย่างเปิดเผย พวกเขาพยายามคานอำนาจรัสเซียด้วยการทำสนธิสัญญาพันธมิตรอังกฤษ-ญี่ปุ่น (Anglo-Japanese Alliance) ใน ค.ศ. 1902 เพื่อให้อังกฤษกีดกันรัสเซียหากมีการแผ่อำนาจออกจากบริเวณเมืองท่าวลาดิวอสตอคและพอร์ต อาเทอร์ และหากประเทศใดสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับญี่ปุ่น อังกฤษจะเข้าข้างญี่ปุ่นทันที

สนธิสัญญาระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่นทำให้รัสเซียยอมทำข้อตกลงกับญี่ปุ่นในปีเดียวกันนั้น โดยจะยอมถอนทหารออกจากแมนจูเรียภายใน 18 เดือน แม้ระยะแรกรัสเซียถอนกำลังบางส่วนไปแต่โดยดี แต่เมื่อถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1903 พวกเขากลับปฏิเสธที่จะถอนกำลังที่เหลือต่อ โดยอ้างว่าสถานการณ์ในแมนจูเรียยังไม่สงบ พร้อมกันนั้นก็เสริมกำลังที่พอร์ต อาเทอร์และน่านน้ำแปซิฟิก

การกระทำของรัสเซียถูกญี่ปุ่นประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เป็นผล ญี่ปุ่นจึงประกาศตัดความสัมพันธ์กับรัสเซียในวันที่ 5 กุมพาพันธ์ ค.ศ. 1904 และ 3 วันต่อมา กองเรือรบญี่ปุ่นภายใต้การบัญชาการของ นายพลโทโง เฮฮะชิโร (Togo Heihachiro) เปิดฉากสงคราม โดยส่งเรือประจัญบานยิงตอร์ปิโดจมกองเรือรัสเซียที่พอร์ต อาเทอร์ การโจมตีอย่างไม่คาดฝันนี้ทำลายเรือรบรัสเซียไป 3 ลำ สร้างความตื่นตะลึงแก่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซียเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงเชื่อว่าอย่างไรเสียญี่ปุ่นก็ไม่กล้าเปิดสงครามก่อน

10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับรัสเซียอย่างเป็นทางการ 6 วันต่อมารัฐบาลรัสเซียก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเช่นกัน

ความน่าสนใจของสงครามนี้คือ รัสเซียในขณะนั้นมีกองทหารประจำการที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือมีกำลังพล 1,350,000 นาย แต่ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ส่วนตะวันออกไกลมีกำลังทหารราว 98,000 นาย และทหารท้องถิ่นอีก 24,000 นาย อาวุธปืนใหญ่เกือบสองร้อยกระบอก กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคแมนจูเรีย ชายฝั่งแปซิฟิก และภูมิภาคไบคาล กองเรือตะวันออกของรัสเซียประกอบด้วยเรือรบ 63 ลำ เรือประจัญบาน 7 ลำ และเรือลาดตระเวน 11 ลำ แต่ส่วนใหญ่ชำรุดและปืนใหญ่ประจำป้อมก็ล้าสมัย

ฝ่ายญี่ปุ่นประกอบด้วยกำลังพล 375,000 นาย ปืนใหญ่ 1,140 กระบอก ปืนกล 147 กระบอก เรือรบ 80 ลำ ซึ่งเป็นเรือประจัญบาน 6 ลำ และเรือลาดตระเวน 20 ลำ พิจารณาจากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่ารัสเซียไม่พร้อมที่จะเข้าสู่สงครามทันทีเมื่อเทียบกับความพร้อมสรรพกำลังของฝ่ายญี่ปุ่นที่สามารถโถมทั้งหมดเข้าสู่สมรภูมิได้ทันที รัสเซียจึงหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างเต็มกำลังเพื่อรอกำลังเสริมจากแผ่นดินตอนในให้ส่งมายังแนวหน้า

ชาติตะวันตกส่วนใหญ่รวมถึงซาร์แห่งรัสเซียดูจะเชื่อมั่นว่าอย่างไรเสียรัสเซียก็จะมีชัยเหนือญี่ปุ่น พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 คล้ายไม่ได้เอาพระทัยใส่สงครามนี้เท่าใดนักในระยะแรก เพราะทรงปล่อยให้เสนาบดีจัดการสะสางปัญหาสงครามตะวันออกไกลโดยไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

การปิดล้อมพอร์ต อาเทอร์ และยุทธนาวีช่องแคบสึซิมะ

ยุทธนาวีที่พอร์ต อาเทอร์ เริ่มขึ้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และจบลงวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1904 กองเรือญี่ปุ่นสามารถปิดล้อมเรือรัสเซียไม่ให้แล่นออกสู่ทะเลได้ ก่อนญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบกที่เมืองอินชอน (Inchon) ในเกาหลี พวกเขาประสบความสำเร็จบนภาคพื้นทวีปในสมรภูมิสำคัญ เช่น ศึกแม่น้ำยาลู (ฺBattle of the Yalu River) สงครามที่หนานชาน (Battle of Nanshan) ฯลฯ ในที่สุด ญี่ปุ่นก็สามารถรุกคืบสู่เมืองต้าเหลียน (Dalian) ในคาบสมุทรเหลียวตงซึ่งกลายเป็นฐานที่มั่นในการส่งกำลังไปสนับสนุนการปิดล้อมพอร์ต อาเทอร์

ชัยชนะอันต่อเนื่องสร้างความหึกเหิมให้แก่กองทัพญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ประกอบกับกองทัพเรือรัสเซียต้องสูญเสียเรือรบ 2 ลำ ขณะพยายามฝ่าการปิดล้อมพอร์ต อาเทอร์เพื่อหนีออกจากอ่าว ทำให้ทหารรัสเซียขวัญเสียอยู่ไม่น้อย กลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1904 ด้วยสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีของฝ่ายรัสเซีย พระจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ตัดสินพระทัยส่งกองเรือจากฐานทัพทะเลบอลติกมาเสริมกำลังในแนวรอบตะวันออก

เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1904 กองทัพญี่ปุ่นตัดสินใจโหมบุกทางภาคพื้นทวีปอีกครั้งในยุทธการที่เหลียวหยาง (Battle of Liaoyang) เพื่อเข้าไปสนับสนุนการปิดล้อมพอร์ต อาเทอร์ ความเสียหายอย่างหนักที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บัญชาการกองกำลังประจำป้อมพอร์ต อาเทอร์ตัดสินใจยอมแพ้โดยไม่รอคำสั่งจากผู้บัญชาการระดับสูงของรัสเซีย เมืองท่าแห่งนี้จึงถูกยึดครองในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1905

ระหว่างการพิชิตทั้งทางบกและทางทะเลโดยญี่ปุ่น กองเรือของรัสเซียจากทะเลบอลติกต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลด้วยระยะทางกว่า 29,000 กิโลเมตร อ้อมแหลมกู๊ดโฮปปลายสุดขอบทวีปแอฟริกาเพื่อมายังพื้นที่สงครามในตะวันออกไกล สนธิสัญญาระหว่างญี่ปุ่นกับอังกฤษทำให้ราชนาวีรัสเซียไม่สามารถใช้เส้นทางลัดอย่าง คลองสุเอซ (Suez) ได้ เพราะจุดดังกล่าวอยู่ในการดูแลของอังกฤษ การเดินทางอ้อมโลกนี้จึงใช้เวลานานถึง 9 เดือน

เมื่อทราบสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี คาบสมุทรเหลียวตง และแมนจูเรีย นายพลรัสเซียเลือกใช้ช่องแคบสึชิมะ (Tsushima) เป็นทางผ่านเพื่อมุ่งไปยังเมืองท่าวลาดิวอสตอคก่อนเริ่มสงครามตอบโต้ญี่ปุ่น เส้นทางเดินเรือของรัสเซียอยู่ในการคาดการณ์ของญี่ปุ่นอยู่แล้วเพราะช่องแคบสึชิมะอยู่ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นถือเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดหากรัสเซียจะไปยังเมืองท่าวลาดิวอสตอค ญี่ปุ่นจึงจัดกำลังเรือรบปิดช่องแคบคอยเรือรัสเซีย รัสเซียเองรู้ดีว่าช่องแคบนี้เป็นจุดอันตรายที่สุด แต่พวกเขาต้องเสี่ยง…

27-28 พฤษภาคม ค.ศ. 1905 เกิดยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะ กองเรือของญี่ปุ่นและรัสเซียซึ่งตอนนี้มีกำลังพอ ๆ กันมีโอกาสเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรก เรือรบรัสเซียเกิดความสับสนยุทธวิธีการแปรขบวนเรือเป็นรูปตัวยู (U) ของญี่ปุ่น และการเดินทางอันยาวนานทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งกระสุนปืนจำนวนมากของรัสเซียเกิดด้านเอาเสียดื้อ ๆ กองเรือรัสเซียจึงถูกระดมยิงจนต้องเสียเรือรบไปหลายลำ นายพลรอเจสต์เวนสกี ผู้บัญชาการกองเรือได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการสั่งการ เขาตัดสินใจยอมแพ้เพราะตระหนักแก่ใจแล้วว่าถึงสู้ต่อไปก็มีแต่จะสูญเสีย

การรบครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับรัสเซีย เรือรบถูกจมไป 8 ลำ ที่เหลือถูกปลดอาวุธไม่ก็ถูกยึดไป ทหารรัสเซียเสียชีวิต 5,000 นาย ผู้บัญชาการและทหารอีกกว่า 6,000 นายถูกจับเป็นเชลย มีเพียงเรือตอร์ปิโด 2 ลำ และเรือลาดตระเวนลำเดียวเท่านั้นที่หลบหนีไปถึงเมืองท่าวลาดิวอสตอคได้ ส่วนญี่ปุ่นเสียเรือตอร์ปิโด 3 ลำ ทหารเสียชีวิต 117 นาย

แม้จะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน แต่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงมุ่งมั่นที่จะทำสงครามต่อด้วยการเสริมกำลังพลจำนวนมากผ่านเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย แต่การเคลื่อนไหวเรียกร้องและกระแสต่อต้านจากประชาชนทำให้ทรงระงับการส่งกำลังรอบใหม่เพื่อสะสางปัญหาภายในประเทศ ญี่ปุ่นเองที่เริ่มประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจากการทำสงครามจึงแสดงท่าทีพร้อมเจรจาสันติภาพ สหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt) เป็นตัวละครใหม่ที่เข้ามาประสานการเจรจานี้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1905

สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ญี่ปุ่น ระบุให้จีนได้แมนจูเรียคืน รัสเซียจะถอนกำลังทั้งหมดออกจากแมนจูเรีย แต่บริเวณที่เส้นทางรถไฟสายตะวันออกของจีนที่เชื่อมต่อกับสายทรานส์-ไซบีเรียยังอยู่ในการควบคุมของ รัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียยอมรับว่าเกาหลีเป็นเขตอิทธิพลของญี่ปุ่นและถอนสิทธิการเช่าพอร์ต อาเทอร์ รวมถึงเกาะซาคาลิน และให้เกาะซาคาลินอยู่ในการครอบครองของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติมหาอำนาจที่ชาติตะวันตกยำเกรงตั้งแต่นั้น เหตุการณ์นี้พลิกโฉมหน้ากองทัพเรือญี่ปุ่นให้กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเช่นเดียวกับกองทัพเรืออังกฤษตั้งแต่นั้นจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น จึงกลายเป็นสงครามครั้งแรกที่ชาติมหาอำนาจยุโรปพ่ายแพ้ต่อประเทศในเอเชีย ความปราชัยครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในตะวันออกไกลและเปิดทางให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจักรวรรดิแห่งตะวันออกที่ทรงอำนาจที่สุด แต่ยังบ่อนทำลายความมั่นคงของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรัสเซียและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ในเวลาต่อมา…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน), นาวาตรี. (2475). สงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย. กรุงเทพฯ : หน้าวัดราชบพิธ ถนนเฟื่องนคร.

อนันต์ชัย เลาหะหันธุ. (2551). สงครามรัสเซีย – ญี่ปุ่น : จุดเปลี่ยนของจักรวรรดิรัสเซีย. วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปีที่ 30) ฉบับที่ 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร.

HISTORY.COM (AUG 8, 2022) : Russo-Japanese War (Online)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอเชียผงาด! “สงครามรัสเซีย – ญี่ปุ่น” พลิกโฉมหน้ามหาอำนาจทางทะเล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...