โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โทรหาวันหยุด ประชุมตอนใกล้เลิกงาน เราจะรับมือยังไงดี เมื่อเจอหัวหน้าบ้างาน?

The MATTER

อัพเดต 09 พ.ย. 2565 เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2565 เวลา 10.22 น. • Social

“หัวหน้าเราไม่ใช่คนไม่ดีนะ แต่บางทีเราก็ทุ่มเทให้งานไม่ได้เท่าเขา เพราะเราก็มีชีวิตนอกเวลางานให้รับผิดชอบด้วยเหมือนกัน” เพื่อนคนหนึ่งบอกกับเราเมื่อเล่าถึงหัวหน้าที่ทุ่มเทกับงานสุดตัวจนถึงขั้น ‘workaholic’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘บ้างาน’

ก่อนหน้านี้ เรามักจะได้ยินเรื่องราวของผู้นำหรือซีอีโอที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่เคยบอกกับ New York Timesว่าเขาทำงาน 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่ได้พักนานเกิน 1 สัปดาห์มาตั้งแต่ปี 2001 ที่ป่วยเป็นโรคมาลาเรีย ส่วนซีอีโอ Apple อย่างทิม คุก (Tim Cook) ก็ส่งอีเมลหาพนักงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และมักจะเป็นคนแรกที่ไปถึงออฟฟิศ เป็นคนสุดท้ายที่ได้กลับบ้านเสมอ

จริงๆ การทุ่มเทให้กับงานเป็นเรื่องที่ดี และเข้าใจได้ถ้าบางคนจะมีความสุขกับการทำงาน จนเรียกได้ว่าทำงานเป็นงานอดิเรกไปด้วย แต่ถ้าความทุ่มเทนั้นมากจนเริ่มล้ำเส้นเวลาส่วนตัวของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะโทรหาวันหยุด นัดประชุมตอนใกล้เลิกงาน หรือถูกคาดหวังให้ทำโอที (บางทีก็โอฟรี) จนกลายเป็นเรื่องปกติ อาจส่งผลเสียทั้งกับตัวคนทำงานและบริษัทได้เหมือนกัน

โดยก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษา ที่พบว่า การที่หัวหน้าไม่สนับสนุนเรื่อง work-life balance สัมพันธ์กับผลกำไรที่ลดลงและความผิดพลาดระหว่างการทำงานที่มากขึ้น ส่วนอีกการศึกษาโดย Keas.com พบว่าพนักงานกว่า 77% มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความสัมพันธ์แย่ๆ กับหัวหน้าของพวกเขา เพราะความกดดันจากการทำงานไม่ได้มีแค่ในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังเกาะติดเขาไปทุกหนแห่ง และแทรกซึมอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

แล้วถ้าเราต้องเจอหัวหน้าบ้างานแบบนี้ จะรับมือยังไงดีล่ะ ?

1. สร้างขอบเขตที่ชัดเจน

เวลาหัวหน้าคุยงานในวันหยุด กดดันให้ทำงานล่วงเวลา หรือมอบเดดไลน์มหัศจรรย์ราวกับการเสกกรุงโรมได้ในสองวินาที บางคนอาจจะไม่กล้าปฏิเสธเพราะไม่รู้จะบอกยังไง บ้างก็กลัวจะดูไม่ทุ่มเทกับการทำงาน แต่พอจำใจทำไปนานๆ ก็เริ่ม toxic กับตัวเองซะงั้น

สำหรับคนที่ไม่กล้าสื่อสาร เราอยากชวนมองอีกมุมว่าหัวหน้าก็เป็นมนุษย์คนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เราเป็นทุกข์กับการทำงานหรืออยากดึงเราออกมาจากชีวิตส่วนตัวขนาดนั้น แค่บางครั้งเขาอาจโฟกัสกับการทำงานจนหลงลืมเรื่องอื่นๆ ไปชั่วคราว ไม่ว่าจะความสมดุลของปริมาณงานกับเวลาและจำนวนคน หรือชีวิตนอกเวลางานของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการสื่อสารว่า ‘ไม่ไหว’ เลยไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เป็นเหมือนการสะกิดเตือนเบาๆ ในสิ่งที่เขาอาจจะหลงลืมไปชั่วคราวได้เหมือนกัน โดยสิ่งสำคัญคือการสื่อสารบนพื้นฐานที่ว่า เราอยากให้ระบบการทำงานดีขึ้น และงานออกมาประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละอย่างกับการตำหนิที่ตัวบุคคลหรือระบายความรู้สึกลบๆ ออกมาโดยไม่บอกทางแก้ไข

ในเว็บไซต์ edition.cnn แนะนำว่าให้เราลองสื่อสารแบบแบบ ‘แซนวิช’ ดูก็ได้ โดยสื่อสารเรื่องทางบวกหรือใช้การชื่นชม (Positive Feeback) ก่อน ตามด้วยคำแนะนำ หรือฟีดแบ็กเรื่องงาน แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องทางบวกอีกครั้ง (Positive Feeback) ซึ่งอาจจะเป็นการให้กำลังใจ คำขอบคุณที่รับฟังหรือคำพูดเชิงบวกอื่นๆ

ส่วนลอร่า ดับนีย์ (Laura F. Dabney) นักจิตอายุรเวทและโค้ชด้านความสัมพันธ์ แนะนำว่า เราควรสร้างขอบเขตที่เหมาะสมแต่ก็หนักแน่นด้วยเหมือนกัน เช่น ถ้าอีก 5 นาทีจะถึงเวลาเลิกงาน แต่หัวหน้ากำลังจะเริ่มประชุมหรือชวนคุยโปรเจกต์ใหม่ๆ ให้ลองตอบไปว่า “ฟังแล้วอยากคุยเรื่องนี้เป็นสิ่งแรกตอนเริ่มงานวันพรุ่งนี้เลย” หรือ “ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว วันนี้อาจจะมีเวลาคุยไม่เต็มที่ เรานัดประชุมเช้าพรุ่งนี้แทนดีไหม” พร้อมกับบอกตารางงานตัวเองและข้อดีของการคุยวันอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปด้วย

2. รักษาขอบเขตนั้นอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าตั้งใจจะสร้างขอบเขตแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไม่หวั่นไหวง่ายๆ เพราะถ้าเรายอมทำบ้าง ไม่ยอมบ้าง สลับกันไป หัวหน้าอาจจะเข้าใจว่า “อ้าว ที่ผ่านมาก็ทำได้นี่นา ทำไมครั้งนี้จะทำไม่ได้” ดังนั้นเราควรตั้งความคาดหวังเหล่านี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมกับอธิบาย เช่น ปกติเสาร์อาทิตย์จะอยู่กับครอบครัวนะ หรือช่วงนี้คือเวลานอนพักผ่อนเพื่อให้ตื่นมาแล้วทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าจำเป็นต้องทำจริงๆ เราอาจจะสื่อสารให้รู้ว่าครั้งนี้คือ ‘ข้อยกเว้น’ ที่เราต้องสละเวลาส่วนตัวมาทำ แต่ไม่ได้ทำเพราะพร้อมทำงาน 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เว็บไซต์ melodywilding แนะนำว่าเราควรเลี่ยงการชื่นชมงานที่มาจากการทำงานหนักเกินจำเป็น เพราะคำชมเหล่านี้อาจจะทำให้เรามองข้ามเรื่อง การใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและชาญฉลาด แถมยังบอกเป็นนัยๆ ด้วยว่าเราเองก็อยากจะทำงานเกินเวลาไปด้วยคน

3. ชวนให้หัวหน้าออกไปใช้ชีวิต (แบบเนียนๆ)

สำหรับบางคนที่อยากให้ผลลัพธ์ไปไกลกว่าการปฏิเสธและสร้างขอบเขตที่ชัดเจน ไมเคิล วู้ดเวิร์ด (Michael Woodward) นักจิตวิทยาในที่ทำงาน ผู้ก่อตั้ง Human Capital Integrated (HCI) แนะนำอีกหนึ่งวิธีที่ใช้เวลานานหน่อย แต่น่าจะคุ้มค่าในระยะยาว คือการพูดถึงกิจกรรมหรือประสบการณ์นอกเวลางานที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น “ถ้าพวกเขาได้เห็นว่าการเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ หรือใช้เวลาออกไปท่องเที่ยวบ้างจะช่วยให้งานดีขึ้นได้ พวกเขาอาจจะลองทำดูบ้างเหมือนกัน” เพราะการเชื่อมโยงกับข้อดีด้านการทำงาน อาจจะช่วยให้มนุษย์ผู้เสพติดการทำงาน อยากจะขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆ บ้างก็เป็นได้

แต่สุดท้ายถ้าพยายามสื่อสารอย่างเต็มที่แล้ว แต่หัวหน้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องมีเวลาหยุดพัก หรือมีช่วงที่ไม่ต้องคิดเรื่องงานบ้าง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคงทำงานด้วยกันต่อไปไม่ได้จริงๆ และการโบกมือลาไปหางานใหม่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างที่เจมส์ พอลลาร์ด (James Pollard) โค้ชด้านอาชีพของ TheAdvisorCoach.com เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีงานไหนที่ควรค่าพอให้เราต้องทุกข์ทรมานกับมันในทุกๆ วันหรอกนะ”

อ้างอิงข้อมูลจาก

Marketwatch

melodywilding

edition.cnn

Hbr

Graphic Designer: Manita Boonyong
Proofreader: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...