โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พัฒนาการพลังงานโลก จากถ่านหิน-น้ำมันวาฬ-น้ำมัน ฯลฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในไทย (ภาพจาก ห้องสมุดภาพมติชน)

พัฒนาการพลังงานโลก จากถ่านหิน-น้ำมันวาฬ-น้ำมัน ฯลฯ

มนุษย์ต้องการ “พลังงาน” สำหรับภารกิจหลักๆ คือ การให้ความร้อน/ความเย็น, ผลิตแสงสว่าง, ให้พลังงานแก่อุปกรณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันและยามฉุกเฉิน จากแหล่งพลังงานหลักๆ อย่างไฟฟ้าและน้ำมันที่เราคุ้นเคย

หากพลังงานก็เหมือนสิ่งอื่นที่เริ่มต้นจากสิ่งง่ายไม่ซับซ้อน เช่น ฟืนจากไม้, น้ำมันจากพืช/สัตว์ แล้วพัฒนาตามความก้าวหน้าของวิทยาการ ซึ่งเส้นทางของการพัฒนาของพลังงานนี้ ฟิลิป ค็อกแกน-เขียน (พลอยแสง เอกญาติ-แปล) อธิบายไว้ในบทความชื่อ “ภารกิจเพื่อพลังงาน” ในหนังสือ More เปิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี (สนพ.มติชน, 2565) พอสรุปได้ดังนี้

เชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดแรกที่มีการนำมาใช้คือ ถ่านหิน ซึ่งเกิดจากซากพืชในป่าพรุเมื่อหลายล้านปีก่อน ชาวจีนนำถ่านหินมาใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา [1] อังกฤษนั้นโชคดีที่มีแหล่งถ่านหินจำนวนมากอยู่ใกล้พื้นผิวโลกจึงสามารถนำมาใช้ได้ง่าย ในทศวรรษ 1560 พวกเขาผลิตถ่านหินได้ราว 177,000 ตันต่อปี…

……..

…ในปี 1712 อุตสาหกรรมจำนวนมากในอังกฤษเปลี่ยนจากการใช้ไม้เป็นถ่านหินแล้ว ตั้งแต่อุตสาหกรรมโรงกลั่นและเผาอิฐไปจนถึงอุตสาหกรรมเป่าแก้ว และผลิตสบู่ [2] ดังนั้นการมีแหล่งถ่านหินเพิ่มจึงทำให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นขยายตัวได้ง่ายขึ้นในศตวรรษที่ 18 ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณความต้องการขนส่งถ่านหินในระยะไกลขึ้นยังไปกระตุ้นการพัฒนารถไฟ และเส้นทางการเดินเรือด้วย การใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนยังนำไปสู่การออกแบบบ้านให้มีปล่องไฟเพื่อนำควันออกจากที่อยู่อาศัยด้วย

พื้นที่อื่นๆ ในยุโรปที่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเข้าสู่แบบอุตสาหกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น เบลเยียม ฝรั่งเศสตอนเหนือ และรูห์ในเยอรมนี ต่างก็อยู่ใกล้แหล่งถ่านหิน การศึกษาหนึ่งพบว่าเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งถ่านหินเติบโตได้เร็วกว่าเมืองอื่นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม (แต่ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น) และการใช้เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยถ่านหินก็ส่งผลต่อการเติบโตของเมืองในยุโรประหว่างปี 1750-1900 ถึง 60% [3]

ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนจะเห็นพ้องกันถึงความสำคัญของถ่านหินในการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ก็ยากจะเห็นว่ามนุษย์จะหาพลังงานจากแหล่งอื่นมาใช้ให้เพียงพอได้อย่างไร อี. เอ. ริกลีย์ (E. A. Wrigley) ประเมินว่าพื้นที่ราว 1 ใน 3 ของอังกฤษ คงต้องปกคลุมไปด้วยต้นไม้หากอยากได้พลังงานเท่ากับที่ได้จากถ่านหินในปี 1800 [4]…

เจมส์ วัตต์ (James Watt) พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น…ทว่าความเข้มงวดในการปกป้องสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ของวัตต์ (และเพื่อนร่วมงานของเขาคือแมทธิว โบลตัน (Matthew Boulton)) กลายเป็นอุปสรรคต่อการนำมันไปปรับใช้ในวงกว้างก่อนปี 1800 ตอนนั้นจึงมีเครื่องจักรไอน้ำที่สร้างในอังกฤษ เพียง 2,200 เครื่อง ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นแบบของนิวโคเมน และมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่เป็นแบบของโบลตันกับวัตต์ [5]

พลังน้ำยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก กระทั่งในปี 1830 อุตสาหกรรมก็ยังผลิตพลังงานจากไอน้ำและน้ำในปริมาณที่เท่ากัน [6] ต่อมาในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมฝ้ายซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของบริเตนก็นำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ รถไฟที่ใช้พลังงานถ่านหิน (และขนส่งถ่านหิน) ก็เปลี่ยนความคิดของเรา เกี่ยวกับระยะทางและเวลาไปจากเดิม…ถ่านหินหรือรูปแบบที่บริสุทธิ์กว่าอย่างถ่านโค้กก็เข้ามาแทนที่ถ่านหินในฐานะแหล่งความร้อนสำหรับการผลิตเหล็กในศตวรรษที่ 18

จากนั้นความก้าวหน้าในการผลิตเหล็กจึงทำให้มีการสร้างเครื่องจักร (รวมถึงเครื่องจักรไอน้ำ) ที่คุณภาพดีขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1780 เป็นต้นไป [7] สิ่งต่างๆ ดำเนินไปได้ด้วยดีเป็นลำดับ การพัฒนาอุตสาหกรรมหนึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมอื่นต่อเนื่องกันไป รถไฟที่วิ่งบนรางเหล็กเพื่อนำถ่านหินไปส่งเมืองใหญ่เพื่อใช้ในโรงงานฝ้าย ซึ่งทั้งฝ้าย รถไฟ และเหล็กต่างเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำ 3 อย่างแห่งศตวรรษที่ 19

ถ่านหินยังมีบทบาทช่วยเสริมพลังให้แก่การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานอีกด้วย…คนงานเหมืองถ่านหินผู้ต้องเผชิญอันตรายและตรากตรำร่วมกันจะเกิดความรักใคร่ปรองดอง เจ้าของเหมืองแทบไม่เห็นใจคนงาน และบ่อยครั้งยังขัดขวางการทำงานของสหภาพอย่างโหดร้ายด้วย ถึงกระนั้น การที่แหล่งถ่านหินกระจุกตัวอยู่ในสถานที่เพียงไม่กี่แห่ง (เมื่อเทียบกับแหล่งเกษตรกรรมหรือป่าไม้) ก็ทำให้คนงานเหมืองมีอำนาจที่จะหยุดการผลิตได้

ในช่วงระหว่างปี 1881-1905 คนงานเหมืองถ่านหินชาวอเมริกันร่วมกันประท้วงหยุดงานบ่อยกว่าคนงานในสาขาอื่นถึง 3 เท่า [8] คนงานเหมืองรวมถึงคนงานรถไฟ (ผู้มีอำนาจในการหยุดส่งมอบถ่านหิน) ได้ก่อตั้งสหภาพที่ทรงพลังที่สุดในยุโรปและอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และ 20 ขึ้น เรื่องนี้นำไปสู่การขึ้นค่าแรงสำหรับคนงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว

แต่ก็มีด้านมืดเกี่ยวกับแหล่งพลังงานใหม่นี้เช่นกัน ถ่านหินที่ให้พลังงาน…และสร้างความอบอุ่นให้บ้านคนงาน ก็คือสิ่งที่สร้างมลภาวะให้อากาศเมือง ทำให้เกิดคราบดำเกาะตามอาคาร และทำให้อายุขัยของผู้อาศัยนั้นสั้นลงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อปอด กว่าบริเตนจะออกพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Act) ก็ผ่านมาจนทศวรรษ 1950 หลังจากเกิดหมอกควันพิษในลอนดอนเมื่อปี 1952 ซึ่งคร่าชีวิตคนนับพัน ในปัจจุบัน คุณภาพอากาศในหลายเมืองของประเทศจีนเองก็ย่ำแย่เพราะการใช้ถ่านหินอย่างหนักหน่วงทำให้ต้องออกมาตรการควบคุมมลพิษอย่างจริงจังในปี 2013

แสงสว่างของโลก

ถ่านหินในฐานะเชื้อเพลิงแข็งเป็นแหล่งความร้อนที่มีประโยชน์มากแต่ไม่สามารถให้แสงสว่าง โลกหลังอาทิตย์ตกดินก่อนปี 1800 โดยประมาณยังค่อนข้างมืดอยู่ มนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีโบราณอย่างเทียนไขและไส้ตะเกียงในการให้แสงสว่าง ซึ่งก็มีพลังงานของเทียนเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้นที่กลายเป็นแสงสว่าง [9]

น้ำมันเป็นทางเลือกที่มีหวังมากกว่า คาราวานเรือขนส่งของเกาะแนนทัคเก็ตในแมสซาชูเซตส์ท่องไปทั่วมหาสมุทรเพื่อค้นหา วาฬหัวทุยซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันวาฬชั้นดีที่สุด ในปี 1774 เรือ 150 ลำ ของแนนทัคเก็ตฆ่าวาฬไป 3,000 ตัว [10] น้ำมันสนที่ได้จากต้นสนก็ใช้เป็นแหล่งแสงสว่างได้เช่นกัน แม้มันจะมีกลิ่นฉุนก็ตาม

เชื้อเพลิงทั้ง 2 ชนิดไม่เพียงพอต่อการใช้ในวงกว้าง เป็นอีกครั้งที่อุตสาหกรรมถ่านหินมอบทางออกให้ในรูปของแก๊สถ่านหิน ความสามารถในการติดไฟของแก๊สถ่านหินเป็นที่รับรู้ในศตวรรษที่ 18 และในปลายศตวรรษก็เกิดการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก อเลสซานโดร โวลตา (Alessandro Volta) ผู้คิดค้นแบตเตอรี ได้พัฒนาไฟแช็กที่ใช้พลังงานแก๊สถ่านหิน…จากนั้นในปี 1807 ถนนพอลมอลในลอนดอนตอนกลางก็กลายเป็นถนนสายแรกที่สว่างไสวจากพลังงานแก๊ส [11]…

เจ้าของโรงงานชื่นชอบข้อดีของแสงสว่างจากแก๊ส มีการนำมันไปใช้ที่โรงสีในซัลฟอร์ด (แลงคาเชียร์) และโซเวอร์บีบริดจ์ (ยอร์กเชียร์) ในปี 1806 และในโรงงานสิ่งทอที่นิวอิงแลนด์ช่วงทศวรรษต่อมา แสงสว่างจากแก๊สมีความเสี่ยงเกิดไฟไหม้น้อยกว่าเทียนหรือตะเกียงน้ำมัน และเจ้าของโรงงานก็พอใจที่แสงสว่างช่วยให้ชั่วโมงทำงานยืดยาวออกไปได้ (แต่ไม่ใช่กับคนงาน) แสงไฟจากแก๊สที่มีกลิ่นเฉพาะตัวนี้ยังคงใช้กันมาจนถึงศตวรรษที่ 20

……..

ในปี 1853 แพทย์ชาวบริเตนชื่ออับราฮัม เจสเนอร์ (Abra- ham Gesner) ค้นพบวิธีกลั่นของเหลวติดไฟจากน้ำมันดินได้สำเร็จ ผลที่ได้คือน้ำมันก๊าดหรือเคโรซีน (kerosene) ซึ่งมาจากคำภาษากรีกที่แปลว่าขี้ผึ้ง ไม่นานก็รู้กันจนทั่วว่าน้ำมันก๊าดนั้นเหมาะสำหรับสร้างแสงสว่าง มันสว่างกว่าน้ำมันวาฬหัวทุยถึง 6 เท่าและมากกว่าไฟแก๊สถึง 4 เท่า…

……..

น้ำมันก๊าดนั้นอันตรายและอาจทำให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้ง่าย เราจึงต้องการแหล่งแสงสว่างที่ปลอดภัยกว่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจคุณสมบัติของไฟฟ้า และแม่เหล็กไฟฟ้า ฮัมฟรีย์ เดวี (Humphrey Davy) ได้สาธิตการใช้ ตะเกียงอาร์ค (arc lamp) เมื่อต้นทศวรรษ 1800 แต่ก็ต้องรอจนถึงทศวรรษ 1870 กว่าจะมีการใช้งานเชิงพาณิชย์ในที่สาธารณะอย่างสถานีปารีสนอร์ท (สถานีรถไฟในปารีส) เมื่อปี 1875 และห้างสรรพสินค้าวานาเมกเกอร์ในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี 1878 [12]

แต่แสงอาร์คสว่างและทรงพลังเกินไปสำหรับการใช้ในบ้าน จึงต้องหาสิ่งที่เล็กลงกว่านั้น โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ได้จดสิทธิบัตรฉบับแรกสำหรับหลอดไส้ร้อนแบบธรรมดาในปี 1878 ทว่าหลังจากนั้นเขาก็ได้ค้นพบเส้นใยไผ่คาร์บอนที่อยู่ได้นานถึง 1,200 ชั่วโมง สินค้านี้วางตลาดครั้งแรกในปี 1880 [13] แน่นอนว่า หลอดไฟนั้นดีอยู่แล้ว แต่คงไร้ประโยชน์หากไม่มีแหล่งพลังงานไฟฟ้า เอดิสันเปิดโรงงานไฟฟ้าบนถนนเพิร์ลในแมนฮัตตันเมื่อปี 1882

แผนของเขานั้นมุ่งไปที่การผลิตไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งสามารถใช้งานได้ในระยะทางสั้นๆ เท่านั้น นั่นหมายความว่าแต่ละย่านต้องมีสถานีผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะตัวเลือกอื่นคือใช้แม่เหล็กแบบหมุนได้ภายในชุดตัวนำไฟฟ้าที่ขดเป็นเกลียวจนเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เราอาจใช้ AC เพื่อส่งไฟฟ้าแรงสูง (และกระแสไฟฟ้าแอมป์) ผ่านลวดเส้นเล็กในระยะไกลโดยไม่สูญเสียพลังงาน จากนั้นหม้อแปลงไฟฟ้าจึงเปลี่ยนไฟฟ้าแรงสูงกลับเป็นไฟฟ้าแรงต่ำ (และกระแสไฟฟ้าแอมป์สูง) เพื่อใช้ในบ้านเรือนได้

…แต่ชัยชนะในการต่อสู้ตกเป็นของคู่แข่งคือระบบ AC ของเวสติงเฮาส์ (ผู้ก่อตั้งคือจอร์จ เวสติงเฮาส์ (George Westinghouse) ซึ่งพัฒนาระบบห้ามล้อรถไฟขึ้นมา) เมื่อถึงฤดูร้อนปี 1888 บริษัทนี้ก็ผลิตพลังงานไฟฟ้าแก่เมืองในย่านชายฝั่งทะเลตะวันออกของสหรัฐอเมริกา [14]

……..

ไฟฟ้าเป็น “เทคโนโลยีอเนกประสงค์” (general purpose technology – GPT) เพราะมันทำให้อุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายอย่างเป็นจริงขึ้นได้ ในบ้านของเราเต็มไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ทั้งประเภทที่ช่วยทุ่นแรง (เครื่องซักผ้าและเตารีด) และแบบที่ให้ความบันเทิง (เครื่องเล่นแผ่นเสียงและโทรทัศน์) ตึกระฟ้าเกิดขึ้นได้ เพราะมีลิฟต์พลังงานไฟฟ้าที่ช่วยนำคนขึ้นไปชั้นบนสุด

หนึ่งในเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 คือการใช้ไฟฟ้ากันอย่างเป็นวงกว้างในโลกพัฒนาแล้ว ในหนังสือ ชีวประวัติลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) เล่มแรกนั้น [15] ผู้เขียนคือ โรเบิร์ต คาโร (Robert Caro) ได้เล่าว่าจอห์นสันผู้มีชื่อย่อว่า LBJ ได้โน้มน้าวและเกลี่ยกล่อมให้รัฐบาลปล่อยเงินกู้มากพอจะกระจายพลังงานไฟฟ้าไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ยากไร้ของเท็กซัส ซึ่งเขาเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในตอนนั้น เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในปี 1939 ชาวบ้านก็เริ่มตั้งชื่อลูกว่าลินดอน หรือละครโอเปราชื่อ The Electrification of the Soviet Union ก็ได้แรงบันดาลใจจากโครงการใหญ่โต…

อุบายของเชอร์ชิลล์

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่อีกเรื่องในศตวรรษที่ 20 คือการเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินไปใช้น้ำมัน การคิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเบนซินคือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดอุปสงค์น้ำมัน แต่คงเป็นเรื่องผิดพลาดหากจะมองข้ามการที่เรือเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินเป็นน้ำมันไป

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) และนายพลเรือ ฟิชเชอร์ (Admiral Fisher) ตัดสินใจให้กองทัพเรือบริเตนเปลี่ยนไปใช้น้ำมันซึ่งทำให้เรือแล่นเร็วขึ้น ใช้เจ้าหน้าที่น้อยลง และอยู่กลางทะเลได้นานขึ้น ทว่าในทางกลับกัน การพึ่งพาน้ำมันก็ทำให้บริเตนต้องหาแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้จึงมีการตกลงกับบริษัทสัญชาติบริเตนชื่อเบอร์มา [16] ให้เข้าไปถือสัมปทานในเปอร์เซีย มีการตั้งบริษัทใหม่ชื่อแองโกล-เปอร์เซียที่บริเตนเข้าไปถือหุ้น สุดท้ายแองโกล-เปอร์เซียก็กลายเป็นบริติช ปิโตรเลียม (BP) ในปัจจุบัน

ความสำคัญของน้ำมันในฐานะเชื้อเพลิงของเรือ เครื่องบิน รถบรรทุก รถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นชัดเจน ผลคือมหาอำนาจนั้นหมกมุ่นอยู่แต่กับการควบคุมแหล่งน้ำมัน แผนการขยายอำนาจของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อทศวรรษ 1930 (และการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941) ส่วนหนึ่งถูกผลักดันเนื่องจากการขาดแหล่งน้ำมันภายในประเทศ

จุดประสงค์อย่างหนึ่งที่เยอรมนีรุกรานรัสเซียก็เพื่อเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันในคอเคซัส และการเกิดสงครามอ่าวครั้งที่ 1 หลังซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) รุกรานคูเวตในปี 1990 ก็เป็นเพราะชาติตะวันตกไม่อยากเห็นเขาควบคุมแหล่งน้ำมันของตะวันออกกลางเพิ่มอีก

ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 นั้น การผลิตน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทชาติตะวันตก หรือ “7 พี่น้อง” ที่แอนโทนี แซมป์สัน (Anthony Sampson) เขียนไว้ในหนังสือของเขาเมื่อปี 1975 (บีพี เชฟรอน เอ็กซอน กัลฟ์ โมบิล เชลล์ และเท็กซาโก) [17]…

ความสำคัญของตะวันออกกลางในฐานะศูนย์กลางการผลิตน้ำมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ 20 การผลิตน้ำมันอย่างจริงจังในอิรักเริ่มเมื่อปี 1934 และบ่อน้ำมันบ่อแรกที่ประสบความสำเร็จในซาอุดีอาระเบียก็เริ่มสูบน้ำมันในปี 1938 และผลิตได้ถึง 32 ล้านบาร์เรลในเวลาต่อมา [18] ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตะวันออกกลางผลิตน้ำมัน 5% ของโลก แต่เมื่อถึงปี 1959 ได้เพิ่มเป็น 25% [19] และเมื่อถึงปี 1970 ก็กลายเป็น 30% [20]…

…ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ไปกระตุ้นให้คนในโลกตะวันตกเริ่มสนใจการประหยัดพลังงานและเริ่มมีการค้นหาน้ำมันในสถานที่ห่างไกลมากขึ้น…

เสียงระเบิดหิน

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น วิธีค้นหาเชื้อเพลิงฟอสซิลวิธีใหม่ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ในทศวรรษ 1990 ผู้สำรวจหัวการค้าสองสามคนได้พยายามขุดก๊าซธรรมชาติออกจากชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินในสหรัฐอเมริกา…การขุดเจาะโดยใช้น้ำแรงดันสูง (hydraulic fracturing) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แฟรกกิ้ง” (fracking)…

แฟรกกิ้งสร้างความแตกต่างใหญ่หลวงแก่ตลาดพลังงานของสหรัฐอเมริกาหลังจากต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอยู่นาน สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก…ภาวะเฟื่องฟูของการผลิตทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลงจากที่เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 12.7 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (British Thermal Unit – BTU) ในเดือนมิถุนายน 2008 (8 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี) กลับตกไปอยู่ที่ 2.8 ดอลลาร์เมื่อถึงเดือนเมษายน 2018 [21] ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของธุรกิจและผู้บริโภคได้มาก

เทคนิคแฟรกกิ้งยังใช้กับน้ำมันได้เช่นเดียวกับก๊าซ มันทำให้การผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) ในปี 2005 และ 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2013 มาเป็น 10 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2018 [22]…

แฟรกกิ้งไม่เป็นที่นิยมนักในดินแดนอื่น ทั้งในฝรั่งเศส เยอรมนี และไอร์แลนด์ต่างก็มีคำสั่งระงับการใช้วิธีนี้ชั่วคราว มีความกังวลเกี่ยวกับมลภาวะต่อแหล่งน้ำ การเกิดแผ่นดินไหวที่อาจเกี่ยวข้องกับแฟรกกิ้ง และเสียงกับความอึกทึกในพื้นที่ชนบท [23] ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แฟรกกิ้งทำให้คนหันไปใช้ก๊าซแทนถ่านหินซึ่งสร้างมลภาวะมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ดี

……..

สำหรับประชากรในโลกร่ำรวยนั้น การเข้าถึงไฟฟ้าอาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่ถูกมองข้ามความสำคัญไป…แต่นั่นไม่ใช่ความจริงสำหรับทุกคน สัดส่วนประชากรโลกที่เข้าถึงไฟฟ้าเพิ่มจากไม่ ถึง 72% ในปี 1990 เป็นเกือบ 88% ในปี 2016 แต่ก็ยังมีคนอีกนับพันล้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ [24] อีกทั้งหลายคนที่มีไฟฟ้าใช้ก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ…

มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานโลกราว 5% ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำกว่าที่หลายคนคาดไว้ ในทศวรรษ 1950 เมื่อมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เป็นครั้งแรกอุบัติเหตุที่เกาะทรีไมล์ในสหรัฐอเมริกาและเชอร์โนบิลในยูเครนทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และเมื่อคนเริ่มคลายกังวลลงกลับเกิดแผ่นดินไหวกับสึนามิซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะแห่งที่ 1 ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่วนเยอรมนีก็เร่งแผนปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของตัวเอง พลังงานนิวเคลียร์จะปล่อยคาร์บอนต่ำมากเมื่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนั้นมหาศาล และอาจเกิดความล่าช้าได้ง่าย อีกทั้งบางแห่งยังต้องหาที่เก็บกากกัมมันตรังสีด้วย

การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนอาจลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ…เทคโนโลยีสีเขียวที่มีศักยภาพมากที่สุด 2 ประการ นั่นคือกังหันลม และเซลล์แสงอาทิตย์ (photovoltaic cells – PV) มีการอัดฉีดเงินทุนราว 800 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในอุตสาหกรรมเหล่านี้ในช่วง 2008-2016 [25]…ปัญหาก็คือทั้งลม และแสงอาทิตย์นั้นให้พลังงานไม่สม่ำเสมอ นั่นหมายความว่าแหล่งพลังงานเดิมอย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ก็ยังคงมีความจำเป็นในฐานะแหล่งพลังงานสำรอง

การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนอาจต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มใช้ถ่านหินและน้ำมันเป็นแหล่งพลังงาน…พลังงานหมุนเวียนจะคว้าส่วนแบ่งใหญ่จากตลาดพลังงานได้ก็ต่อเมื่อเราค้นพบวิธีกักเก็บพลังงานในวันแดดดีและลมแรงเพื่อใช้ในวันที่เมฆมากและลมสงบได้ หากจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องมีแบตเตอรี่ที่คุณภาพดีกว่าและราคาถูกกว่าที่เรามีอยู่ในตอนนี้…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

เชิงอรรถ :

[1] E. A. Wrigley, Energy and the English Industrial Revolution

[2] Wrigley, Energy and the English Industrial Revolution, op. cit.

[3] Alan Fernihough and Kevin Hjortshoj O’Rourke, “Coal and the European Industrial Revolution”, https://www.economics.ox.ac.uk/materials/papers/13183/Coal%20-%200% 27Rourke%20124.pdf

[4] Wrigley, Energy and the English Industrial Revolution, op. cit.

[5] David Wootton, The Invention of Science: A New History of the Scientific Revolution

[6] Joel Mokyr, The Enlightened Economy: An Economic History of Britain 1700-1850

[7] Landes, The Wealth and Poverty of Nations, op. cit.

[8] Timothy Mitchell, Carbon Democracy: Political Power in the Age of Oil

[9] Smil, Energy and Civilization, op. cit.

[10] Rhodes, Energy: A Human History, op. cit.

[11] Ibid.

[12] T. K. Derry and Trevor I. Williams,A Short History of Technology

[13] “History of the light bulb”, https://www.bulbs.com/learning/history.aspx

[14] Rhodes, Energy: A Human History, op. cit.

[15] Robert Caro, The Years of Lyndon Johnson: The Path to Power

[16] บริษัทแห่งนี้อยู่รอดมาจนถึงสมัยใหม่ และเดนิสผู้เป็นสามีของมาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็ได้เป็นผู้อำนวยการบริษัทนี้ด้วย

[17] Anthony Sampson, The Seven Sisters: The Great Oil Companies and the World They Made. หลายบริษัทได้เปลี่ยนชื่อไปแล้วหลายรอบด้วยกัน

[18] Rhodes, Energy: A Human History, op. cit.

[19] Peter Mansfield, A History of the Middle East

[20] E. Roger Owen, “One hundred years of Middle Eastern oil”, https://www.brandeis.edu/crown/publications/meb/MEB24.pdf

[21] แหล่งที่มา: https://www.eia.gov/dnav/ng/hist/rngwhhdM.htm

[22] แหล่งที่มา: https://www.eia.gov/dnav/pet/hist/LeafHandler.ashx?n-pet&s=mcrfpus2&f=m

[23] Adam Vaughan, “Fracking-the reality, the risks and what the future holds”, The Guardian, February 26th 2018

[24] แหล่งที่มา: https://data.worldbank.org/indicator/EG.ELC.ACCS.ZS

[25] “Clean energy’s dirty secret”, The Economist, February 25th 2017

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 ธันวาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พัฒนาการพลังงานโลก จากถ่านหิน-น้ำมันวาฬ-น้ำมัน ฯลฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...