โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง? เข้าใจนิสัยไม่ยอมรับความผิดที่ปิดโอกาสในการพัฒนา

Mission To The Moon

เผยแพร่ 09 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น.

“เธอนั่นแหละผิด”
“ฉันไม่ผิด ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายขอโทษ”
.
หลายคนอาจเคยได้ยินหรืออาจเคยเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นพูดประโยคดังกล่าวมาก่อน เช่น เมื่อลูกทำผิดแล้วต้องขอโทษพ่อแม่ แต่เมื่อพ่อแม่ทำผิดแล้วไม่เคยขอโทษลูก หรือการที่หัวหน้าและคนที่อายุมากกว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด
.
ในทางกลับกัน หากลองพิจารณาดีๆ และมองกลับมาที่ตัวเราเอง บางครั้งเราก็เคยไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองเช่นกัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการยอมรับผิดไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน บางครั้งเราจึงเลือกที่จะทะเลาะหรือโต้เถียงกันมากกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับผิดหรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เลือกโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามแทน
.
แล้วทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมการยอมรับผิดถึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน เพราะการขอโทษดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมการยอมรับผิดไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน พร้อมวิธีแก้ไขสำหรับคนที่กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่
.
#ทำไมการยอมรับผิดเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน?
.
นักจิตวิทยาได้ให้คำนิยามของสถานการณ์นี้ว่า “Cognitive Dissonance” หรือ “ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอย” คือเมื่อเราเผชิญกับความเครียดของการไม่ลงรอยจากความขัดแย้งสองอย่าง โดยทั่วไปเราจะมีวิธีการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นสองวิธี ได้แก่ “การปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเอง” กับ “การยอมรับความผิด”
.
แต่วิธีที่ผู้คนชอบใช้มากที่สุดคือการปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเอง โดยจะมักหาเหตุผลต่างๆ มาเข้าข้างความคิด ความเชื่อ ความคิดเห็นของตัวเอง ทำให้ไม่ยอมรับความผิดและโยนความผิดไปให้คนอื่นแทน ตัวอย่างเช่น เมื่อขับรถตัดหน้าคนอื่นจนเกิดรอยบุบที่กันชนของรถตัวเอง สิ่งแรกที่ทำหลังจากนั้นคือการโทษคนอื่นว่าทำไมถึงขับรถไม่ดูตาม้าตาเรือ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนผิดเอง หรือ เมื่อผู้ใหญ่ให้ข้อมูลผิดๆ มักจะบอกว่าอย่าเถียง เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้มากกว่า
.
จากข้อมูลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน European Journal of Social Psychology พบว่า คนที่ไม่ยอมรับผิดจะมีความนับถือในตนเอง (Self-esteem) และรู้สึกว่ามีอำนาจมากกว่า ทำให้บางคนเลือกที่จะปฏิเสธความผิดพลาดของตนเอง โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า เช่น หัวหน้า พ่อแม่ และผู้อาวุโส เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดื้อและมีความสามารถในการยอมรับผิดน้อยลงเท่านั้น
.
Tyler Okimoto ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าวยังได้อธิบายไว้อีกว่า “คำขอโทษสามารถให้อำนาจแก่ผู้ที่รับคำขอโทษได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เมื่อเรายอมรับความผิดและขอโทษคนรัก คนรักของเราจะมีอำนาจในการเลือกว่าจะยอมยกโทษให้หรือจะทำให้ผู้ที่ขอโทษรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิมผ่านการแสดงความไม่พอใจ”
.
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้บางคนไม่ขอโทษหรือยอมรับผิด เพราะรู้สึกว่าการทำแบบนั้นทำให้ตัวเองดูอ่อนแอหรือทำให้เกิดความอับอาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะการขอโทษต้องใช้ความมั่นใจและความแข็งแกร่งในจิตใจพอสมควร
.
#พลังของการยอมรับผิด
.
การเลี่ยงที่จะยอมรับความผิดของตัวเองเปรียบเสมือนการปิดหูปิดตาไม่ยอมรับฟังฟีดแบ็กจากคนอื่น ทำให้ไม่สามารถฝึกฝนทักษะในการแก้นิสัยที่ไม่ดีและไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ เพราะจะยึดวิธีการเดิมๆ และความเชื่อเดิมๆ ในการแก้ไขปัญหา แต่การยอมรับผิดสะท้อนให้เห็นถึงข้อดีในหลายๆ ด้าน เช่น
.
[ ] แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนมีความมั่นใจและซื่อสัตย์ เพราะสามารถลดอีโก้ลงเพื่อยอมรับความจริง และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป
[ ] แสดงให้เห็นว่าเราเป็นมนุษย์ ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะต้องสมบูรณ์แบบและไม่ได้คาดหวังว่าใครจะสมบูรณ์แบบด้วย แค่เป็นตัวของตัวเอง ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ที่จริงใจต่อกันมากขึ้น
[ ] แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้ข้อผิดพลาด เพราะไม่ปิดกั้นตัวเองและยอมรับฟังฟีดแบ็กจากคนรอบข้าง
[ ] แสดงให้เห็นว่าเรามีความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) และสามารถควบคุมตนเองได้ (Self-control) เพราะสามารถละทิ้งแรงกระตุ้นเชิงลบของตัวเองได้
.
โดยรวมแล้วคนที่ยอมรับความผิดของตัวเองคือคนที่มี ‘ความน่าเชื่อถือ’ สิ่งนี้จะช่วยเสริมความสัมพันธ์ทั้งในที่ทำงานและในชีวิตส่วนตัวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ผู้นำที่ทำผิดแล้วออกมายอมรับความผิดพลาดย่อมได้รับการยกย่องจากคนอื่นๆ สูงกว่าผู้นำที่ชอบโทษผู้อื่น
.
#เลิกโทษคนอื่นแล้วหันมามองตัวเอง
.
คนเราสามารถหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดได้ยาก เพราะระดับของความผิดพลาดมีตั้งแต่ความผิดพลาดเล็กๆ เช่น การจำชื่อเพลงผิด ไปจนถึงความผิดพลาดที่อาจทำให้มีปัญหากับคนรอบข้าง สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้วิธีที่จะยอมรับความผิดให้ได้ เพื่อก้าวออกไปจากความผิดพลาดเดิมๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
.
1. ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

คนส่วนใหญ่เมื่อมีความเชื่อหรือพฤติกรรมสองอย่างที่ขัดแย้งกันจนก่อให้เกิดความสับสน ความเครียด ความอับอาย หรือความรู้สึกผิด โดยทั่วไปจะลดความไม่แน่นอนนั้นผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจขึ้นมาใหม่ และรับข้อมูลเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองปักใจเชื่อ รวมถึงปฏิเสธข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเชื่อของตัวเอง
.
เพราะเมื่อทำผิดหลายคนกลัวถูกกีดกันทางสังคมหรือกลัวว่าตัวเองจะอับอาย และด้วยความเป็นมนุษย์มักจะต้องการการยอมรับจากสังคม สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ เมื่อเกิดสถานการณ์ใดๆ ก็ตามให้เริ่มจากการสำรวจสถานการณ์จากมุมมองที่เป็นกลาง และตั้งคำถามกับตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนผิดหรือไม่
.
2. เปิดกว้างต่อความเป็นจริง

การที่เราจะตระหนักรู้ถึงภาวะการรับรู้ไม่ลงรอยได้เราจะต้องเปิดกว้างกับความเป็นจริงที่ว่า “คนเราสามารถทำผิดพลาดได้” และต้องลดอีโก้ลงเพื่อให้มองเห็นความจริงที่เกิดขึ้น หากเราสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ เราก็จะเปิดกว้างต่อการที่เราทำผิด สิ่งสำคัญคือเมื่อเรารู้ตัวว่าตัวเองคิดผิด ให้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตัวเองทันที
.
#ขอโทษแบบส่งๆ ไม่ช่วยอะไร
.
เมื่อตระหนักถึงความผิดของตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “การขอโทษ” แต่ต้องไม่ใช่การขอโทษแบบส่งๆ เช่น “ขอโทษก็แล้วกัน” เพราะวิธีการแสดงคำขอโทษทำให้เห็นได้ว่าเราจริงใจต่อคำพูดนั้นแค่ไหน และรู้สึกผิดจริงๆ หรือไม่ หากใช้คำพูดดีก็จะช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
การยอมรับความผิดอาจไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีเสมอไป แต่เราสามารถแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้ว่าเราเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ ความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจและพร้อมที่จะเข้าใจผู้อื่น คนเราไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบหรือถูกต้องเสมอไป เมื่อทำผิดก็แค่ยอมรับผิด ขอโทษแบบจริงใจและปรับปรุงตัวเองไม่ให้ผิดพลาดซ้ำๆ อีก
.
.
แปลและเรียบเรียง
- Older people find it harder to admit when they are wrong, say scientists : Ross McGuinness, Yahoo News - https://yhoo.it/3zFgIwt
- How to admit you’re wrong : Allie Volpe, Vox - https://bit.ly/3UlA6q9
- How To Admit You're Wrong : Alex Lickerman, Psychology Today - https://bit.ly/3WmQF6Q
- The Power and Glory of Admitting You’re Wrong : SK Camille, Medium - https://bit.ly/3DSFGuM
- Why Is It So Hard to Admit When We Are Wrong? : Mike Brooks, Psychology Today - https://bit.ly/3SVcWWw
- Why It’s So Hard to Admit You’re Wrong : Kristin Wong, New York Times - https://nyti.ms/3FT9hWr
- Why it’s important to admit when you’re wrong : Paul Ratner, Big Think - https://bit.ly/3WnJnQ5
.
#selfdevelopment
#psychology
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...