โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Core: เมื่อใจกลางโลกหยุดหมุน มนุษย์จะทำอย่างไร

The Momentum

อัพเดต 01 ก.พ. 2566 เวลา 06.02 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2566 เวลา 09.12 น. • อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี

*บทความนี้เปิดเผยรายละเอียดของภาพยนต์

วันสิ้นโลก! แกนกลางโลกหยุดหมุน

แกนกลางโลกหยุดหมุนแล้ว!

แก่นโลกชั้นใน ‘หยุดหมุน-เปลี่ยนทิศ’ เรื่องปกติหรือสัญญาณอันตราย?

ทั้งหมดคือ ‘พาดหัวข่าว’ จากหลายสำนักข่าวบนโลกออนไลน์ ซึ่งมุ่งตรงไปยังเรื่องเดียวกันคือ แกนกลางโลกที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์กลไกหลักของโลกได้ ‘หยุดหมุน’ ผู้เขียนเห็นข่าวนี้ครั้งแรกยังผงะไม่น้อย แล้วรีบกดอ่านทันที

เป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่าหากเครื่องยนต์ใหญ่ของโลกหยุดลงย่อมส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตบนโลกอย่างแน่นอน แต่เมื่ออ่านข่าวจนจบปรากฏว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ไขความลับเรื่องการหมุนของแกนโลกพยายามจะชี้ว่า ทุกๆ 70 ปี แกนโลกชั้นในจะหยุดหมุนอย่างชั่วคราวและจะค่อยๆ หมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งโลกเป็นเช่นนี้มาตลอดหลายพันล้านปี ในระยะสั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตแต่ในระยะยาวคงต้องศึกษากันต่อไป

สำหรับผู้เขียนเองก็รู้สึก ‘ดีใจ’ แบบแปลกๆ ที่อย่างน้อยเครื่องยนต์หลักของโลกเราตอนนี้ยังคงทำงาน โดยที่ไม่รู้ว่าระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายที่มนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้น กับเครื่องยนต์แกนกลางโลกใครจะหยุดหมุน (อีกหลายล้านปีหรืออาจไม่มีวันหยุดหมุน) ก่อนกัน

อย่างไรก็ตาม จากข่าวดังกล่าว ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ The Core (2003) ภาพยนตร์แนวไซไฟที่มีกลิ่นอายของเหตุการณ์วันสิ้นโลก (Apocalypse) โดยจินตนาการต่อไปว่า หากใจกลางโลกหยุดหมุนอย่างสมบูรณ์ จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่า ‘หายนะ’ แล้ว มนุษย์จะแก้ไขอย่างไรในเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจมีจินตนาการหลุดไปไกลจากวิทยาศาสตร์ที่มากโข และเต็มไปด้วยจุดผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์อย่างใหญ่หลวง จนทำให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มออกมาก่นด่า แต่ถึงอย่างไรก็เป็นภาพยนตร์แนววันสิ้นโลกที่ดูสนุกและชวนให้เราตระหนักคิดถึงการกระทำของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

เกิดอะไรขึ้นเมื่อแกนกลางโลกหยุดหมุน

The Core ผ่านรกใจกลางโลก เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นวิกฤตของโลกหลังจากที่แก่นในของโลกกำลังจะหยุดหมุนอย่างถาวร ทำให้สนามแม่เหล็กของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แกนกลางของโลกที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเครื่องยนตร์กำลังดับลง ทำให้สนามแม่เหล็กของโลกที่คอยคุ้มกันโลกจากรังสีอวกาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตย์ในบรรยากาศ ก่อให้เกิดพายุขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับสายฟ้าฟาด หลายร้อยครั้งต่อพื้นที่หนึ่งตารางไมล์ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ การแพร่กระจายของคลื่นไมโครเวฟ ที่พร้อมจะเผาผลาญโลก ภายในหนึ่งปี โลกจะกลายสภาพไม่ต่างจากดาวอังคารที่มีเพียงฝุ่นอันแห้งแล้ง

มนุษย์จึงต้องเร่งมือแข่งกับเวลาที่เหลือ โดยตัดสินใจว่าจะลงไปปฏิบัติการกู้โลก โดยการจุดระเบิดเพื่อให้แกนกลางหมุนอีกครั้ง จึงต้องรวมตัวเหล่านักวิทยาศาสตร์หัวกะทิจากนานาประเทศ ประกอบไปด้วย ดร.จอช คีย์ส (แอรอน เอ็คฮาร์ท) ผู้เชี่ยวชาญธรณีฟิสิกส์, ดร.เซอร์ไก เลอเว็ก (เชกี คาร์โย) ผู้เชียวชาญอาวุธนิวเคลียร์, ดร.เอ็ด บราซเซลตัน (เดลรอย ลินโด) และ ดร.คอนราด ซิมสกี้ (สเตนลีย์ ทุชชี่) ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีโลก พร้อม 2 นักบินมากความสามารถอย่าง รีเบคก้า ไชลด์ส (ฮิลารี แอน สแวงค์) และ โรเบิร์ต ไอเวอร์สัน (บรูซ กรีนวู้ด) มาร่วมทีมเพื่อร่วมกันสร้าง ‘เวอร์จิล’ พาหนะขุดเจาะ ที่สามารถเจาะทะลวงลึกลงไปยังใจกลางโลกเพื่อทำให้ใจกลางโลกหมุนอีกครั้ง

นับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยิบยก ‘การเดินทางสำรวจ’ ที่ยากที่สุดของมนุษย์ คือการลงไปรู้จักกับใจกลางของโลกที่เรากำลังยืนอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนออกความเห็นตรงกันว่ายากกว่าไปอวกาศหลายเท่า สถิติที่มนุษย์ขุดเจาะลงไปได้ลึกสุดเพียงแค่ราวๆ 15 กิโลเมตรเท่านั้น

สำหรับภารกิจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้หยิบมาเป็นแรงบันดาลใจคือต้องลงไปมากกว่า 1,000 กิโลเมตร พร้อมต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลจากใต้ผืนโลกไปพร้อมกัน และภารกิจก็เริ่มขึ้น โดยจุดปล่อยยานอยู่บริเวณร่องลึกมาเรียนา (Mariana Trench) ซึ่งเป็นร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก และเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของเปลือกโลกเท่าที่มนุษย์มีข้อมูลในปัจจุบัน

เสียงของเลเซอร์สลายหินทำงานทำให้ยานพุ่งตัวทะลุชั้นเปลือกโลกไปได้อย่างรวดเร็ว เพื่อความหวังที่จะต้องทำภารกิจกอบกู้แกนกลางของโลกให้กลับมาหมุนอีกครั้ง

จุดเด่นเดียวคือการพัฒนาตัวละคร

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวรวมกว่า 2 ชั่วโมง 15 นาที ทำคะแนนจากการบรรดานักวิจารณ์ภาพยนตร์ไปได้เพียง 5.6 คะแนน ส่วน IDBM ให้ไว้ที่ 5.5 คะแนนซึ่งไม่ต่างกันมาก แต่ทางฝั่งเว็บวิจารณ์ภาพยนตร์อย่างมะเขือเน่า (Rottem tomatoes) กลับอยู่ที่ 39% ส่วนคนดูให้คะแนนที่ 38% ซึ่งอยู่คะแนนระดับเดียวกับภาพยนตร์เกรดบีเท่านั้น ทั้งๆที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้ดารานำหลายคนไม่ว่าจะเป็น แอรอน เอ็คฮาร์ท (Aaron Eckhart) , ฮิลารี แอน สแวงค์ (Hilary Swank) หรือ แม้แต่ ดารานำตลอดกาลอย่าง บรูซ กรีนวู้ด (Bruce Greenwood) จากภาพยนตร์ชุด Star Trek (2009)

สิ่งที่นักวิจารณ์ต่างให้ความเห็นตรงกันคือ การกำกับของ จอน เอมีล (Jon Amiel) เน้นให้เห็นไปที่บทบาทความสัมพันธ์และการพัฒนาการของตัวละครมากกว่าความสมจริงทางวิทยาศาสตร์

จุดหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ตัวของต้นหนผู้บังคับยานอย่าง รีเบคก้า ไชลด์ส ที่ต้องสูญเสียกัปตันของยานในภารกิจ ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นผู้บังคับยาน เท่ากับว่าทุกชีวิตและภารกิจกอบกู้แกนโลกอยู่ในมือของเธอ นอกจากเธอจะต้องรับแรงกดดันทั้งหมด เธอยังพบเจอกับสถานการณ์ที่บีบหัวใจสุดชีวิตเมื่อเธอต้องเลือกว่าจะเปิดประตูให้เพื่อนรอดชีวิตหรือจะเลือกรักษายานพาหนะให้อยู่ในรูปแบบสมบูรณ์ที่สุดเพื่อคนที่เหลือ แน่นอนว่าเธอเลือกหนทางที่ยากและแสนเจ็บปวดซึ่งแม้ภารกิจอาจสำเร็จแต่เธอต้องแบกรับทางที่เลือกไปตลอดชีวิต

ต่อมาคือ เจ้าของยานอวกาศผู้ออกแบบและผู้เชี่ยวชาญธรณีโลก อย่าง ดร.เอ็ด บราซเซลตัน หลังจากที่เขาโดนเพื่อนรักหักหลังในการขโมยโครงการงานวิจัยที่ชื่อว่า เดสทินี (Destiny) ที่สามารถสั่นสะเทือนพื้นผิวของโลกตามความต้องการได้ จนทำให้ ดร.คอนราด ซิมสกี้ กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เขาก็หนีออกจากสังคมมาทำตามความฝันใหม่คือการสร้างยานพาหนะที่สามารถเจาะลึกลงไปถึงแกนกลางโลก แน่นอนว่าเขาคือหนึ่งในลูกเรือคนสำคัญที่รู้ทุกส่วนและทุกอุปกรณ์ของยานดี เมื่อยานมาถึงใจกลางโลกพวกเขาต้องทิ้งระเบิดแต่จากการคำนวณพบว่าระเบิดลูกเดียวจะไม่สามารถทำให้แกนกลางชั้นในหมุนได้ จำเป็นต้องนำระเบิดไปติดตั้งกับตัวยานในแต่ละส่วนและดีดออกไป เพื่อให้เกิดแรงระเบิดเป็นลูกโซ่ที่ก่อให้เกิดคลื่นพลังงานไหลไปมาเพื่อกระตุ้นให้แกนกลางโลกทำงานอีกครั้ง ทว่า ติดที่หากใครเป็นผู้คนไปปรับระบบให้ยานสามารถปลดตัวเองทีละส่วนได้ก็เท่ากับว่าเป็นภารกิจ ‘ฆ่าตัวตาย’ แน่นอนว่านี่คือยานที่เขาสร้างมากับมือดังนั้นเขาจึงเลือกเป็นคนทำภารกิจดังกล่าว

สุดท้าย คือ ดร.คอนราด ซิมสกี้ ก่อนหน้าที่เขาจะรับหน้าที่ลงมาเป็นหนึ่งในลูกเรือ เขาคือนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าที่แทบจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การที่เขาต้องกลายมาเป็นลูกน้องของใครจึงเป็นเรื่องที่ทำใจลำบาก อีกทั้งเขายังเคยขโมยผลงานวิจัยของเพื่อนรักมาเป็นของตน การให้ทั้งคู่มาเป็นลูกเรือลำเดียวกันและร่วมเผชิญสถานการณ์ลำบากไปด้วยกันจึงเป็นจุดที่ชาญฉลาดของผู้กำกับ นอกจากนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภาพยนตร์จะเฉลยว่าสาเหตุที่โลกหยุดหมุนมีต้นตอมาจากโครงการเดสตินี้ที่เขาเป็นหัวหน้าวิจัย ทำให้เขาคือผู้ที่แบกความรับผิดชอบและคำขอโทษทั้งหมดแก่โลกใบนี้

เมื่อ 70 % ของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำภายในยานพาหนะ นอกจากจะบีบให้เราต้องลุ้นจาก สถานการณ์อันโหดร้ายข้างนอกยาน ยังต้องลุ้นกับความคิดของลูกเรือที่พร้อมจะกลายเป็นระเบิดเวลาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พัฒนาการของตัวละครกลายเป็นจุดแข็ง จุดเดียวของเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

ภาพยนตร์ไซไฟอาจสนุกแต่แย่ในเชิงวิทยาศาสตร์จนก่อ Fault informations

นอกจากเรื่อง The Core (2003) เรามักเห็นภาพยนตร์ไซไฟ ออกมาโลดแล่นในโรงภาพยนต์จนแทบปีเว้นปี โดยเฉพาะในเรื่องราวที่เกี่ยวกับโลกล่มสลายจนต้องเอาชีวิตรอด หรือแก้ไขสถานการณ์ให้โลกกลับมาอีกครั้ง เช่น ภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของเรื่องนี้อย่าง Armageddon (1998) เมื่ออุกกาบาตขนาดยักษ์พุ่งชนโลกจะทำอย่างไร หรือ 2012 (2009) ที่เป็นเหตุการณ์สมมุติว่าในอีก 3 ปี โลกจะถึงกาลอวสานจะเอาชีวิตรอดอย่างไร ไม่เพียงเท่านี้ ยังมี Interstellar (2014) ที่สามารถนำฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ ทฤษฏีทฤษฎีกาลอวกาศและสะพานไอน์สไตน์-โรเซน (Einstein-Rosen bridge) ผสมกับจินตนาการจนได้เป็นเรื่องราวการท่องอวกาศที่ใช้ชีวิตคนบนโลกเป็นเดิมพัน จนกระทั่งล่าสุดอย่าง Don’t Look Up (2021) ที่เผยแพร่ผ่านสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง เน็ตฟลิกซ์ (NETFLIX) ที่ออกมาเสียดสีภาพยนตร์แนวโลกล่มสลาย

อาจกล่าวได้ว่าภาพยนตร์แนวไซไฟ เอาชีวิตรอด แก้ไขสถานการณ์เป็นภาพยนตร์ที่ยังขายได้ทุกยุคทุกสมัย ขณะเดียวกันก็สามารถเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีประเด็นทางวิทยาศาสตร์ไหนน่าสนใจ ภาพยนตร์ก็ยิ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน จนทำให้เวลาเรานั่งดูภาพยนตร์นอกจะสนุก ลุ้นไปพร้อมกับบทแล้ว เมื่อออกมานอกโรงภาพยนตร์ยังต้องมานั่งมาถกเถียงกันจนเกิดกระแสปากต่อปากให้อภิปรายในวงเพื่อนๆ หรือวงขนาดใหญ่อย่างโลกโซเชียล

แน่นอนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยืนยันได้ว่าหนังไซไฟแต่ละเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือไม่ นอกจากความสนุก นักแสดงนำ บทบาท สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ‘ความสมจริง’ แน่นอนว่าความสมจริงที่กล่าวถึงคือ ความสมจริง หรือ อาจเกือบสมจริงในทางวิทยาศาสตร์ ที่ก่อให้บทในภาพยนต์เกิดขึ้นได้ กลับกันหากภาพยนตร์เรื่องใดเขียนบทโดยไม่สนใจการอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ อาจกลายเป็นเพียงเรื่องแฟนตาซีล้ำยุคแทนที่จะกลายเป็นไซไฟ

กลับมาที่ The Core หลังจากฉายออกมาได้ไม่นาน บรรดานักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทางธรณีวิทยาต่างลุกฮือขึ้นทันที เพราะภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างภาพจำทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจผิด (fault informations) ผ่านตัวละครที่สุดแสนฉลาดอย่างตัวเอก ดร.จอช คีย์ส และ ดร.คอนราด ซิมสกี้ โดยเฉพาะเรื่องใจกลางของโลกเป็นของเหลวแทนที่จะเป็นของแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เกือบได้รางวัลรางวัลโกลเด้น ราสเบอร์รี อวอร์ดส (Golden Raspberry Awards) หรือ ราซซี่ (Razzies) รางวัลที่สร้างมาเพื่อล้อเลียนคนในวงการบันเทิง ซึ่งเป็นเวทีที่มีการเสนอชื่อนักแสดงยอดแย่ และภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี ซึ่งเรื่องนี้กลายมาเป็นตัวเต็งในปีดังกล่าว

ความผิดพลาดนี้เองจึงทำให้ผู้กำกับหนังไซไฟหลายคนเลือกที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในประเด็นต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้พอที่จะสามารถเสริมเติมแต่งจินตนาการให้เข้ากับความจริงได้อย่างลงตัว และไม่หลุดจากประเด็นความเป็นไปได้จนเกินพอดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีภาพยนตร์อีกมากมายที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้พวกเขาจะเลือกไม่สนใจ ‘ความเป็นจริง’ ทางวิทยาศาสตร์แต่ก็สามารถทำภาพยนตร์ออกมาให้สนุกและทำเงินในบ็อกซ์ออฟฟิศได้มากมาย ดังนั้น ภาพยนตร์อาจเป็นเรื่องที่สามารถทำได้หลากหลายวิธีให้ประสบความสำเร็จ

แม้ว่าจุดเด่นเดียวของภาพยนต์เรื่องนี้คือ การค่อยๆ เห็นการพัฒนาความคิดและสิ่งที่เปลี่ยนไปของตัวละคร แต่อย่างน้อยที่สุดก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์เห็นความสำคัญของการกระทำ ที่อาจเป็นสิ่งเล็กๆ แต่สามารถส่งแรงกระเพื่อมไปสู่ปัญหาใหญ่ๆ ได้เช่นกัน ดังเช่นโครงการ เดสทินี้ ในภาพยนตร์เรื่องนี้

อ้างอิง

https://www.nature.com/articles/d41586-023-00167-1

https://edition.cnn.com/2023/01/25/world/earth-core-turning-scli-scn-intl/index.html

-https://www.bbc.co.uk/newsround/64388435

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...