โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาบอร์ดวัตถุอันตราย การเมืองสั่ง "แบน" พาราควอต ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ต.ค. 2562 เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2562 เวลา 11.45 น.

ยิ่งใกล้วันประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม เข้ามาเท่าไร ความเคลื่อนไหวของทั้งกลุ่มคัดค้าน และกลุ่มสนับสนุน การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส” ก็ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเท่านั้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทางด้านกลุ่มสนับสนุนการใช้สารเคมีเสี่ยงสูงทั้ง 3 สาร ก็ได้เปิดตัวละครใหม่ในนามสมาคมนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (Thai Agricultural Innovation Trade Association หรือ TAITA) ขึ้นมา เพื่อรณรงค์ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรที่ต่อต้านการ “แบน” สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด

ชัดเจนว่า TAITA ได้แจ้งจดวัตถุประสงค์ของสมาคมการค้าไว้ว่า “เพื่อส่งเสริมและปรับปรุงการประกอบวิสาหกิจประเภทที่เกี่ยวกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีเพื่อใช้ในการเกษตรและสาธารณสุข” โดยสมาคมนี้เพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายน 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสต่อต้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชพุ่งขึ้นสูงสุด

ในอีกฟากหนึ่งของฝ่ายสนับสนุนให้ “แบน” สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดที่นำโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมอย่าง มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ก็ออกแถลงการณ์และรณรงค์อย่างกว้างขวางผ่านทางเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาสังคม เพื่อ “กดดัน” ให้รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ประกาศแบนพาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส ทันที โดยไม่ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมกับแสดงข้อมูลสำคัญเปิดเผยว่า แท้ที่จริงแล้ว TAITA มีความเกี่ยวพันกันกับ Croplife ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทผู้ค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชยักษ์ใหญ่ของโลก

ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนกับกลุ่มผู้คัดค้านการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่างเปิดเวทีสาธารณะให้ข้อมูลเป็นวงกว้าง รวมไปถึงมีการ “เกณฑ์” หัวหน้าเกษตรกรรายสำคัญออกมาแสดงจุดยืน เสมือนหนึ่งเป็น “สงคราม” ครั้งสุดท้ายที่จะตัดสินแพ้ชนะ ด้วยการจับจ้องไปที่ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

ทว่า หลงลืมกับการพิจารณา “ท่าที” สำคัญของฟากการเมือง ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เคยประกาศต่อสาธารณชน “ไม่สนับสนุน” ให้มีการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดต่อไป แต่ “อำนาจ” ที่จะสั่งให้ “แบน” หรือ “ไม่แบน” ไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองทั้ง 3 ท่าน แต่เป็นอำนาจเต็มของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่เล่นบท “ซื้อเวลา” ในกรณีนี้ มาไม่ต่ำกว่า 3 ปี

โดยมีข้อน่าสังเกตว่า เป็น 3 ปีที่คาบเกี่ยวกับ คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ได้แสดงท่าที โดยมี “บัญชา” ให้ศึกษาผลกระทบ ลดการใช้-ลดการนำเข้า ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเดือนมิถุนายน 2561, การตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ในเดือนกรกฎาคม 2561, การสร้างความรับรู้ ความเดือดร้อนของเกษตรกร ต้องมอง 2 ทาง ลองหาวิธี แต่ยังไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด (บัญชาในเดือนเมษายน 2562) และบัญชาครั้ง

ล่าสุดในเดือนกันยายน 2562 ให้จัดการหารือ 4 ส่วน (รัฐบาล-เกษตรกร-ผู้บริโภค-ผู้นำเข้า) เพื่อ “แสดงความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจ” เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า นักการเมืองที่บอกให้ “แบน” แท้จริงแล้วไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้ “แบน” ในขณะที่ตัวหัวหน้ารัฐบาลเองก็ยังไม่เคยมีบัญชาให้ “แบน” แม้แต่สักครั้งเดียว ส่งผลให้การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตราย และความเสี่ยงสูง ตกอยู่ใน “กำมือ” ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่เพียงชุดเดียว

เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจ “เหนือ” กว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เหนือกว่า คณะกรรมการการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เหนือกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน และเหนือกว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่ล้วนแล้วแต่มีมติ-ข้อเสนอแนะ-ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ ให้ยกเลิกการใช้สารเคมี พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส โดยสิ้นเชิง จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดมีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงและความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ได้รับและสัมผัสสารเคมี มีการถ่ายทอดพิษตกค้างจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้

แต่จนแล้วจนรอด คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับพิจารณาผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ด้วยการให้ “จำกัด” การใช้สารเคมี (มติเดือนพฤษภาคม 2561) ซึ่งแปลว่า ยังเปิดให้มีการนำเข้าและการใช้พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอสต่อไปได้ โดยให้มีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด และจะ “ทบทวน” การกำจัดการใช้ภายใน 2 ปี นับจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 หรือจนกว่าจะมีสารเคมีการเกษตรที่สามารถทดแทนได้ (ประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชและราคาใกล้เคียงกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มี ตามเงื่อนไขดังกล่าว

กลับกลายเป็นว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ “ปิดทาง” ที่จะ “แบน” พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส จากเหตุผลทางวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์ จนแม้แต่ นายแพทย์ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หน่วยงานเจ้าของมติ “คัดค้าน” การใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ถึงกับกล่าวว่า การแบนหรือไม่แบน มีความเกี่ยวพันกับ 1) ผลประโยชน์ใหญ่ของการเป็นประเทศเกษตรกรรม 2) มีธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง และ 3) เกิดการเคลื่อนไหวรวมตัวทั้งเครือข่ายประชาสังคม-วงวิชาการ กับผู้ค้าและผู้นำเข้าสารเคมีการเกษตร จนต้องเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองและการเจรจา

“ประเด็นในตอนนี้จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล เป็นเรื่องการตัดสินใจทางการเมือง” นพ.ประทีปกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...