โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดตั้งต้นการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย (3)

The101.world

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 17.10 น. • The 101 World

ศุภมิตร ปิติพัฒน์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

1

เมื่อ 2489 ไม่อาจเป็นจุดตั้งต้น

 

ถ้าปรีดี พนมยงค์ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสดำรงอยู่เป็นหลักในการเมืองไทยพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 เขาก็จะได้เป็นผู้ประคับประคองให้ 'ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคี' พัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง และคงเป็นคุณต่อการจัดและรักษาการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญให้เข้ารูปประชาธิปไตย แต่ความคิดความหวังที่จะเริ่มตั้งต้นใหม่ที่ 2489 แทน 2475 ก็มีเหตุสวรรคต ขบวนการต่อต้านใส่ร้ายเขาเกี่ยวกับกรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2490 มาทำให้ไม่อาจเป็นไปตามนั้นได้

แม้ว่าในที่สุดรัฐธรรมนูญ 2489 จะไม่ได้เป็นจุดตั้งต้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งพระเชษฐาและพระอนุชา 2 พระองค์ในการสร้างประเพณีการปกครองตามระบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ และจะได้จุดตั้งต้นใหม่เลื่อนเข้ามาแทน แต่ถึงกระนั้นรัฐธรรมนูญ 2489 ก็นับว่ามีความสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือผลของความพยายามแรกจากข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ที่ริเริ่มมาจากฝั่งผู้นำคณะราษฎรคือปรีดี ในการหาทางรวมความคิด 2 ฝ่ายระหว่างความคิดของฝ่ายคณะราษฎรผู้ก่อการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฝ่ายหนึ่ง กับของรัชกาลที่ 7 ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประสานทั้ง 2 ส่วนนั้น ถ้าใช้ภาษาของรัชกาลที่ 5 คือ เพื่อให้ “เข้าเป็นกลางให้ลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”[1] ในเรื่องการจัดโครงสร้างการปกครองของระบอบใหม่และการกำหนดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอของปรีดีในสุนทรพจน์ที่ให้ยึดถือว่า ทั้งคณะราษฎรและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ร่วมกันตั้งต้นระบอบการปกครองใหม่ที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่การยึดถือเช่นนี้ แม้ว่าจะมีคุณในระยะยาวในทางส่งเสริมความสอดคล้องระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตย แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฝ่ายที่ไม่ราบรื่นและจบลงอย่างบาดหมางไม่อาจประสานเข้าหากันได้ ก็ทำให้ความคิดที่จัดพระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎรให้อยู่คู่เคียงกันในการก่อกำเนิดประชาธิปไตยของไทยเป็นความคิดที่คงเป็นปัญหาอยู่ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการประนอมสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าเป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่สร้างข้อขัดแย้งระหว่างกันขึ้นมาจนจบลงด้วยการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 และการปฏิเสธคณะราษฎรว่าไม่เป็นประชาธิปไตย  ในขณะที่คณะราษฎรก็ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของรัชกาลที่ 7 เพราะเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ 2489 นับได้ว่าเป็นความพยายามประนีประนอมความแตกต่างในทางหลักการของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าหากันเพื่อสลายข้อขัดกันที่เคยมีอยู่ การปฏิเสธรัฐธรรมนูญ 2489 ไม่ว่าจะโดยเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2490/92 หรือการนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมา จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธที่จะใช้จุดประนีประนอมที่ทำให้พระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎรสามารถสมานเข้าหากันได้ เป็นจุดเริ่มต้นของการวางประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

 

2

จุดตั้งต้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

เพื่อให้เข้าใจจุดตั้งต้นวางประเพณีการปกครองใหม่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าเมื่อมีเหตุมาทำให้ค่อยๆ เลื่อนห่างออกจาก 2475 อันเป็นจุดกำเนิดของการปกครองตามระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมาแล้ว และความพยายามของปรีดีที่จะตั้งต้นใหม่ก็ถูกเทพีแห่งโชคชะตาแทรกแซงให้มีอันเป็นไป  ในที่สุด จุดประสานพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญจะได้ใช้หลักการที่เกิดขึ้นในจุดใดแน่มาจัดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ  การจะตอบคำถามนี้จากบทที่เขียนโดยฝ่ายราชานุภาพ จำต้องอาศัยการนำเสนอปัญหาหลายชั้นที่มีอยู่ในการบริหารงานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่ฝ่ายราชานุภาพถือเป็นโจทย์ในการจัดการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการปกครอง และแนวทางที่ฝ่ายนี้เห็นว่าจะช่วยจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญนั้นได้ อันส่งผลต่อแนวคิดของฝ่ายราชานุภาพในเวลาต่อมาในการเขียนบทสำหรับการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆ กับพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ

ผู้วิจัยขอรวบรวมปัญหาซับซ้อนที่แก้ให้ตกได้ยากของระบบบริหารราชการแผ่นดินในระบอบราชาธิปไตยสยามมานำเสนอเป็น 2 ข้อใหญ่ ดังนี้

 

. ภารกิจอันหนักของผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบทั้งงานนโยบายและการติดตามผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ

ปัญหาข้อนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่ทรงรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและเปลี่ยนระบบบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นระบบราชการแบบกระทรวง

ในพระราชดำรัสตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จ.ศ. 1247 รัชกาลที่ 5 ทรงชี้แจงปัญหาว่า

การที่เราทำอยู่ในตำแหน่งเอกเสกคิวตีฟคอเวอนเมนต์นี้ ถ้าจะเปรียบกับคอเวอนเมนต์อังกฤษก็เหมือนหนึ่งเป็นปรีเมียเองในตัว แต่ได้เปรียบกว่ากันคนละอย่าง คือปรีเมียอังกฤษต้องรู้การคิดการที่สำคัญทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นไว้แต่การเล็กน้อย คนอื่นทำไปได้ตามมินิสตรีของตัว แต่ส่วนเราต้องรู้การตั้งแต่ใหญ่ลงไปจนเล็กทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องทำเองสั่งเองทุกสิ่งตลอดจนถ้อยความเล็กน้อย ไม่ใคร่จะได้อาศัยฤๅไม่ได้อาศัยเสนาบดีตามตำแหน่งนั้นๆ เลย เราต้องรับการตำแหน่งนี้หนักยิ่งกว่าปรีเมียอังกฤษ แต่ปรีเมียอังกฤษต้องนั่งในเฮาสออฟปาลีเมนต์คอยแก้ความ ส่วนเราไม่ต้องนั่ง เป็นได้เปรียบปรีเมียอังกฤษ

แต่ความได้เปรียบที่รัชกาลที่ 5 ทรงกล่าวไว้ข้างต้น พระองค์ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ “เรายังต้องเป็นผู้รับผิดที่คนทั้งปวงจะลงร้าย ว่าเพราะเราเป็นคนอ่อนไม่สามารถที่จะหักหาญแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เพราะความเห็นซึ่งจะถือว่า ถ้าเราประสงค์อย่างไร การนั้นคงจะตลอดไปได้ การซึ่งไม่ตลอดไปได้ เพราะเราไม่คิดจะให้ตลอดดังนี้” [2]

เงื่อนไขความสำเร็จของระบบรวมศูนย์อำนาจอาญาสิทธิ์มาไว้ที่พระมหากษัตริย์เช่นนี้ จึงอยู่ที่การได้พระมหากษัตริย์ที่มีความสามารถและความตั้งพระทัยที่จะรับพระราชภารกิจต่างๆ ในทุกๆ ด้าน โดย “ต้องถือว่าตัวเกิดมามีกรรมสำหรับจะเทียมแอกเทียมไถทำการที่หนัก การซึ่งจะมีวาสนาขึ้นต่อไปนั้นเป็นความทุกข์มิใช่ความสุข” [3] และระบบเช่นนี้ต้องได้เสนาบดีที่มีความสันทัดเชี่ยวชาญในราชการ หรือดียิ่งกว่านั้นคือได้อรรคมหาเสนาบดีที่มากความสามารถและเป็นที่ยอมรับ ทั้งในกิจการภายในและต่างประเทศมาเป็นผู้บังคับบัญชาราชการ แต่การบริหารราชการแผ่นดินของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามในรัชกาลที่ 5 ทรงพึ่งพระอนุชา และต่อมาเป็นพระราชโอรส จึงจะตั้งผู้ใดขึ้นไว้ในตำแหน่งอรรคมหาเสนาบดีไม่ถนัด เพราะผู้มีความสามารถสูงทำงานได้สมพระราชหฤทัยก็อาจทรงวัยวุฒิและมี 'โปเจียม' น้อยกว่าสมาชิกพระราชวงศ์พระองค์อื่น พระมหากษัตริย์จึงต้องทรงรับพระราชภารกิจในการเป็น 'ปรีเมีย' ด้วยพระองค์เอง

ปัญหาภายในตัวระบบการปกครองจึงเป็นดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงวิเคราะห์ไว้คือ แต่เดิมเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังอยู่ในตำแหน่ง 'ริเยนต์' นั้น “ตำแหน่งเอกเสกคิวตีฟเป็นที่หวงแหนของริเยนต์แลเสนาบดี แต่ลิยิสเลตีฟนั้น หาใคร่จะมีผู้ใดชอบใจไม่ เราจึงได้จับอุดหนุนการลิยิสเลตีฟขึ้น” จนได้ตั้งเคาน์ซิลออฟสเตตหรือสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาแก้ไขกฎหมายเก่าที่พ้นสมัยและปรึกษาคิดทำกฎหมายใหม่ เช่น การเลิกทาส และการจัดเก็บภาษีอากร เป็นต้น ซึ่งโดยบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติตอนต้นรัชกาลนั้น “เรากลายเป็นหัวหน้าของพวกลิยิสเลตีฟเคาน์ซิล เป็นออปโปสิชั่นของคอเวอร์เมนต์โดยตรง” แต่ภายหลังเมื่อพระองค์ “ได้โอกาสที่…จะแทรกมือลงไปได้บ่อยๆ” จึงได้อำนาจด้านบริหารมาทีละน้อยจนในที่สุด “เรากลายเป็นตัวคอเวอร์เมนต์” งานด้านนิติบัญญัติที่เป็นการออกกฎหมายจึงขาดผู้อุดหนุน ซึ่งโดยนัยนี้ ย่อมรวมทั้งการมี “ออปโปสิชั่นของคอเวอร์เมนต์” อันเป็นบทบาทของฝ่าย “ลิยิสเลตีฟ” ด้วย เพราะงานด้านบริหารของพระองค์มีมากจน “เป็นการเหลือกำลังที่เราจะทำทั้งสองอย่างได้โดยตลอด” [4]

ยิ่งไปกว่านั้น แขนขาของงานด้านบริหารที่เป็นกระทรวง เสนาบดี และข้าราชการเอง ก็ขาดคนมีความสามารถเพียงพอและมีจำนวนมากพอแก่การ จนเกิดปัญหาที่รัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่า 'โรคหินหักอยู่กับต้นโพธิ์' คือไม่มีใครทำอะไรไปจนสำเร็จได้เพราะ “เหตุที่ความรู้และสติปัญญาของผู้คิดการ หรือผู้ที่ได้รับการไม่พอที่จะประคองความคิดของตัวไปให้ตลอดสำเร็จ และไม่พอที่จะทำการตามตำแหน่งของตัวที่ได้รับการ” รอแต่จะได้รับคำสั่งหรือรอฟังพระกระแสจะว่าอย่างไรบ้าง อ้างว่าคิดได้แต่ไม่มีอำนาจจะทำได้บ้าง หรือขาดความคิดเห็นคอยแต่ 'แล้วแต่จะโปรด' บ้าง ราชการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างจึงติดๆ ขัดๆ และล่าช้า [5]

ปัญหาข้อแรกนี้เป็นข้อจำกัดอันใหญ่ภายในตัวระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงตระหนักเองว่าเป็นปัญหาการทำงานที่หนักมาก รัชกาลที่ 5 ถึงกับเคยทรงปรารภกับพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์อย่าง 'ขุ่นข้องหมองใจ' ว่าส่วนราชการต่างๆ นั้น “เหมือนไม่เป็นสิ่งที่มีวิญญาณ เป็นแต่ผนัง ซึ่งเมื่อผู้ใดเอาอะไรปาเข้าไปก็กระท้อนกลับออกไปได้ทีหนึ่ง ข้อที่จะนึกขึ้นเองไม่มี เป็นแต่ปัดอาวุธไปให้พ้นหน้ามื้อหนึ่งๆ … การซึ่งเราเป็นเจ้าแผ่นดินด้วย เป็นเสนาบดีด้วย เป็นเสมียนด้วย เช่นนี้ ก็เคยเป็นมานานแล้ว ไม่สู้ท้อถอยนัก แต่ขออย่าให้เข้าใจว่ายินดีจะเป็น ไม่ยอมละวางให้ผู้ใดทำ” [6]

เมื่อสถานการณ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงเผชิญไม่แคล้วไปจากปัญหา 'พวงอุบะที่แขวนไว้ด้วยเชือกเส้นเดียว' ดังที่เจ้านายและขุนนางเคยทำหนังสือกราบบังคมทูลเมื่อ ร.ศ. 103 [7]  สมรรถนะของระบอบที่มีลักษณะเช่นนี้ส่วนสำคัญจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของพระมหากษัตริย์เป็นหลัก แต่การวางระบบการสืบราชสมบัติเพื่อมุ่งให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนระบบวังหน้าและอำนาจของขุนนางผู้ใหญ่ที่จะเป็น 'อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ' มาเป็นการตั้งมกุฎราชกุมาร ก็ทำให้มีปัญหาอีกแบบหนึ่งตามมา รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นผู้ชี้จุดอ่อนฉกรรจ์ของระบบเช่นนี้สำหรับการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ว่า

… ถ้ากษัตริย์เป็นกษัตริย์ที่มาจากการได้รับการเลือกกันจริงๆ ก็พอมีทางเป็นไปได้ที่ผู้ที่ได้รับเลือกจะเป็นกษัตริย์ที่ดีพอใช้ได้ แต่แนวคิดเรื่องการเลือกกษัตริย์จริงๆ แล้วเป็นแต่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น ตามที่เป็นจริง กษัตริย์สยามเป็นโดยการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งมีผู้อยู่ในข่ายให้เลือกได้อย่างจำกัดมาก ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แน่นอนว่าเราจะมีกษัตริย์ที่ดีเสมอไป [8]

 

. ปัญหาความเสื่อมถอยในความนิยมและความพ้นสมัยของตัวระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เอง

รัชกาลที่ 7 ทรงรับทราบและแสดงปัญหานี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาในพระราชบันทึกที่ทรงมีถึง ฟรานซิส บี แซร์

… ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คนทั้งหลายยังคงเกรงกลัวและเคารพพระมหากษัตริย์อย่างมาก แต่ถึงกระนั้น ครั้นล่วงมาถึงปลายรัชกาล กลุ่มคนวัยหนุ่มเริ่มวิจารณ์พระมหากษัตริย์ในหลายเรื่อง แม้ว่าจะไม่พูดโดยเปิดเผย ในรัชกาลที่เพิ่งผ่านไป สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมาก ด้วยเหตุผลหลายประการที่ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องบอกท่าน เพราะท่านย่อมทราบดีอยู่แล้ว … สิ่งที่น่าเสียใจอย่างยิ่งก็คือราชสำนักถูกคนดูหมิ่นดูแคลน และในระยะใกล้จะสิ้นรัชกาลก็จวนเจียนจะกลายเป็นของที่คนล้อเลียนเย้ยหยัน การเกิดหนังสือพิมพ์ที่มีเสรีภาพก็ยิ่งซ้ำเติมเรื่องให้หนักหนายิ่งขึ้นไปอีก ฐานะของพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างมาก ความเคลื่อนไหวในทางความคิดเห็นในประเทศนี้ส่งสัญญาณออกมาแน่ชัดว่ายุคสมัยของการปกครองแบบถืออาญาสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวถึงเวลานับถอยหลังแล้ว ถ้าพระราชวงศ์จะยืนยาวอยู่ต่อไปได้ ต้องหาทางทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์มั่นคงยิ่งขึ้นกว่านี้ โดยจะต้องหาหลักประกันบางอย่างเพื่อป้องกันพระมหากษัตริย์ที่ไม่ชาญฉลาด

สยามควรจะใช้ระบอบการปกครองแบบใดดี? [9]  (เน้นข้อความตามต้นฉบับ)

รัชกาลที่ 7 ทรงถามและทรงตอบในทันทีว่าทรงมีความกังขาว่าระบอบการปกครองรัฐสภาแบบแองโกล - แซกซันจะเหมาะกับคนในทางตะวันออกเพียงใด และทรงเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการจะมีการปกครองจากตัวแทนของประชาชน

ในการหาหลักประกันต่อข้อจำกัดด้านความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชภารกิจมากมายหลายด้านในการบริหารราชการแผ่นดิน ในทางหนึ่งมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายว่าการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติมีความจำเป็นทั้งในทางด้านการออกกฎหมายและการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านไปด้วยในตัว แต่ก็มีผู้ค้านว่าการตั้งองค์กรให้คล้ายฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่เปลี่ยนมาเป็นระบอบรัฐสภาจริงๆ นั้นไม่มีผลดีอันใด และรัชกาลที่ 7 เองก็ไม่สู้จะทรงเห็นด้วยกับองค์ประกอบของสภาในลักษณะนี้ที่เสนอให้เลือกจากข้าราชการในกระทรวงต่างๆ เพราะถ้าจะให้มาทำหน้าที่นิติบัญญัติที่เป็นฝ่ายค้านซักถามการบริหารราชการแผ่นดินไปด้วยในตัว รัชกาลที่ 7 ทรงเกรงว่าจะไม่ได้ผลหรือทำให้เกิดปัญหาด้านวินัยและอำนาจการบังคับบัญชาซ้อนกันขึ้นได้ พระองค์จึงทรงเลือกที่จะจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นมาทำหน้าที่เป็นหลักประกันความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของพระมหากษัตริย์

แต่การแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างตามมา ที่สำคัญคือ ปัญหาความไม่ชัดเจนในอำนาจ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างพระมหากษัตริย์กับอภิรัฐมนตรี ที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพระบรมวงศ์ชั้นสูง ในที่สุดก็หนีไม่พ้นการที่พระมหากษัตริย์และอภิรัฐมนตรีจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอภิรัฐมนตรีมาบดบังรัศมีของพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในอิทธิพลของอภิรัฐมนตรีที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังมากในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้โดยทางการจะทำหน้าที่เพียงถวายคำปรึกษา ดังนั้น อภิรัฐมนตรีสภาอาจจะช่วยพระมหากษัตริย์ที่เป็น “a dark horse and in any case inexperienced in affairs of state” ได้ในทางส่วนพระองค์เกี่ยวกับการบริหารพระราชภารกิจและตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย แต่ไม่ได้ช่วยทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์มั่นคงขึ้นในกระแสความคิดเห็นของคนในสังคม [10]

การแก้ไขจุดอ่อนภายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อปรับตัวจึงทำได้ไม่ทันและไม่ได้ผลมากพอที่จะยับยั้งการวิพากษ์วิจารณ์และความถดถอยในความนิยมต่อตัวระบอบ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมกันในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนเองว่าระบอบการปกครองดังกล่าวหมดความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศเพราะ “ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร … ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม … ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว” ดังสะท้อนอยู่ในประกาศคณะราษฎรฉบับประวัติศาสตร์ [11]

แม้คำประกาศคณะราษฎรจะสร้างความขุ่นเคืองแก่รัชกาลที่ 7 และสมาชิกในพระราชวงศ์และสร้างความไม่พอใจหรือถึงกับผูกใจเจ็บในหมู่ผู้จงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เพียงใด แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีมาแต่ก่อนที่คณะราษฎรจะยึดอำนาจการปกครองแล้วว่า เวลาสำหรับการปกครองของสยามตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และถึงแม้โดยส่วนพระองค์จะทรงคิดว่าระบอบรัฐสภาและการปกครองโดยตัวแทนของประชาชนไม่เหมาะกับสยามหรือยังไม่ถึงเวลาที่พร้อม แต่รัชกาลที่ 7 ก็ทรงเห็นว่า

เราต้องระลึกไว้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดด้วยเหตุด้วยผล แต่คิดด้วยอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น ยิ่งในกรณีที่เป็นฝูงชนด้วยแล้วความข้อนี้ยิ่งเป็นจริงเข้าไปใหญ่ ในกาลภายหน้าคงจะถึงเวลาเข้าสักวันที่ชาวสยามจะส่งเสียงเรียกร้องหารัฐสภา (ไม่ใช่หรือว่าเดี๋ยวนี้ก็มีสัญญาณแบบนั้นให้เห็นแล้วในกรุงเทพฯ?) ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปอธิบาย แม้ด้วยเหตุผลที่ดีที่สุด ว่าระบอบการปกครองแบบรัฐสภาไม่เหมาะกับลักษณะเผ่าพันธุ์ของชาวสยาม! [12] (เน้นข้อความตามต้นฉบับ)

ด้วยเหตุนี้ เมื่อการหาทางจะรักษาสมบูรณาญาสิทธิราชย์เอาไว้เป็นเรื่องสายเกินไปเสียแล้วที่จะทำได้ การหาทางเปลี่ยนแปลงไปสู่ “การเล่นกับการมีรัฐสภา” เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศและสร้างระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญรวมทั้งจัดการศึกษาเพื่อหล่อหลอมความคิดชุดใหม่ขึ้นแทนที่ระบอบเก่าจึงเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงมองหา “สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นว่า ไพ่กำลังบอกว่าเราอาจจะต้องได้ เล่น เกมชนิดนั้นในสยามเข้าสักวันหนึ่ง”(เน้นข้อความตามต้นฉบับ)

เมื่อผสมกับประเด็นในข้อที่จะกล่าวต่อไป รัชกาลที่ 7 จึงทรงเห็นว่าการจะฝืนไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าจะมีใครพยายามจะดึงการเปลี่ยนแปลงกลับคืนไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในแบบเดิม พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย สิ่งที่พระองค์ทรงคิด และน่าจะไม่ใช่แต่เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่จะคิด คือการหาทางออกแบบระบอบการเมืองที่จะทำให้ได้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประมุขฝ่ายบริหาร และพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสำรองไว้ที่จะถอดถอนหรือเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

 

 

อ้างอิง

[1] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคีแก้ความในคาถาที่มีในอามแผ่นดิน” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 165.

[2] ข้อความในย่อหน้านี้และย่อหน้าก่อนหน้ามาจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระราชดำรัสตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จ.ศ. 1247,” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 77-78.

อนึ่ง ปัญหาการซัดโทษเหตุไม่ดีต่างๆ ให้พระมหากษัตริย์ต้องรับนี้ รัชกาลที่ 7 ก็ทรงตระหนักและทรงเผชิญใกล้เคียงกันกับรัชกาลที่ 5 ดังความเห็นที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 7 “เมื่อองค์อภิรัฐมนตรีได้ทรงกระทำสิ่งไรไปเป็นการถูก คนทั่วไปต่างก็ชมและสรรเสริญแต่องค์อภิรัฐมนตรี หากว่าการที่ได้ทรงจัดไปนั้นมีสิ่งบกพร่อง ความเสียหายก็ตกอยู่แก่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแต่พระองค์เดียว” รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบข้อสังเกตนี้ว่า “…การสิ่งนี้ย่อมเป็นอยู่เสมอ พระเจ้าแผ่นดินจะต้องทรงถูกรับซัดทุกอย่างแม้ดินฟ้าอากาศวิปริตไม่ต้องตามฤดูกาลก็ยังถูกซัด เป็นของธรรมดาที่จะต้องรับความซัดทอดเหล่านั้นด้วยขันติ” อ้างใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย พ.ศ. 2411-2475 (กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2519), หน้า 97-98.

[3] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,“พระบรมราโชวาทพระราชทานแด่เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ,” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 133.

[4] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระราชดำรัสตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครองจ.ศ. 1247,” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 78.

[5] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคีแก้ความในคาถาที่มีในอามแผ่นดิน” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 166-167.

[6] “พระราชหัตถเลขาถึงพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ วันที่ 27 ตุลาคม ร.ศ. 117” พระราชหัตถเลขาและหนังสือกราบบังคมทูลของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีแต่ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระมนตรีพจนกิจและพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ร.ศ. 113-118 พิมพ์ในการพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงเสงี่ยม พระเสด็จสุเรนทราธิบดี ท.จ. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 12 เมษายน พุทธศักราช 2504.

[7] “เจ้านายและข้าราชการกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103,” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 58.

[8] “King Prajadhipok’s Memorandum to Dr. Sayre,” in Benjamin A. Batson, ed., Siam’s Political Future: Documents from the End of the Absolute Monarchy (Ithaca, NY: Southeast Asian Program, Department of Asian Studies, 1974), p. 15. แปลโดยผู้วิจัย.

[9] “King Prajadhipok’s Memorandum to Dr. Sayre,” in Benjamin A. Batson, ed., Siam’s Political Future: Documents from the End of the Absolute Monarchy (Ithaca, NY: Southeast Asian Program, Department of Asian Studies, 1974), p. 15. แปลโดยผู้วิจัย.

[10] op. cit., p. 16.

[11] “ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1,” ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, รวบรวม, เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), หน้า 209.

[12] “Democracy in Siam,” in Benjamin A. Batson, ed., Siam’s Political Future: Documents from the End of the Absolute Monarchy (Ithaca, NY: Southeast Asian Program, Department of Asian Studies, 1974), p. 48. เอกสารนี้ผู้เชี่ยวชาญทุกคนลงความเห็นต้องกันว่าเป็นพระราชบันทึกของรัชกาลที่ 7 ที่ทรงเขียนเอง

 

 

หมายเหตุ : บทความนี้ปรับมาจากส่วนหนึ่งของรายงานวิจัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กับแนวคิดและเงื่อนไขทางการเมืองในการฟื้นฟูสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รายงานวิจัยดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการวิจัยต่อเนื่องที่ทำเสนอต่อสถาบันพระปกเกล้า คือ โครงการ ‘จากมวลชนปฏิวัติสู่มวลชนประชาธิปไตยกับพระมหากษัตริย์: ศึกษาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย’ ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร เป็นหัวหน้าโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ เป็นที่ปรึกษา และเอกลักษณ์ ไชยภูมี เป็นผู้ช่วยวิจัย บทความและรายงานวิจัยส่วนนี้ได้รับความเห็นอันเป็นประโยชน์ยิ่งจากบุคคลทั้ง 3 และได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า แต่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับเนื้อหาและการตีความเป็นของผู้วิจัย-ผู้เขียนเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...