โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาตรการต่อต้านมะเร็งของ "นาซี" ที่จริงจังที่สุดในโลก แล้วผลลัพธ์คือ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 พ.ย. 2565 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2565 เวลา 18.38 น.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (แถวหน้า, คนที่ 2 จากขวามือ) เข้าร่วมการชุมนุมพรรคนาซี ร่วมกับสมาชิกระดับสูง มีไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (แถวหน้า, คนที่ 5 จากซ้าย) เข้าร่วม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1938 ภาพจาก HOFFMANN / FRANCE PRESSE VOIR / AFP

ภายใต้การปกครองระบอบฟาสซิสต์ของนาซี วิชาการวิทยาศาสตร์หลายสาขาในเยอรมนีเสื่อมทรามลงจนถึงกับแน่นิ่ง โจเซฟ นิดแฮม นักประวัติศาสตร์และนักชีวเคมีชาวอังกฤษ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ต้นเลวของไม้ปีศาจให้ผลหอมหวานทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่นักวิชาการบางคนกลับเห็นต่างว่า เป็นต้นเลว-ผลงาม

รอเบิร์ต พรอกเตอร์ นักประวัติศาสตร์ตั้งคำถามว่า นาซีจัดกิจกรรมต้านบุหรี่ทรงพลังที่สุดในโลก? แต่จะมีสักกี่คนรู้ว่าการต่อต้านมะเร็งของนาซีเฉียบขาด-จริงจังที่สุดในโลก เพราะมีทั้งจำกัดและห้ามการใช้ใยหิน ห้ามใช้ยาเส้น และห้ามสารฆ่าแมลงและสีผสมอาหารที่เป็นตัวการก่อมะเร็ง

หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ การรณรงค์แพร่ไปในสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุ เช่น เชิญชวนให้ตรวจร่างกายเป็นประจำ, โปสเตอร์แนะนำให้ผู้ชายตรวจหามะเร็งในลำไส้ใหญ่ให้บ่อยเท่ากับการดูแลรักษารถยนต์, รณรงค์ให้เลิกบุหรี่ ฯลฯ โดยการต่อต้านมะเร็งของนาซี เน้นไปที่การป้องกันมากกว่าการบำบัดรักษา เบนออกจากงานวิจัยชีวการแพทย์มายังการรณรงค์สุขอนามัยของประเทศ รวบรวมและวิเคราะห์สถิติหรือแนวคิดระบาดวิทยา เฝ้าสังเกตการณ์ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ

การต่อต้านการใช้ใยหินถือเป็นตัวอย่างน่าทึ่งที่สุด ในการรณรงค์ต่อต้านโรคร้ายจากการงานอาชีพ แม้เพิ่งจะเป็นยุคต้นของระบอบการปกครองนาซี การรณรงค์ต่อต้านฝุ่น พุ่งเป้าไปหาใยหินว่าเป็นตัวการสำคัญ ส่งผลให้มีการออกกฎกระทรวงให้สร้างระบบระบายอากาศและมาตรการอื่น ไม่ให้คนงานได้รับใยหิน

ปี 1938 นักวิจัยเยอรมันและออสเตรียพบหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าใยหินก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 12 ประเภท ผลการค้นพบเป็นรากฐานนำไปสู่การวิจัยในวงกว้าง รวมทั้งการทดลอง

ปี 1942 วารสารวิชาการเยอรมันยืนยันผลว่าใยหินเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขณะนั้นนักวิจัยอเมริกันและอังกฤษยังเชื่อว่าแร่ชนิดนี้ไม่มีพิษภัย ปีถัดมารัฐบาลนาซีลงมติรับหลักการว่าคนงานที่ป่วยจากการได้รับใยหินสมควรจะได้รับเงินชดเชย

แต่โครงการต้านมะเร็งของเยอรมนีในยุคฮิตเลอร์ ก็ยังหนีไม่พ้นการเหยียดผิวและการต่อต้านยิว

การต่อต้านยิวและการรณรงค์ต่อต้านมะเร็งปรากฏให้เห็นในการเผยแผ่อุดมการณ์นาซี ริชาร์ด ดอลล์ นักระบาดวิทยามะเร็งที่มีชื่อเสียงของอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังจำได้ว่า เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ในเยอรมนี เขาได้เห็นการฉายสไลด์เปรียบเทียบคนยิวเหมือนเซลล์มะเร็ง ในขณะที่รังสีเอ็กซ์ที่ฉายปราบเนื้อร้ายเปรียบเสมือนกองทหารนาซีที่กำลังเข้าโจมตีข้าศึก

รัฐบาลนาซียอมรับว่ามะเร็งเกิดจากสภาพแวดล้อม การงานอาชีพ และวัฒนธรรม หรือ “อารยธรรม” อาร์เธอร์ ฮินต์เซอ นักรังสีวิทยาระดับแนวหน้าและศัลยแพทย์ในเบอร์ลิน เชื่อว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างมะเร็งกับอาหารที่รับประทานเป็นปกติวิสัย วิถีปฏิบัติทางศาสนาอาจมีบทบาทในเรื่องนี้เช่นกัน โอต์มาร์ ฟอน เฟอร์ชูเออร์ นำการศึกษาของ โยเซฟ เมนเงลเลอ มาขยายผล เสนอแนะว่าพันธุกรรมมีส่วนก่อมะเร็งเพียง 1 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม คนยิวจากทัศนะของ “ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นพาหะมะเร็ง เพราะคนกลุ่มนี้นำยาเส้นเข้ามาสู่เยอรมนีเป็นรายแรก และค้ายาเส้นทั่วโลก

ในการรณรงค์ต่อต้านมะเร็ง นักโภชนาการนาซีระบุว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ คนเยอรมันได้รับคำเตือนไม่ให้บริโภคเนื้อรมควัน, เนื้อบรรจุกระป๋อง, อาหารที่มีไขมัน และน้ำตาล แต่ควรจะบริโภคธัญพืช, ผลไม้, และผัก เนื้อหาส่วนใหญ่จากคำแนะนำนี้เป็นเพราะฮิตเลอร์เป็นพวกมังสวิรัติ ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับมะเร็งอาจได้จากสถิติของเยอรมันและสวิสในกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งระบุว่าผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด การค่อยๆ ลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารจากระดับสูงสุดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นผลจากการบริโภคอาหารสดใหม่ ผลจากการขนส่งที่รวดเร็วทำให้อาหารปรุงแต่งลดลง หรือย้อมสีให้ดูสดกว่าสภาพแท้จริง

ความสงสัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างแอลกอฮอล์กับมะเร็งในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1930 เชื่อกันว่าแอลกอฮอล์ทำลายยีนมนุษย์ ทั้งฮิตเลอร์และฮิมม์เลอร์ (ไฮน์ริช ฮิมม์เมอร์) ไม่ดื่มสุรา ดังนั้น การรณรงค์ให้ละเลิกสุราจึงได้รับความสำคัญระดับสูงสุด

ฮิมม์เลอร์เชื่อว่าแอลกอฮอล์เป็นยาพิษชั่วร้าย ฮิตเลอร์อ้างว่าคนเยอรมันล้มตายจากสุรามากกว่าการเสียชีวิตในสนามรบ การรณรงค์ให้เลิกดื่มเข้มข้นยิ่งนัก ในปี 1933ยังเพิ่มมาตรการ “การตอน” คนติดสุราเรื้อรัง ซึ่งจะถูกจับตัวไปคุมขังในค่ายกักกัน

การสาธิตให้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างยาเส้นกับมะเร็ง และประกาศให้สาธารณชนได้ทราบถึงภัยอันตรายจากการสูบบุหรี่ในเยอรมนี ถือได้ว่าล้ำยุคกว่าประเทศใดๆ ในโลก พรอกเตอร์ให้ความเห็นว่า “น่าอัศจรรย์ใจยิ่งที่นาซีเยอรมันเปิดโปงพิษชั่วร้ายของการสูบบุหรี่ด้วยหลักฐานแน่ชัด ความรู้เชิงระบาดวิทยาของเยอรมนี้ถึงพิษภัยของบุหรี่ ถือได้ว่าล้ำยุคที่สุดในโลก”

มาตรการต่อต้านบุหรี่เข้มงวดที่ปรากฏในยุคปัจจุบันนี้ รัฐบาลนาซีทำมาก่อนแล้วทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมทั้งสำนักงานและห้องพักแขก การสั่งห้ามโฆษณาบุหรี่ คนขับรถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างสูบบุหรี่จะมีโทษจำคุก ฯลฯ

แต่ในความเป็นจริงพบว่า หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจช่วง 6-7 ปีแรก การบริโภคยาเส้นเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มเป็นสองเท่าระหว่างปี 1933-1940 การบริโภคลดลงหนึ่งในสามเมื่อถึงปี 1940 ซึ่งอาจเกิดจากการปันส่วนการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น บ่งบอกถึง “การต่อต้าน” การปกครองของนาซี? หรือว่าเกิดจากความเครียดว่าจะเกิดภัยสงครามในเยอรมนี?

รอเบิร์ต พรอกเตอร์ ตั้งข้อสังเกตต่อการประกาศสงครามต่อต้านมะเร็งของนาซีว่า “วิทยาศาสตร์ที่ดีเกิดขึ้นได้แม้ในดินแดนที่ไม่มีประชาธิปไตย การริเริ่มรณรงค์เพื่อพลานามัยของประชาชน มิได้เกิดขึ้นแม้จะการปกครองระบอบฟาสซิสต์…แต่เป็นผลธรรมดาที่เกิดจากระบอบการปกครองระบอบฟาสซิสต์”

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

จอห์น คอร์นเวลล์-เขียน, นภดล เวชสวัสดิ์-แปล, นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์, สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...