โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอขอให้ข้อมูลจริง เตียงทิพย์อย่านับ เสียใจยอดดับ2หลักไปอีกสักพัก

Khaosod

อัพเดต 26 เม.ย. 2564 เวลา 01.17 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 01.08 น.
หมอขอให้ข้อมูลจริง เตียงทิพย์อย่านับ เสียใจยอดดับ2หลักไปอีกสักพัก

เอาจิตวิญญาณเพื่อผู้ป่วยคืนมา นายกสมาคมอุรเวชช์ฯ ขอพวกปรนนิบัตินักการเมือง ให้ข้อมูลจริง เตียงทิพย์อย่านับ เสียใจยอดดับเลข2หลัก จะเป็นเช่นนี้ไปอีกพัก ได้เวลาทุกฝ่ายวางข้อขัดข้องใจไว้เบื้องหลัง จับมือหาทางรอด #ประเทศไทยต้องไปรอด

วิกฤตผู้ป่วยโควิด - ท่ามกลางสถานการณ์การรักษาผู้ป่วยโควิดที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนเกิดปัญหาผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษาไม่มีเตียงรองรับ นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 64 ว่า

ดูข่าวทีวีศบค.บอกเหลือเตียงรับผู้ป่วยโควิดอีกกว่าสองหมื่นเตียง อ้าว…ทำไมดรามาอาม่าเกิดขึ้น ทำไมสามีคนไข้ที่ผมดูแลต้องรอเตียงที่บ้านมา 8 วันยังไม่ได้ สงสัยพวกหมอที่ชงข้อมูลขึ้นไปคงคิดว่ามีเตียงอะไร ที่ไหน ก็จะดูแลคนไข้โควิดได้เลย ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่แจ้งเป็นแสนเตียงเลยล่ะ โรงพยาบาลต่างๆ มีเตียงเช่นนี้อีกเยอะ

ขอทีเถอะพวกที่ไม่ได้ทำเวชปฏิบัติดูแลผู้ป่วยแล้ว แต่ไปปรนนิบัตินักการเมืองเพื่อหวังผล ให้ข้อมูลที่เป็นจริงและสอดคล้องกับศักยภาพการแพทย์ของประเทศไทย อย่าให้อายเจ้าหน้าที่ขนย้ายผู้ป่วยโควิดในรูปที่เขารบเคียงบ่าเคียงไหล่พวกเราหมอ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุน อย่างเต็มกำลังความสามารถอยู่ ณ ขณะนี้เลย #เอาจิตวิญญาณเพื่อผู้ป่วยคืนมา

ล่าสุด วันที่ 25 เม.ย.64 นพ.นิธิพัฒน์ โพสต์ข้อความอีกว่า บรรลุวัตถุประสงค์แล้วสำหรับประเด็นร้อน เรื่อง (บน) เตียง ที่โยนสู่สาธารณะ หากทำให้เกิดความขัดข้องหมองใจของคนที่เกี่ยวข้องที่ทำงานหนักอยู่แล้วก็ขออภัย หากทำให้คนหน้างานที่หลังแอ่นกันอยู่ขณะนี้ผ่อนคลายก็แสนจะดีใจ หากทำให้คนที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการรับมือวิกฤตโควิดระลอกหนักนี้ได้นำไปไตร่ตรองใช้ได้บ้างก็จะดีใจเป็นที่ยิ่ง แต่สำหรับพวกมาแจมโดยใช้คำพูดสร้างความจงเกลียดจงชัง (hate speech) ขอร้องช่วยไปไกลๆ และถ้ามีหลุดเข้ามาก็ขอให้ช่วยกันปล่อยวางอย่าไปโต้ตอบ ผมไม่เชื่อว่าใครที่ทำเช่นนี้จะคิดหรือทำเพื่อส่วนรวมจริงจังอะไรนักตามที่พวกเขาพร่ำบ่น

กลไกการรับมือวิกฤตโควิดทางการแพทย์แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ฝ่ายนโยบาย คือ รัฐบาล (ข้าราชการการเมืองทางตรงและทางลัด) และ ข้าราชการประจำ ส่วนฝ่ายปฏิบัติการ คือ ข้าราชการประจำ (เช่น สังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือกลาโหม กทม.) ข้าราชการกึ่งประจำ (เช่น ผมเองที่เป็นพนักงานของรัฐ สังกัดกระทรวงอุดมศึกษา) และ สังกัดอื่นๆ รวมทั้งภาคเอกขน

ธรรมชาติฝ่ายปฏิบัติการจะทำงานหนักและปิดทองหลังพระเหมือนที่พ่อหลวงสอนเราไว้ ส่วนฝ่ายนโยบายที่ทำงานหน้าพระเป็นคนตัดสินทิศทาง และมีหน้าที่ทำให้ประชาชนที่เป็นทั้งคนดูและคนรับผลได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้นข้อมูลเรื่องเตียงดูแลผู้ป่วยโควิดที่ตรงกับความเป็นจริงจึงมีความสำคัญในการกำหนดนโยบาย ถ้าเรายังสื่อสู่สาธารณะว่าเอาอยู่เพราะยังมีเยอะ ด้านหนึ่งจะทำให้พวกประชาชนนอกแถวยังไม่สำนึก แต่ด้านที่สำคัญคือทำให้ฝ่ายนโยบายไม่สำนึกเพื่อเร่งควบคุมปัญหาไม่ให้บานปลาย

เชื่อว่าตัวเลขเตียงว่างที่แจ้งเมื่อวานเป็นเรื่องจริงแต่ไม่ทั้งหมด ผมเสนอให้ต่อไปควรแบ่งเป็นสองส่วนก่อนคือ เตียงที่พร้อมใช้งานในช่วง 3 วัน (มีสถานที่ มีบุคลากร และมีอุปกรณ์) และที่จะพร้อมใน 4-7 วัน (กำลังจัดเตรียม ถ้าพร้อมเมื่อไรก็เปลี่ยนสถานะไปเป็นส่วนแรก) ส่วนเตียงในอนาคตกว่านี้หรือเตียงทิพย์ยังไม่ควรนับและไม่ควรนำมาแถลง โดยในแต่ละส่วนให้แบ่งย่อยไปอีกว่าเป็นเตียงไอซียูโควิด เตียงโควิดในโรงพยาบาลหลัก หรือเตียงโควิดใน hospitel หรือโรงพยาบาลสนาม เพราะจะทำให้เห็นความชัดเจนในการเตรียมรับมือกับปัญหาได้ตรงจุด ส่วนระบบการแจ้งเตียงก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพและไม่เป็นภาระมากกับคนหน้างานตามโรงพยาบาลทุกประเภท

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย 11 รายวันนี้ โดยเป็นไปตามคาดว่าต้องเป็นเลขสองหลัก และอาจคงเป็นเช่นนี้ไปอีกพักหนึ่งเพราะยังมีผู้ป่วยหนักอีก 500+ คน ซึ่ง 130+ ใส่เครื่องช่วยหายใจ (กลุ่มนี้มีอัตราเสียชีวิตราว 25-50% ขึ้นกับต้นทุนสุขภาพของผู้ป่วยและศักยภาพของโรงพยาบาล) พวกเราอาจดีใจไปกับอัตราตายระลอกสองที่ 0.1+% และเฉลี่ยสองระลอกที่ 0.3% แต่ระลอกนี้ผ่าน 0.17% ไปแล้ว และน่าจะไปต่อจนเกิน 0.3%

แต่เราอาจช่วยไม่ให้สูงมากได้ ด้วยการลดจำนวนผู้ป่วยใหม่และรักษาผู้ป่วยตกค้างให้ทันท่วงที แต่กว่าจะเห็นผลก็ไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ พร้อมไปกับการพยายามใช้เตียงโควิดไอซียูที่มีอยู่ตอนนี้ให้มีประสิทธิภาพด้วยระบบการเกลี่ยศักยภาพและการช่วยเหลือกันระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ (ในกทม. ต้องแบ่งโซน) การเพิ่มเตียงไอซียูโควิดเฉพาะหน้านี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะภาคการแพทย์ได้เบ่งศักยภาพมาเกือบเต็มที่แล้วและมีข้อจำกัดด้านกำลังคน ซึ่งจะสาธยายต่อไป

วันนี้ผมไปตรวจเยี่ยมส่วนหนึ่งของทีมโควิดศิริราชในฐานะเป็นอาจารย์รับผิดชอบ ส่วนแรกดูแลผู้ป่วยอาการปานกลางจนถึงรุนแรงน้อย 18 เตียง ผลัดหนึ่งใช้แพทย์ 2-3 คน พยาบาล 8-10 คน สายสนับสนุน 2 คน (นอกเวลาราชการ/กลางคืนลดเท่าที่จำเป็น) และส่วนที่สองดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรงมากจนถึงวิกฤต 7 เตียง ผลัดหนึ่งใช้แพทย์ 3-4 คน พยาบาล 10-12 คน สายสนับสนุน 2 คน

ทั้งสองส่วนถ้าผู้ป่วยอาการหนักขึ้นจะต้องเรียกกำลังพลมาเสริมกว่านี้อีก พวกเขาต้องทำงาน nine to five หรืออย่างน้อยวันละ 8 ชม. ต่อเนื่องกันมากว่าสองสัปดาห์และคงจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ สำหรับโรงพยาบาลระดับรองหรือโรงพยาบาลในภูมิภาค ด้วยปริมาณงานเท่ากันนี้เขาใช้คนน้อยกว่าที่ผมใช้อีก คิดดูมันจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน
ได้เวลาที่ทุกฝ่ายจะวางข้อขัดข้องใจต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เราจะจับมือกันเดินไปข้างหน้าเพื่อหาทางรอดของประเทศชาติ #ประเทศไทยต้องไปรอด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...