ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้าน ผู้ฝาก 98%ไม่กระทบ สคฝ.ยันแบงก์ไทยแกร่ง
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2564 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยถึงกรณีที่วันที่ 11 ส.ค. 2564 จะลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจะปรับจาก 5 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท ว่า เป็นการปรับลดวงเงินคุ้มครองเป็นลำดับตามความเหมาะสม ตามกรอบกฎหมายเดิมที่ก่อตั้งสคฝ. เมื่อปี2551 ซึ่งมีเป้าหมายคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาทอยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมกว่า 98.05% โดยคุ้มครองทั้งบัญชีบุคคลธรรมดา นิติบุคคล บัญชีร่วมและบัญชีเพื่อ ขณะที่ปัจจุบันสคฝ.มีกองทุนคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 131,339 ล้านบาท
ทั้งนี้ รูปแบบการคุ้มครองเงินฝากจะคิดจากเกณฑ์ลูกค้าแต่ละรายในแต่ละธนาคาร เช่น ผู้ฝากจะมีกี่บัญชีเงินฝากก็ได้ในธนาคารหนึ่งวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทได้รับคุ้มครองเต็มจำนวน หรือมีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ก็ได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท ส่วนที่เกินไม่ได้รับความคุ้มครอง ถัดไปผู้ฝากรายเดิมที่บัญชีอยู่ในธนาคารที่สอง-สาม ก็เป็นไปหลักเกณฑ์เดียวกัน ขณะเดียวกันเงินฝากส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับคืน เพียงแต่ต้องรอการชำระบัญชีเสร็จสิ้นและรอตามลำดับการชำระคืนเจ้าหนี้ตามกฎหมาย
“หากสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินฝากคืนภายใน 30 วัน ใครที่มีเงินฝากต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน กรณีที่เกิน 1 ล้านบาท เช่น มีเงินฝาก 2 ล้านบาทกับสถาบันการเงินเดียวกันจะได้รับเงินคืน 1 ล้านบาทภายใน 30 วันก่อน ส่วนอีก 1 ล้านบาท เมื่อมีการขายทรัพย์หรือชำระบัญชีจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ฝากเงินทุกราย”
นายทรงพล กล่าวว่า การคุ้มครองเงินฝาก เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล เช่นเดียวกับต่างประเทศ แต่ถามว่าฐานะสถาบันการเงินตอนนี้ค่อนข้างแข็งแรงและแข็งแกร่ง ซึ่งการทบทวนวงเงินคุ้มครองจะปรับไปตามกฎหมายคุ้มครอง แต่หากในอนาคตประชาชนมีรายได้เพิ่ม และมีทรัพย์สินมั่งคั่งเพิ่มขึ้น วงเงินคุ้มครองก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมได้ เพราะการทบทวนวงเงินจะต้องข้อมูลหลายด้านในการตัดสินใจ ซึ่งวงเงิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อรายสถาบันการเงิน พบว่าครอบคลุมคนจำนวนมาก และคนที่มีมากกว่า 1 ล้านบาทมีความเข้าใจในการลงทุนประเภทอื่นที่ซับซ้อนพอสมควร จึงเป็นที่มาในการทบทวนวงเงินคุ้มครอง
“ระบบสถาบันการเงินต่างๆของไทยมีความแข็งแรง ขณะที่ ธปท. เองก็ยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันแข็งแรง มีเงินกองทุน และเงินสำรองต่างๆแข็งแรงมาก”
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาสคฝ.ยังไม่พบสัญญาณการย้ายเงินฝากที่ผิดปกติอย่างนัยสำคัญ โดยจากข้อมูลในช่วง 6 ปีย้อนหลังเงินฝากมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นการย้ายเงินฝากจากธนาคารใหญ่ไปธนาคารเล็ก หรือจากธนาคารเล็กไปธนาคารใหญ่ ที่เป็นการย้ายเงินฝากเปลี่ยนแปลงตามการเสนออัตราดอกเบี้ยที่จูงใจของแต่ละสถาบันการเงิน โดยในช่วง 4-5 ที่ผ่านมาพบว่าอัตราเงินฝากเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% แม้ว่าในปีที่ผ่านมาการเติบโตจะลดลงจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังคงมีการเติบโตอยู่ที่ระดับ 2%
“อนาคตอาจมีทบทวนวงเงินคุ้มครองเงินฝากได้ ถ้ารายได้ต่อหัวประชากรสูงขึ้น และมีการฝากเงินสูงขึ้น อาจทบทวนคุ้มครองสูงขึ้นได้ แต่ไม่ได้ปรับลดวงเงินในช่วงนี้หรือระยะเวลาอันใกล้นี้อีก ซึ่งปัจจุบันคนไทย 1 คนมีแค่ 1 บัญชีมีมากเกินครึ่ง ขณะที่คนในเมือง 1 คน มีถึง 2-3 บัญชี และฝากออมทรัพย์มากกว่าเงินฝากประจำ โดยบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น ไม่รวมสกุลต่างประเทศ เช่น เงินฝากสกุลดอลลาร์ เยน เป็นต้น และไม่รวมสินทรัพย์อื่นที่เป็นการลงทุน เช่น พันธบัตร คริปโตเคอเรนซี่ บัตรเติมเงิน อีมันนี่ จะยังไม่ได้รับความคุ้มครอง”
นอกจากนี้ สคฝ.ยังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมขยายคุ้มครองเงินฝากเพิ่มเติม โดยศึกษาคุ้มครองเงินอิเล็กทรอนิกส์หรืออีมันนี่ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.เงินที่ผู้ให้บริการอีมันนี่ฝากไว้กับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินต้องปิดกิจการ เกิดปัญหาจะทำอย่างไร และหากผู้ให้บริการอีมันนี่ถูกปิดกิจการเอง ผู้มีเงินฝากจะได้รับเงินคืนอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพื่อรองรับอนาคตด้วย แต่ตอนนี้ธุรกิจอีมันนี่ มีกฎเกณฑ์ความเข้มแข็ง เพราะไม่สามารถนำเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนไปใช้หรือให้กู้ใดๆ ได้