โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้าน ผู้ฝาก 98%ไม่กระทบ สคฝ.ยันแบงก์ไทยแกร่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ส.ค. 2564 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 10.48 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2564 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยถึงกรณีที่วันที่ 11 ส.ค.  2564 จะลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจะปรับจาก 5 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท ว่า เป็นการปรับลดวงเงินคุ้มครองเป็นลำดับตามความเหมาะสม ตามกรอบกฎหมายเดิมที่ก่อตั้งสคฝ. เมื่อปี2551 ซึ่งมีเป้าหมายคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาทอยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับความคุ้มครองครอบคลุมกว่า 98.05% โดยคุ้มครองทั้งบัญชีบุคคลธรรมดา นิติบุคคล บัญชีร่วมและบัญชีเพื่อ ขณะที่ปัจจุบันสคฝ.มีกองทุนคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 131,339 ล้านบาท

ทั้งนี้ รูปแบบการคุ้มครองเงินฝากจะคิดจากเกณฑ์ลูกค้าแต่ละรายในแต่ละธนาคาร เช่น ผู้ฝากจะมีกี่บัญชีเงินฝากก็ได้ในธนาคารหนึ่งวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทได้รับคุ้มครองเต็มจำนวน หรือมีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท ก็ได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท ส่วนที่เกินไม่ได้รับความคุ้มครอง ถัดไปผู้ฝากรายเดิมที่บัญชีอยู่ในธนาคารที่สอง-สาม ก็เป็นไปหลักเกณฑ์เดียวกัน ขณะเดียวกันเงินฝากส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับคืน เพียงแต่ต้องรอการชำระบัญชีเสร็จสิ้นและรอตามลำดับการชำระคืนเจ้าหนี้ตามกฎหมาย

“หากสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินฝากคืนภายใน 30 วัน ใครที่มีเงินฝากต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน กรณีที่เกิน 1 ล้านบาท เช่น มีเงินฝาก 2 ล้านบาทกับสถาบันการเงินเดียวกันจะได้รับเงินคืน 1 ล้านบาทภายใน 30 วันก่อน ส่วนอีก 1 ล้านบาท เมื่อมีการขายทรัพย์หรือชำระบัญชีจะคืนส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ฝากเงินทุกราย”

นายทรงพล กล่าวว่า การคุ้มครองเงินฝาก เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล เช่นเดียวกับต่างประเทศ แต่ถามว่าฐานะสถาบันการเงินตอนนี้ค่อนข้างแข็งแรงและแข็งแกร่ง ซึ่งการทบทวนวงเงินคุ้มครองจะปรับไปตามกฎหมายคุ้มครอง แต่หากในอนาคตประชาชนมีรายได้เพิ่ม และมีทรัพย์สินมั่งคั่งเพิ่มขึ้น วงเงินคุ้มครองก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมได้ เพราะการทบทวนวงเงินจะต้องข้อมูลหลายด้านในการตัดสินใจ ซึ่งวงเงิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อรายสถาบันการเงิน พบว่าครอบคลุมคนจำนวนมาก และคนที่มีมากกว่า 1 ล้านบาทมีความเข้าใจในการลงทุนประเภทอื่นที่ซับซ้อนพอสมควร จึงเป็นที่มาในการทบทวนวงเงินคุ้มครอง

“ระบบสถาบันการเงินต่างๆของไทยมีความแข็งแรง ขณะที่ ธปท. เองก็ยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันแข็งแรง มีเงินกองทุน และเงินสำรองต่างๆแข็งแรงมาก”

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาสคฝ.ยังไม่พบสัญญาณการย้ายเงินฝากที่ผิดปกติอย่างนัยสำคัญ โดยจากข้อมูลในช่วง 6 ปีย้อนหลังเงินฝากมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นการย้ายเงินฝากจากธนาคารใหญ่ไปธนาคารเล็ก หรือจากธนาคารเล็กไปธนาคารใหญ่ ที่เป็นการย้ายเงินฝากเปลี่ยนแปลงตามการเสนออัตราดอกเบี้ยที่จูงใจของแต่ละสถาบันการเงิน โดยในช่วง 4-5 ที่ผ่านมาพบว่าอัตราเงินฝากเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% แม้ว่าในปีที่ผ่านมาการเติบโตจะลดลงจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังคงมีการเติบโตอยู่ที่ระดับ 2%

“อนาคตอาจมีทบทวนวงเงินคุ้มครองเงินฝากได้ ถ้ารายได้ต่อหัวประชากรสูงขึ้น และมีการฝากเงินสูงขึ้น อาจทบทวนคุ้มครองสูงขึ้นได้ แต่ไม่ได้ปรับลดวงเงินในช่วงนี้หรือระยะเวลาอันใกล้นี้อีก ซึ่งปัจจุบันคนไทย 1 คนมีแค่ 1 บัญชีมีมากเกินครึ่ง  ขณะที่คนในเมือง 1 คน มีถึง 2-3 บัญชี และฝากออมทรัพย์มากกว่าเงินฝากประจำ โดยบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น ไม่รวมสกุลต่างประเทศ เช่น เงินฝากสกุลดอลลาร์ เยน เป็นต้น และไม่รวมสินทรัพย์อื่นที่เป็นการลงทุน เช่น พันธบัตร คริปโตเคอเรนซี่ บัตรเติมเงิน อีมันนี่ จะยังไม่ได้รับความคุ้มครอง”

นอกจากนี้ สคฝ.ยังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมขยายคุ้มครองเงินฝากเพิ่มเติม โดยศึกษาคุ้มครองเงินอิเล็กทรอนิกส์หรืออีมันนี่ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.เงินที่ผู้ให้บริการอีมันนี่ฝากไว้กับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินต้องปิดกิจการ เกิดปัญหาจะทำอย่างไร และหากผู้ให้บริการอีมันนี่ถูกปิดกิจการเอง ผู้มีเงินฝากจะได้รับเงินคืนอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพื่อรองรับอนาคตด้วย แต่ตอนนี้ธุรกิจอีมันนี่ มีกฎเกณฑ์ความเข้มแข็ง เพราะไม่สามารถนำเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนไปใช้หรือให้กู้ใดๆ ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...