โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระราชโองการแห่งไซรัส” กฎหมายสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลก หรือแค่โฆษณาชวนเชื่อ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ก.ย 2564 เวลา 04.14 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2564 เวลา 04.10 น.
กระบอกไซรัสซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม (ภาพโดย Photograph by Mike Peel, via Wikimedia Commons)

“พระราชโองการแห่งไซรัส” (Edict of Cyrus) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ“กระบอกไซรัส” (Cyrus Cylinder) ตามรูปทรงของจารึกที่ทำขึ้นจากดินเหนียวทรงกระบอก มักถูกยกย่องให้เป็นกฎหมาย หรือคำประกาศที่รับรองสิทธิมนุษยชนฉบับแรกๆ ของโลก ด้วยถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรตที่ 6 ก่อนคริสต์กาล

การที่จารึกชิ้นนี้ได้รับการยกย่องด้านสิทธิมนุษยชนในระดับโลก เริ่มต้นขึ้นมาจากการรณรงค์ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 โดยชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Shah Mohammed Reza Pahlevi) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่าน เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้กระบอกไซรัสได้รับการยอมรับในวงกว้าง มาจากงานฉลองความยืนยาวของระบอบกษัตริย์แห่งอิหร่านครบรอบ 2,500 ปี เมื่อปี 1971 (พ.ศ. 2514) แม้ว่าราชวงศ์ของชาห์ปาห์ลาวีจะมีส่วนในการปกครองอิหร่านได้เพียงไม่กี่ปี และระบอบกษัตริย์ต้องถึงกาลอวสานในรัชสมัยของพระองค์เองหลังการปฏิวัติอิสลามในอีกราว 8 ปีให้หลัง

ในการฉลองครั้งนั้น บรรพกษัตริย์ที่ได้รับการเชิดชูเป็นพิเศษคือไซรัสที่ 2 ผู้ปกครองดินแดนที่กินอาณาเขตกว่า 5 ล้านตารางกิโลเมตร ผ่านการทำสงครามอันดุเดือดอย่างยาวนาน แต่ชาห์ปาห์ลาวีทรงเลือกที่จะเน้นย้ำเกียรติคุณของไซรัสมหาราชในฐานะของกษัตริย์ผู้เมตตา และเปี่ยมด้วยความรัก พร้อมย้ำว่าไซรัสคือผู้ถืออำนาจปกครองยุคโบราณที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นคนแรก

และในวันที่ 14 ตุลาคม ปีเดียวกัน เจ้าหญิงอัชราฟ พระขนิษฐาฝาแฝดของชาห์ปาห์ลาวี ก็ได้ถวายกระบอกไซรัสจำลองให้กับองค์การสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ก โดย อู ถั่น เลขาธิการสหประชาติในขณะนั้นเป็นตัวแทนรับมอบ พร้อมออกแถลงการณ์ยกย่องไซรัสว่า

“ไซรัสทรงแสดงถึงพระอัจฉริยภาพ ด้วยการให้เกียรติต่ออารยธรรมต่างๆ และประชาชนทุกหมู่เหล่าซึ่งพระองค์ได้ ‘หลอมรวม’ ไว้ใต้ร่มพระบารมี…”

“จากการสรุปความตามถ้อยคำในจารึกฉบับทางการของกระบอกดินเหนียวชิ้นนี้, ไซรัสทรงแสดงพระองค์ต่อชาวบาบิโลนในฐานะของผู้ปลดปล่อย พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์โดยสันติ, ทรงฟื้นฟูศาสนสถานต่างๆ และปลดปล่อยประชาชนเป็นอิสระ สร้างความปรองดอง และเป็นธรรมแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่า

พระราชโองการนี้สะท้อนถึงพระราชปณิธานของไซรัสที่ทรงต้องการสถาปนาสันติภาพในพระราชอาณาจักรอันกว้างไกลของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงเข้าพระทัยถ่องแท้ดีว่าจะสามารถสำเร็จได้ก็ด้วยการพระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่พสกนิกรทั้งหลายให้สามารถรักษาขนบธรรมเนียมและความเชื่อของตนได้ต่อไป”

อย่างไรก็ดี Josef Wiesehöfer นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์สมัยโบราณจาก University of Kiel ในเยอรมนี ไม่ได้ให้ราคากับพระราชโองการดังกล่าวของไซรัสในฐานะกฎหมายรับรองสิทธิมนุษยชนอย่างที่หลายคนกล่าวอ้าง โดยนักประวัติศาสตร์รายนี้กล่าวว่า กระบอกไซรัสเป็นเพียง “โฆษณาชวนเชื่อ” พร้อมกล่าวว่า “ความคิดที่ว่าไซรัสเป็นผู้วางรากฐานอุดมคติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี”

Hanspeter Schaudig นักอัสซีเรียวิทยา (Assyriologist) จาก University of Heidelberg ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะมองกษัตริย์ที่ชาวอิหร่านหลายคนภาคภูมิใจพระองค์นี้ในฐานะผู้บุกเบิกเรื่องของความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะพระองค์คือผู้ตอกย้ำสถานะอันสูงส่งของกษัตริย์ด้วยการมีรับสั่งให้ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจต้องจูบพระบาทของพระองค์

หากเพียงพิจารณาคำแปลโดยเออร์วิง ฟิงเกิล (Irving Finkel) ภัณฑารักษ์ดูแลงานจารึกอักษรคูนิฟอร์มแห่งบริติชมิวเซียมโดยมิได้คำนึงถึงบริบททางสังคมและการเมืองในสมัยนั้น ก็อาจจะคิดตามได้ว่า ไซรัสทรงยอมรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างที่ถูกกล่าวอ้างจริง ดังความตอนหนึ่งคือ

“ข้าพเจ้าขอส่งเทพเจ้าทั้งหลายกลับไปยังถิ่นฐานเดิมของท่านทั้ง Asur และ Susa, Akkad และดินแดนแห่ง Eshnunna, เมือง Zamban, เมือง Meturna, Der ไปจนถึงชายแดนของดินแดนแห่ง Qutu เพื่อประทับอย่างถาวรในศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิตลอดลุ่มน้ำไทกริส ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกทิ้งให้ทรุดโทรม…ขอเทพเจ้าทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้อัญเชิญกลับไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิของท่าน ได้โปรดวิงวอนต่อมาร์ดุก [Marduk เทพเจ้าแห่งบาบิโลน]และนาบู [Nabu-เทพเจ้าซึ่งเป็นพระบุตรแห่งมาร์ดุก] เพื่อชีวิตอันยืนยาวของข้าพเจ้า”

แต่จริงๆ แล้วลำพังเนื้อหาเท่านี้คงบอกได้เพียงว่า ไซรัสทรงยอมรับการนับถือเทพเจ้าหลายองค์รวมถึงเทพมาร์ดุกของชาวบาบิโลนด้วย ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมทางความเชื่อที่แพร่หลายในยุคโบราณอยู่แล้ว (พหุเทวนิยม) มิได้เป็นสิ่งใหม่ และแม้นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณอย่างเซโนฟอน (Xenophon-นักประวัติศาสตร์, นักปรัชญาและทหารรับจ้างชาวกรีกที่เคยรับใช้กองทัพเปอร์เซีย) จะยกย่องพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ในอุดมคติผู้เปิดกว้างยอมรับความแตกต่าง แต่ Wiesehöfer กล่าวว่าจริงๆ แล้วไซรัสเป็นกษัตริย์ที่โหดร้าย และพระองค์ก็ทรงใช้กองทัพในการปล้นสะดมดินแดนต่างๆ รวมถึงศาสนสถานด้วยเช่นกัน

ส่วนความอีกตอนหนึ่งที่ระบุว่า “ข้าพเจ้าได้มุ่งแสวงหาความเจริญรุ่งเรืองมายังนครบาบิโลนรวมไปถึงด้านพระศาสนาของนครแห่งนี้ ในส่วนของประชาชนแห่งบาบิโลน […,ผู้]ที่ต้องจำทนต่อโซ่ตรวน อันไม่ต้องด้วยพระประสงค์แห่งพระเป็น [เจ้า] ข้าพเจ้าได้บรรเทาความเหนื่อยยากของคนเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้ปลดปล่อยให้พวกเขาได้พ้นจากพันธนาการ (?)” กลายเป็นข้อความที่ถูกนำมาอ้างว่า ไซรัสทรงปฏิเสธระบบทาส(ชาวยิวก็ยกย่องไซรัสมากที่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากการตกเป็นทาสของบาบิโลนดังที่มีการยืนยันในพันธสัญญาเก่า)

แต่Wiesehöfer เห็นว่า การอ้างว่าไซรัสทรงปฏิเสธระบอบทาสถือเป็นการตีความผิดไป พระองค์อาจจะปลดปล่อยทาสที่อยู่ในความครอบครองของบาบิโลนก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงเชลยศึกหรือทาสซึ่งเป็นคนของพระองค์หรือพันธมิตรที่ถูกฝ่ายบาบิโลนจับตัวไว้ได้เท่านั้นเอง (จากถ้อยคำที่ใช้ก็เห็นได้ว่าเป็นการปลดปล่อยเป็นไปอย่างมีเงื่อนไข คือเฉพาะคนที่ถูกครอบครองโดยไม่ต้องด้วยประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะได้รับการปล่อยตัว-ผู้เขียน)

ไม่เพียงแต่นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันเท่านั้นที่เห็นว่า การแปลความจารึกกระบอกไซรัสในปัจจุบันถูกบิดเบือนไปมาก ฝ่ายภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมซึ่งจัดแสดงกระบอกไซรัสก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน พวกเขาบอกว่า กระบอกแห่งไซรัสถูกเขียนขึ้นตามธรรมเนียม (ซึ่งมีมานาน) ผ่านมุมมองของชาวบาบิโลน โดยผู้แต่งได้ใช้จารึกของอัสเชอร์บานิปาล (Ashurbanipal) กษัตริย์แห่งอัสซีเรียเป็นต้นร่าง ในกระบอกไซรัสไม่มีความตอนใดยอมรับว่าไซรัสนับถือเทพของชาวอิหร่านอย่างอหุระมาซดะ (Ahuramazda) พระองค์เป็นแต่เพียงผู้รับใช้เทพมาร์ดุกเทพเจ้าแห่งบาบิโลน ซึ่งเป็นการเขียนในลักษณะเดียวกับที่ชาวยิวเขียนถึงพระองค์ในฐานะเครื่องมือของพระเยโฮวาห์ และ “เนื่องจากมันอ้างถึงกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมและสันติภาพ รวมถึงการฟื้นฟูสถานะของผู้ถูกเนรเทศและเทพเจ้าต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระบอกชิ้นนี้จึงถูกอ้างถึงจากบางภาคส่วนในฐานะ ‘กฎบัตรว่าด้วยสิทธิมนุษยชน’ แนวคิดเช่นนั้นน่าจะถือเป็นสิ่งแปลกปลอมในยุคสมัยของไซรัส แต่แม้ว่ากระบอกชิ้นนี้จะมิได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนเลย ถึงอย่างนั้นการส่งตัวชาวยิวและชนชาติอื่นๆ ที่ถูกเนรเทศกลับถิ่นฐานเดิมก็ถือเป็นสิ่งที่พลิกกลับนโยบายของบรรพกษัตริย์ของทั้งอัสซีเรียและบาบิโลนทั้งหลาย”

อย่างไรก็ดี การแปลความหมายจารึกผิดไปจากความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่) กระทั่งชิริน เอบาดี (Shirin Ebadi) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2003 ยังกล่าวในวันรับตำแหน่งว่า “ฉันคือชาวอิหร่าน ผู้สืบเชื้อสายแห่งไซรัสมหาราช จักรพรรดิพระองค์เดียวกันที่ทรงประกาศเมื่อ 2,500 ปีก่อน ขณะที่พระองค์ทรงพระราชอำนาจเต็มเปี่ยมว่า ‘…พระองค์จะไม่ขอปกครองราษฎร หากพวกเขาไม่ปรารถนา’ และ [พระองค์] ทรงปฏิญาณว่าจะไม่บีบบังคับให้ใครต้องเปลี่ยนศาสนาและความศรัทธา และรับรองเสรีภาพสำหรับทุกคน พระราชโองการแห่งไซรัสมหาราชคือเอกสารที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ควรศึกษาในด้านประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชน”

อีกตัวอย่างหนึ่งปรากฏในบทความเรื่อง “We’ve Lost the Authority to Lecture Iran” โดย แมตธิว นอร์แมน (Matthew Norman) เผยแพร่เมื่อ 30 มีนาคม 2007 ใน The Independent ซึ่งเขายกย่องว่า กระบอกไซรัสคือกฎบัตรว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกพร้อมยกข้อความที่เขาอ้างว่ามาจากกระบอกไซรัส แต่กลับมีเนื้อความต่างไปจากการถอดความฉบับมาตรฐานอย่างสิ้นเชิง คือ

“ข้าพเจ้าขอประกาศว่า ข้าพเจ้าจะเคารพในจารีต, วัฒนธรรม และความเชื่อของชาติทั้งหลายภายใต้จักรวรรดิของข้าพเจ้า” และ “ในขณะที่ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์แห่งอิหร่าน, บาบิโลน และชาติต่างๆ ทั่วทั้งสี่ทิศ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดกดขี่ผู้อื่น และหากเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะ…ลงทัณฑ์แก่ผู้กดขี่นั้น ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ใครยึดสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์ติดที่ดินของผู้อื่นโดยการใช้กำลัง”

และน่าจะมิใช่เรื่องบังเอิญที่ถ้อยคำดังกล่าวตรงกับคำบรรยายประกอบอนุสาวรีย์กระบอกไซรัสซึ่งตั้งอยู่ที่บัลบัวปาร์ก (Balboa Park) ซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2004 สร้างขึ้นโดย House Of Iran สมาคมชาวอิหร่านในสหรัฐฯ ที่พยายามขายความเชื่อที่ว่า กระบอกไซรัสคือ“คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลก” โดยนอกจากถ้อยคำข้างต้นที่ นอร์แมน ยกขึ้นมาแล้ว คำบรรยายประกอบอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังอ้างว่า ไซรัสทรงประกาศ “เลิกทาส” และให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการนับถือศาสนา โดยจะไม่ล่วงละเมิดสิทธิของพวกเขาเป็นอันขาด ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำแปลฉบับมาตรฐาน คำแปลที่เข้าใจง่ายๆ ของอนุสาวรีย์แห่งนี้จึงน่าจะเป็นแหล่งอ้างอิงที่หลายคนนำไปใช้ผลิตซ้ำความเชื่อที่ว่า ไซรัสคือกษัตริย์นักสิทธิมนุษยชนคนแรกๆ ของโลก

ด้วยเหตุนี้ กระบอกไซรัสจึงนับว่ามีประโยชน์อเนกประสงค์สามารถนับมาปรับใช้ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน มันถูกเขียนขึ้นในบาบิโลนเพื่อ “ขาย” ให้คนบาบิโลนเชื่อว่า เจ้าผู้ปกครององค์ใหม่จะไฉไลกว่าเดิม มีความทรงธรรม (ประกอบด้วยเมตตา และความยุติธรรม) และความชอบธรรม (อ้างว่าไซรัสคือตัวแทนแห่งเทพมาร์ดุกในการปลดปล่อยบาบิโลนจากเจ้าองค์ก่อนที่หมดความชอบธรรม) จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่ามันคือเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของไซรัส แม้จะมีนักประวัติศาสตร์บางท่านบอกว่าสมมติฐานดังกล่าวรับฟังไม่ได้เพราะไซรัสเต็มเปี่ยมด้วยอำนาจไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอ่อนข้อยอมใคร แต่ Wiesehöfer กล่าวว่า

“ไซรัสรับสั่งให้สร้างมันขึ้นมาเองเพื่อให้พระองค์ดูทรงธรรม ขณะที่ตัวตนที่แท้จริงขององค์กษัตริย์มิได้มีความโหดร้ายมากหรือน้อยไปกว่ากษัตริย์ในตะวันออกใกล้พระองค์อื่นๆ อย่างเซอร์ซีส (Xerxes) เป็นต้น เพียงแต่พระองค์ทรงฉลาดกว่า”

เมื่อถึงยุคของชาห์ปาลาวี พระองค์ก็ทรงนำเรื่องราวของกระบอกไซรัสกลับมาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย โดยเทียบเคียงพระองค์กับมหาราชผู้ก่อตั้งจักรวรรดิอคีเมนียะห์ (Achaemenid Empire) ในฐานะผู้เผด็จอำนาจที่นำความรุ่งเรืองและเสรีภาพในการนับถือศาสนามาสู่ประชาชนของพระองค์ (แต่กลับใช้ตำรวจลับในการเล่นงานผู้ต่อต้าน ด้วยความช่วยเหลือจากสายลับจากค่ายเสรีประชาธิปไตยในสมัยนั้น)

เมื่อสหประชาชาติรับลูกข้ออ้างของพระองค์ ก็ยิ่งทำให้เรื่องเล่าดังกล่าวน่าเชื่อถือยิ่งกว่าเดิม แต่กระบอกไซรัสก็ช่วยให้พระองค์รอดพ้นจากกระแสต่อต้านสถาบันมิได้ และถึงแม้ว่าสถาบันกษัตริย์ของอิหร่านจะล่มสลายไป แต่เรื่องเล่าของกระบอกไซรัสในฐานะคำประกาศรับรองสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลกก็ยังคงมีประโยชน์สืบเนื่องมา กลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวอิหร่าน แสดงถึงความก้าวหน้าล้ำยุคล้ำสมัยของสังคมเปอร์เซียโบราณ

แม้ว่าความเชื่อดังกล่าวจะถูกตั้งข้อสงสัยโดยนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อย่างมากก็ตาม 

 

อ้างอิง:

Schulz, Matthias. “Falling for Ancient Propaganda.” SPIEGEL ONLINE. N.p., 15 July 2008. Web. 15 Mar. 2017. <http://www.spiegel.de/international/world/falling-for-ancient-propaganda-un-treasure-honors-persian-despot-a-566027-2.html>

United Nation. Press Section. “Statement by Secretary-General, U Thant at Preservation of Gift from Iran to United Nation, 14 October.”Livius.org. N.p., 14 Oct. 1971. Web. 15 Mar. 2017. <http://www.livius.org/a/1/inscriptions/cyrus.pdf>

“Cyrus Cylinder.”The British Museum. N.p., n.d. Web. 15 Mar. 2017. <https://www.britishmuseum.org/research/collection_online/collection_object_details.aspx?objectId=327188&partId=1>.

Ebadi, Shirin. “Shirin Ebadi – Nobel Lecture.” Nobelprize.org. N.p., n.d. Web. 15 Mar. 2017. <http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/peace/laureates/2003/ebadi-lecture-e.html>

Norman, Matthew. “We’ve Lost The Authority to Lecture Iran.” The Independent. N.p., 30 Mar. 2007. Web. 15 Mar. 2017. <http://www.commondreams.org/views/2007/03/30/weve-lost-authority-lecture-iran>.

“About House of Iran in San Diego.” House of Iran. N.p., n.d. Web. 16 Mar. 2017. <http://thehouseofiran.com/about-us>.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2560 จัดย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...