โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประมงระนองค้าน โควต้าจับสัตว์น้ำตามน้ำหนัก ชี้กระทบรายได้ ข้องใจรัฐเอื้อนายทุนนำเข้าอาหารทะเล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มิ.ย. 2563 เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 12.05 น.

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ที่ สมาคมประมงระนอง จ.ระนอง นายสมทรัพย์ จิตตะธัม นายกสมาคมประมงระนอง ให้สัมภาษณ์ว่า มีข้อมูลออกมาจากกรมประมง จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการออกทำการประมง จากเดิมกำหนดให้ออกทำการได้ 240 -270 วันต่อปี เปลี่ยนมาเป็นกำหนดน้ำหนักที่จะให้จับได้ตามขนาดของเรือ ซึ่งจากการพูดคุยและคำนวณแล้วพบว่าจะทำการประมงได้ราว 3-6 เดือนเท่านั้น ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 8-9 เดือน ทำให้ทำประมงไม่ค่อยพอใจ แต่ต้องยอมปฏิบัติตามข้ออ้างว่าต้องการอนุรักษ์และให้ทำประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์นี้มาตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน และชาวประมงร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐจนประเทศไทยจนสามารถหลุดจากใบเหลืองของ IUU และปลดออกจากเทียร์ 3 ขึ้นมาเทียร์ 2 แล้ว แต่รัฐยังซ้ำเติมอีก เพียงเพราะคำว่าอนุรักษ์ ซึ่งต้องมองว่าเมื่อธรรมชาติอยู่ได้ แรงงานอยู่ได้ ผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ได้ด้วย หากผลักดันให้กำหนดการจับสัตว์น้ำตามน้ำหนักออกมาจริง จะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างมาก เพราะหากทำประมงได้เพียง 3-6 เดือน เวลาที่เหลือต้องเสียเงินบำรุงรักษาเรือที่จอดอยู่เฉยๆ แรงงานไม่มีรายได้ และผู้ประกอบการก็อยู่ไม่ได้ด้วย

“ขณะนี้ตัวเลขนำเข้าสัตว์น้ำทะเลจากต่างประเทศ สูงถึง 2.1 ล้านตัน ขณะที่การจับสัตว์น้ำในประเทศมีเพียง 1.6 ล้านตัน มีการนำเข้ามากกว่าการจับสัตว์น้ำในประเทศมาก ซึ่งการนำเข้ามาไม่เพียงแต่เข้าโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังนำมาขายเป็นอาหารทะเลสดแข่งกับของภายในประเทศด้วย บางประเทศที่มีการนำเข้ามายังเป็นประเทศที่ติดใบแดง จึงมองว่าภาครัฐเอาจริงเอาจังกับคนไทยกันเอง แต่ทำไมจึงปล่อยให้นำเข้าจากประเทศที่ติดใบแดงได้ สิ่งที่รัฐต้องหันกลับมามอง และเร่งดำเนินการ คือ การซื้อเรือประมงคืนจากผู้ไม่ต้องการไปต่อ อย่างที่รัฐประกาศไว้ จะสามารถลดค่าเฉลี่ยการจับสัตว์น้ำและเกิดการอนุรักษ์ได้มากขึ้น รวมถึงควรหันกลับมาพูดคุย รับฟังเสียงชาวประมงมากขึ้นในทุกๆเรื่อง ที่จะออกมาบังคับใช้ ถึงบริบทและความเหมาะสม

การกำหนดโควต้าน้ำหนักการจับสัตว์น้ำ เป็นเรื่องของต่างประเทศที่มีการจับสัตว์น้ำเจาะจงชนิด แต่ประมงบ้านเราไม่เหมือนกัน อีกทั้งในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา การนำเข้ากลับไม่มีการจำกัด ส่งผลต่อราคาสัตว์น้ำในประเทศตกต่ำลง และวิกฤตโควิด-19 ยิ่งทำให้ราคาดิ่งลงไปอีก เราอยากเห็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด กฎหมายต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับประเทศของเรา ไม่ใช่ฟังเสียงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ให้ความสำคัญกับคนทำประมง” นายสมทรัพย์กล่าว และว่า

จากการสำรวจข้อมูลราคาสัตว์น้ำทะเลจากระนองที่ส่งออกไปขายยังตลาดมหาชัย ในช่วงเดือนที่ผ่านมาพบว่า ราคาหมึกหลอดกิโลกรัมละ 170-180 บาท ปลาทูกิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศเมียนมาได้ประกาศปิดอ่าว ทำให้ไม่มีสินค้าทะเลนำเข้าจากประเทศเมียนมา ส่งผลให้ราคาอาหารทะเลพุ่งขึ้น โดยหมึกหลอดราคาเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 240-250 บาท ปลาทูกิโลกรัมละ 80-90 บาท สะท้อนให้เห็นว่า หากกำหนดการจับสัตว์น้ำด้วยโควต้าน้ำหนัก นอกจากส่งผลกระทบกับภาคประมงในประเทศโดยรวมแล้ว ผู้ได้ประโยชน์ คือ ผู้นำเข้าสัตว์น้ำทะเลจากต่างประเทศ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยต้องเดินทางไปเป็นลูกจ้างภาคประมงของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องว่างงาน 6-8 เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...