โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตครูช็อก!เงินเก็บ 3 แสนหายจากบัญชี พบพิรุธลายเซ็น-วันที่ไม่ตรงกัน

Khaosod

อัพเดต 22 พ.ค. 2563 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2563 เวลา 08.16 น.
อดีตครูช็อก!เงินบำเหน็จกว่า 3 แสนหายจากบัญชี

อดีตครูช็อก! แจ้งความ เงินบำเหน็จกว่า 3 แสนหายจากบัญชี เผยเป็นเงินบำเหน็จที่กรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีให้ พบพิรุธปลอมลายเซ็น-ตัวเลขของจำนวนเงิน วันที่ไม่ตรงกัน

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 22 พ.ค. ที่ สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี ชาว ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และ พ.ต.ท.บรรลุ สินนา สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ เพื่อมอบหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารรายละเอียดของธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือ พร้อมทั้งให้ปากคำกรณีเงินในบัญชีธนาคารหายไปร่วม 300,000 บาท

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ข่าวสด

เพิ่มเพื่อน

นายทองอินทร์ กล่าวว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการตำแหน่งสุดท้ายคือครูชำนาญการพิเศษระดับ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 หรือ สพป.ขอนแก่น เขต5 โดยลาออกมาเมื่อปี พ.ศ.2554

โดยขณะที่เข้ารับหนังสืออนุมัติการลาออก ที่สพป.ขอนแก่น เขต 5 มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแจ้งว่า เมื่อลาออกจากราชการแล้ว เมื่ออายุครบ 65 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จตกทอดประมาณ 200,000 บาท จึงจำคำที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ เพื่อรอเช็คสมุดบัญชีต่อมาเมื่ออายุครบ 65 ปี จึงเดินทางไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงเงินบำเหน็จตกทอด

ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท นั้นกรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2554 และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังเปิดให้ดูรายละเอียดการรับโอนเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลาง จึงทำให้รู้ว่ามีเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีตัวเองจริง แต่พบว่าตัวเองไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว เจ้าหน้าที่จึงให้ไปขอรายละเอียดการเดินบัญชี และตรวจสอบที่ธนาคารกรุงไทยสาขา อ.หนองเรือ เพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงของเงินที่โอนเข้าบัญชีถึงเส้นทางการเงิน

“เมื่อไปที่ธนาคาร และขอสเตทเม้นท์ก็พบเงินเข้าบัญชีจริง แต่มีการเบิกเงินออกจากบัญชีผ่านการกดเอทีเอ็ม วันที่ 9 ก.ย.2554 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 10 ก.ย. ปี2554 จำนวน 2 ครั้งๆละ 20,000 บาท เป็นเงิน 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 ก.ย.2554 กรมบัญชีกลาง โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 81,756 บาท และในวันเดียวกันก็มีการถอนเงินจำนวน 120,000 บาท

โดยการเขียนใบถอนเงินจากธนาคาร ลงวันที่ 3 ก.ย.2554 แต่ประทับตราอนุมัติจ่ายเงินวันที่ 23 ก.ย.2554 ซึ่งยังมีข้อพิรุธอีกหลายจุด ทั้งจำนวนตัวเลขที่เขียนเป็นตัวเลขอารบิก 120,000 บาท แต่เขียนเป็นตัวหนังสือภาษาไทยว่า หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน และลายเซ็นที่เซ็นก็ไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง

รวมทั้งเอกสารบัตรที่ใช้ประกอบการถอน ก็เป็นใบขับขี่ ซึ่งตนไม่เคยใช้ใบขับขี่ในการถอนเงิน จากนั้นยังพบว่าวันที่ 21 ต.ค.2554 กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 16,351.20 บาท จึงสอบถามกับทางธนาคารถึงการเบิกเงินทั้งการกดเอทีเอ็ม และการเขียนใบเบิกว่า มีการเบิกถอนได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า มีการกดเอทีเอ็มและโอนเงินเข้าบัญชีของ นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ซึ่งก็คือลูกสะใภ้ ที่ทำงานรับราชการอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี

ซึ่งเมื่อทราบข้อมูลจากธนาคาร จึงแจ้งปัญหาให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ที่จังหวัดอุบลราชธานีทราบเรื่อง และมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำในครั้งนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารขอร้องไม่ให้แจ้งความ และรับปากว่าจะตรวจสอบให้ แต่เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ให้แจ้งความเพื่อจะได้ตรวจสอบที่ไปของเงินที่หายจากบัญชีธนาคาร จึงเข้าแจ้งความดังกล่าว”

ด้าน พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ กล่าวว่า มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำนายทองอินทร์ผู้เสียหายและให้ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เพื่อขอสอบปากคำเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี และขอทราบรายละเอียดขั้นตอนการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด ที่กรมบัญชีกลางให้กับบุคลากรที่ลาออกจากราชการ

จากนั้นให้สอบปากคำสมุห์บัญชี และผู้จัดการธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าของลายเซ็นในใบถอนเงิน เนื่องจากว่าวันที่ไม่ตรงกัน, จำนวนเงินที่เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขไม่ตรงกัน และการถอนเงินก็เป็นการใช้เอกสารที่เป็นใบขับขี่รถยนต์

“การตรวจสอบตามเอกสารที่ผู้เสียหายได้มาจากธนาคาร ในเบื้องต้นพบว่ากดเอทีเอ็ม โอนเงินเข้าบัญชีหนึ่ง ซึ่งเป็นบัญชีเดียวกัน ตู้เอทีเอ็ม สาขา 428 รวม 4 ครั้ง ทั้งหมดนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบรายละเอียดที่มาที่ไปของเงินในบัญชีของผู้เสียหาย เมื่อรายละเอียดครบถ้วนก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า เส้นทางการเงินในบัญชีของนายทองอินทร์ เป็นมายังไง มีความผิดพลาดหรือข้อเท็จจริงตรงไหนบ้าง ก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.ภพกร กล่าว

ด้าน นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ลูกสะใภ้ของผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กล่าวว่า รับราชการฝ่ายจัดเก็บรายได้ประจำ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี มีสมุดบัญชีหลายธนาคาร แต่ไม่มีบัญชีที่ตรงกับบัญชีที่โอนเงินเข้า เมื่อทราบเรื่องจากพ่อก็ลาราชการเพื่อเดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และยินดีให้ตรวจสอบบัญชีธนาคารทุกธนาคาร ขณะเดียวกันก็อยากให้ตรวจสอบ สอบสวนหาตัวคนที่เบิกถอนเงินของพ่อมาดำเนินการตามกฎหมายด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...