คอลัมน์ แท็งก์ความคิด : เพื่อชีวิตหลังโควิด
หนังสือนี่ยิ่งอ่านยิ่งมัน
ยิ่งช่วงนี้ชีวิตเหมือนถูกกัก เพราะมี “โควิด” เป็นผู้คุม การได้หนังสือดีๆ มาอ่านก็ช่วยบรรเทาอาการจิตตก
ขณะเดียวกัน สำนักพิมพ์มติชน มีโปรแกรมนำเสนอหนังสือหลายเล่ม
เป็นเล่มใหม่ และจุดประกายความคิดดีๆ ออกมานำเสนอ
หลายคนคงทราบแล้ว อีกหลายคนยังไม่ทราบ จึงอยากแจ้งให้ทราบ
แม้ว่าปีนี้งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจะต้องหยุด เพราะโควิดโจมตีประเทศ
แต่สำนักพิมพ์มติชนยังหาช่องทางนำเสนอหนังสือให้ผู้สนใจได้อ่าน
หนังสือเล่มหนึ่งที่มีการกล่าวถึง ชื่อ “ปล่อยใจคิด ไม่ติดกรอบ”
เขียนโดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
มีข้อความขยายความเนื้อหาในเล่มว่า “กระโดดข้ามกำแพงความคิดติดปีกนวัตกรรม”
ความน่าสนใจของหนังสือเริ่มจากตัวผู้เขียน
กวีวุฒิ มีประสบการณ์ในหน่วยงานด้านนวัตกรรมและแผนกกลยุทธ์ของหลายองค์กรชั้นนำ
เป็นคนไทยไม่กี่คนที่ผ่านโครงการ Design Leadership จาก Stanford d. school ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
ปัจจุบัน กวีวุฒิ เป็นหัวหน้าทีมนวัตกรรมสร้างธุรกิจใหม่ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์
ก่อนมาอยู่เอสซีบี กวีวุฒิเป็นหัวหน้าทีม Express Solution (Innovation Lap) ของกลุ่ม ปตท.
ได้นำกระบวนการสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า “Design Thinking” มาใช้
นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบแนวการสอนของศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษสอนนวัตกรรม Design Thinking for Business Innovation
และยังเป็นวิทยากรพิเศษที่บรรยายเรื่องการสร้างนวัตกรรม
ความน่าสนใจของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เพราะคลุกคลีกับ “การสร้างนวัตกรรม” นี่แหละ
เหมือนอย่างที่รู้ว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งมีค่าของคนในยุค 4.0
แต่การสร้างนวัตกรรมขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อกวีวุฒิผ่านการอบรมทางด้านนี้ มีประสบการณ์ในด้านนี้ และยังสอนในด้านนี้
หนังสือที่เขาเขียนก็น่าจะเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคงจะได้เห็นอะไรดีๆ
หนังสือชื่อ “ปล่อยใจคิด ไม่ติดกรอบ” จึงเป็นหนังสือที่น่าสนใจ
หนังสือเล่มนี้มีความหนาเพียง 200 กว่าหน้า อ่านสบายๆ เนื้อหาเป็นการสรุปประเด็นสำคัญๆ ของแนวคิดต่างๆ ให้ได้คิด
คนหนึ่งอ่านแล้วอาจจะมีความคิดอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่งอ่านแล้วอาจจะมีความคิดไปอีกอย่างหนึ่ง
แต่ละคนมีความคิดไปแต่ละอย่างเช่นนี้ นี่แหละจะทำให้โลกนี้เกิดนวัตกรรม
ภายในเล่มได้รวบรวมแก่นความคิดของผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตมาหลายคน
มีความคิดของ สตีฟ จ๊อบส์ จากแอปเปิล ความคิดของ รีสโต ซีลาสมา ประธานกรรมการบริษัทโนเกีย
หรือ จอห์น แชมเบอร์ส ซีอีโอบริษัท ซีสโก
หรือ อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า ชื่อเทสลา
รวมถึงความคิดของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ จากกลุ่มซีพี
นอกจากนี้ หนังสือเล่มเดียวกันยังแนะนำวิธีคิดและเทคนิคการบริหารเพื่อให้ได้มาซึ่ง “นวัตกรรม” ตลอดทั้งเล่ม
อาทิ คำว่า “อะไจล์” (Agile) ซึ่งเป็นหลักการในวงการ ดีไซน์ ธิงกิ้ง
หรือหลักการของ “หัวหน้าโจรสลัด” ที่ฟังๆ แล้วอาจจะดุเดือด แต่อ่านหลักคิดแล้วต้องบอกว่า ใช่เลย
หรือหลักการของญี่ปุ่น ชื่อ “โอโมเตะนาชิ” ที่เป็นเรื่องราวของการ “ใส่ใจ”
หลักการเหล่านี้มีคำอธิบายสั้นๆ เข้าใจได้ไม่ยาก
แถมยังมีเกร็ดน่าสนใจของธุรกิจสมัยใหม่ที่เป็นแนวทางให้เกิดความเข้าใจธุรกิจยุคอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลาซาด้า เทนเซ็น ดร็อปบอกซ์ แอปเปิล หรือการปรับตัวของโนเกีย
ภายในเล่มยังสอดแทรกหลักการบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชื่นชอบ เพราะได้ซึมซาบแนวทางสู่นวัตกรรม
ได้มองเห็นความสำคัญของคำว่า “ตรงประเด็น”
ยิ่งโลกยุคใหม่“ปลาเร็วกินปลาช้า” ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับ “ประเด็น”
ประเด็นของตัวเอง ประเด็นขององค์กร ประเด็นของลูกค้า
ประเด็นของอะไรก็ได้ที่จะทำ
เมื่อเข้าใจประเด็นก็ลงมือทำให้ตรงประเด็น
นอกจากนี้ หนังสือเล่มเดียวกันยังสามารถเก็บเอาบางถ้อยคำมาใช้
อาทิ คำว่า “อะไรที่วัดผลได้ก็สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้”
เมื่อวันนี้เราได้แค่หนึ่ง วันพรุ่งนี้เราสามารถทำได้สองก็ถือว่าเราพัฒนาขึ้นแล้ว
แม้ในโลกนี้จะมีอะไรต่อมิอะไรที่วัดผลได้ยาก แต่เมื่อใดที่วัดผลได้ เราก็มีหนทางพัฒนา
พัฒนาเชิงปริมาณ พัฒนาเชิงคุณภาพ
พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์กร พัฒนาประเทศ
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วได้ไอเดียแบบนี้ ไอเดียที่ได้อาจจะแตกต่างจากคนอื่น
แต่ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ
ความแตกต่างเป็นหนึ่งในหนทางของนวัตกรรม
ในสภาวะที่โควิดปิดล้อม การได้อ่านหนังสือ ทำให้ได้ไอเดียเจ๋งๆ
เป็นไอเดียที่จะนำไปสร้างนวัตกรรมขึ้นมาหลังจากโควิด-19 ผ่านพ้นไป