โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก "เบนโตะ" ของญี่ปุ่น ถึง "ปิ่นโต" ของไทยอาหารกับการเดินทาง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 เม.ย. 2565 เวลา 04.40 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2565 เวลา 04.39 น.

คำศัพท์ที่ไทยเรานำเข้ามาจากญี่ปุ่นนอกเหนือจากสุกียากิ คาราโอเกะ หรือบรรดายี่ห้อสินค้าต่างๆ อย่างฮอนด้า โตโยต้า แล้ว ยังมีคำญี่ปุ่นที่นำเข้ามานานจนฟังดูกลายเป็นไทยไปแล้วอย่างผ้าขาวม้า ซึ่งสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ฮะคะมะ” และคำว่าปิ่นโต ซึ่งน่าจะมาจากคำว่า“เบนโตะ”

แม้คำว่าปิ่นโตนี้จะสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากภาษาญี่ปุ่น แต่ใน “สัพะ พะจะนะ พาสาไท” พจนานุกรมสี่ภาษาของสังฆราชปาเลอกัวกลับให้ความหมายของปิ่นโตเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า “Chinese basket with three rows”๑ โดยไม่มีเค้าของญี่ปุ่นอยู่เลย

เบนโตะของญี่ปุ่นเข้ามาในสังคมแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาจนกลายสภาพเป็นปิ่นโตตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นโตกับชาวญี่ปุ่นที่เก่าที่สุด เห็นจะเป็นจารึกใต้ภาพเขียนคนญี่ปุ่นที่วัดโพธิ์ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัด โดยได้แต่งโคลงอธิบายภาพผู้คนจากดินแดนต่างๆ ไว้ทั้งหมด ๓๒ ภาพ

ในส่วนของภาพญี่ปุ่น ผู้แต่งได้กล่าวชื่นชมความสามารถในงานช่างของชาวญี่ปุ่นเอาไว้ ซึ่งงานช่างจากญี่ปุ่น อย่างเช่นดาบญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมของชนชั้นนำสยาม และเป็นสินค้าเข้าจากญี่ปุ่นที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งปิ่นโตที่ทำจากไม้เนื้อแข็งเขียนลายก็น่าจะถูกนำเข้ามาในลักษณะเดียวกัน ดังที่โคลงได้บรรยายความชื่นชมในงานช่างญี่ปุ่นไว้ว่า

๏ อยู่เกาะญี่ปุ่นเวิ้ง วงเขา

เขาย่อมเป็นช่างดี แปดด้าน

โดยต่ำแต่งตาวเงา งามปลาบ

สบสิ่งสินค้าป้าน ปิ่นโต๒

“เบนโตะ” กับการเดินทาง

ความหมายของคำว่าเบนโตะในภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ตรงกับปิ่นโตในภาษาไทยเสียทีเดียว โดยที่คำว่าเบนโตะนั้นไม่ได้หมายถึงภาชนะลักษณะเถาซ้อนกันหลายชั้น แต่หมายถึงอาหารที่จัดเตรียมไว้เพื่อพกพาไปกินในที่ต่างๆ

เบนโตะในช่วงแรกนั้นพัฒนามาจากการคดข้าวติดตัวไปกินระหว่างเดินทางหรือระหว่างไปทำงานนอกบ้าน โดยห่ออยู่ในใบไม้ เช่น ใบไผ่ และด้วยคุณสมบัติของข้าวญี่ปุ่นที่มีความเหนียวกว่าข้าวเจ้าซึ่งแพร่หลายอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของไทยทำให้ง่ายต่อการปั้นเป็นก้อนแล้วปรุงรสด้วยการห่อสาหร่ายหรือใส่ไส้ต่างๆ ซึ่งทำให้ทั้งอร่อยและสะดวกในการพกพา เช่นเดียวกับบ๊ะจ่างของจีน ข้าวต้มมัดหรือข้าวหลามของไทยที่ใช้ข้าวเหนียวในการปรุง

การพัฒนาวัสดุที่ใช้ห่อข้าวจากใบไม้มาเป็นกล่องไม้เนื้อแข็งเขียนลายนั้น สันนิษฐานว่าเริ่มขึ้นในสมัยโตกุกาวะหรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าสมัยเอโดะ (พ.ศ. ๒๑๔๕-๒๔๑๑)๓ เนื่องจากในสมัยโตกุกาวะชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นต้องเดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมืองต่างๆ อยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากระบบการควบคุมเจ้าเมืองหรือขุนนางตามหัวเมืองใหญ่ ที่กำหนดให้ต้องเดินทางเข้าไปอยู่ในเมืองเอโดะปีละประมาณ ๖ เดือนทุกปี และในช่วงที่ขุนนางผู้นั้นเดินทางกลับเมืองของตนก็ต้องส่งคนในครอบครัวเข้าไปอยู่ในเมืองเอโดะแทนในลักษณะเป็นตัวประกัน เพื่อป้องกันการเอาใจออกหากจากโชกุน ด้วยระบบดังกล่าวทำให้มีการเดินทางของชนชั้นปกครองตามเส้นทางต่างๆ ที่เชื่อมกับเมืองเอโดะอยู่เสมอๆ

จากระบบที่บังคับให้ชนชั้นปกครองหัวเมืองสำคัญต้องเดินทางเข้าเมืองเอโดะนี่เอง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมภายในของญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางหลักหรืออาจจะเรียกว่าทางหลวงอยู่ ๕ สาย ด้วยกัน คือโทไคโด (ถนนเลียบชายฝั่งทะเลเชื่อมเมืองเอโดะซึ่งเป็นที่อยู่ของโชกุนกับเมืองเกียวโตซึ่งเป็นที่อยู่ของจักรพรรดิ) นะคะเซนโด (เชื่อมเมืองเอโดะกับเกียวโตเช่นกัน แต่เป็นสายในที่ตัดผ่านภูเขา)โคะชูเซนโด (เชื่อมเมืองเอโดะไปโคฟุ) นิคโกะเซนโด (เชื่อมเมืองเอโดะกับเมืองนิกโกะซี่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้านิกโกของตระกูลโตกุกาวะ ลักษณะใกล้เคียงกับเส้นทางไปนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี) และโอะชูเซนโด (เชื่อมเมืองเอโดะกับเมืองชิรากาวะ)๔

ในแต่ละเส้นทางนั้นจะมีสถานีพักแรม เติมเสบียงหรือผลัดเปลี่ยนม้า ลูกหาบ เป็นระยะๆ ซึ่งจำนวนสถานีก็จะขึ้นอยู่กับระยะทางและความสำคัญของเส้นทางนั้นๆ โดยมีหมู่บ้านที่ถนนตัดผ่านจะเป็นผู้คอยจัดเตรียมอาหาร ม้า รวมทั้งลูกหาบให้กับบรรดาชนชั้นขุนนางซามูไรที่เดินทางผ่าน ซึ่งหมู่บ้านนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นการตอบแทน

ส่วนสามัญชนทั่วไปมีกฎห้ามเดินทางออกนอกเมืองยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองเสียก่อน นอกจากมีความจำเป็นจะต้องไปประกอบพิธีทางศาสนาหรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เท่านั้นจึงจะสามารถเดินทางออกนอกเมืองได้ ซึ่งการเดินทางของสามัญชนแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับด่านที่ต้องผ่านด้วย๕

“เอคิเบง” กับรถไฟหัวจรวด

ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า เบนโตะนั้นหมายถึงอาหารที่นำติดตัวไปกินนอกสถานที่ ซึ่งวัฒนธรรมลักษณะนี้ยังคงถือปฏิบัติกันเป็นธรรมดาของชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมญี่ปุ่นที่จะเห็นผู้จัดการบริษัทไล่ลงมาถึงพนักงานธรรมดานำกล่องข้าวที่เตรียมมาจากบ้านมานั่งทานตามสวนสาธารณะในช่วงพักกลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเตรียมเบนโตะให้ลูกเอาไปทานที่โรงเรียนนั้นถือเป็นหน้าที่สำคัญของคุณแม่ชาวญี่ปุ่น

เบนโตะนั้นแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามเกณฑ์ได้หลากหลายแบบ ทั้งที่แบ่งตามวัสดุที่นำมาปรุงอาหาร เช่น “กิวนิคุเบนโตะ” หรือข้าวกล่องที่ทำจากเนื้อวัว “ฮะนะมิเบนโตะ” ซึ่งหมายถึงข้าวกล่องที่นำไปกินในระหว่างการชมดอกไม้ และเบนโตะชนิดที่พัฒนาขึ้นมาใหม่พร้อมกับเทคโนโลยีการเดินทางด้วยรถไฟคือ “เอคิเบง” ที่แปลตรงตัวว่าข้าวกล่องสถานี

การสร้างทางรถไฟของญี่ปุ่นนั้นแทบจะเรียกได้ว่าพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆ กับไทยเลยทีเดียว โดยรัฐบาลเมจิของญี่ปุ่น (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๔) ได้มีมติให้สร้างทางรถไฟสายแรกเชื่อมเมืองโตเกียวและเกียวโตใน พ.ศ. ๒๔๑๒ แต่ที่สร้างเสร็จสายแรกและเปิดใช้งานก่อนใน พ.ศ. ๒๔๑๕ คือส่วนที่เชื่อมระหว่างเมืองโตเกียวกับเมืองท่าเรือสำคัญคือ โยโกฮามะ สองปีต่อมาเปิดสายโกเบ-โอซากะ อีกสองปีต่อมาคือสายโอซากะ-เกียวโตและสายเกียวโต-โกเบ ส่วนทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างโกเบท่าเรือสำคัญของภาคตะวันตก (คันไซ) เข้ากับเมืองโตเกียวของภาคตะวันออก (คันโต) ก็สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒๖ ซึ่งหมายถึงว่าในระยะเวลาประมาณสองทศวรรษญี่ปุ่นสามารถใช้ทางรถไฟเชื่อมเมืองท่าเรือสำคัญไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งทางรถไฟเหล่านี้เองได้กลายเป็นที่มาของข้าวกล่องสถานี

นับตั้งแต่ถนนหลวงทั้ง ๕ สายยังเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ร้านค้าหรือโรงแรมตามรายทางโดยเฉพาะเส้นทางสายโทไคโดก็เริ่มมีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและกลายเป็นจุดแวะให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาซื้อหาเป็นของฝาก ลักษณะดังกล่าวนี้สืบทอดมาถึงการคมนาคมใหม่อย่างรถไฟด้วย คำว่า “เอคิเบง”๗ หรือข้าวกล่องสถานีได้กลายมาเป็นสินค้าสำคัญที่แต่ละท้องถิ่นต้องนำมาประกวดประขันกัน โดยข้าวกล่องเหล่านี้จะจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงามตามธรรมเนียมอาหารญี่ปุ่นที่ลิ้มรสอาหารผ่านทั้งทางปากและตา โดยส่วนมากจะบรรจุอยู่ในกล่องโฟมหรือกล่องกระดาษเพื่อความสะดวกหลังรับประทานเสร็จ

ความสำคัญของเอคิเบงนี้ถึงขนาดที่กลายเป็นหนึ่งในสินค้าตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่นด้วย

ดังนั้นความสนุกสนานอย่างหนึ่งในการโดยสารรถไฟที่ญี่ปุ่นก็คือการได้ลองชิมเอคิเบงของสถานีที่ขึ้นชื่อนั่นเอง

จากเบนโตะถึงปิ่นโต

สำหรับภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารหรือที่เรียกกันว่า“เบนโตะบาโคะ” (กล่องเบนโตะ) มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากการเดินทางของชนชั้นปกครองในสมัยเอโดะที่ทำให้มีการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้บรรจุอาหารจากใบไม้ที่ใช้อย่างชั่วคราวมาเป็นภาชนะที่คงทนถาวร ซึ่งมีทั้งกล่องเบนโตะที่ทำจากไม้ไผ่สาน กระดาษ เซรามิก แต่ที่พบมากที่สุดคือกล่องเบนโตะที่ทำจากไม้เนื้อแข็งเขียนลายแล้วทาด้วยน้ำมันชักเงา เนื่องจากภูมิอากาศของญี่ปุ่นในรอบหนึ่งปีนั้นมีฤดูร้อนเพียงสามเดือนทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องอาหารเสีย ซึ่งในช่วงฤดูร้อนกล่องเบนโตะที่นิยมใช้ก็จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่ทำจากไม้ไผ่สานเพื่อช่วยในการระบายอากาศเพื่อยืดอายุของอาหาร

การใช้ไม้ไผ่มาสานเป็นภาชนะบรรจุอาหารสำหรับเดินทางเช่นนี้ ดูจะใกล้เคียงกับกระติบและแอบข้าวของทางภาคเหนือและอีสานของไทย

กล่องเบนโตะของญี่ปุ่นมีรูปพรรณสัณฐานแตกต่างกันไปทั้งทรงกลมและสี่เหลี่ยม โดยทั่วไปกล่องเบนโตะที่ใช้พกพาออกนอกสถานที่จะเป็นประเภทชั้นเดียว ส่วนที่ซ้อนกันหลายชั้นแบบปิ่นโตของไทยนั้นเรียกว่า “จูบาโคะ” ซึ่งจะใช้เฉพาะในงานเทศกาลพิเศษอย่างเช่นวันขึ้นปีใหม่เท่านั้น แต่ส่วนมากแล้วไม่มีหูคล้องสำหรับหิ้วแบบปิ่นโตของไทย

ลักษณะใกล้เคียงกับปิ่นโตของไทยเท่าที่ผู้เขียนค้นได้เป็นกล่องเบนโตะแบบชุดใหญ่สำหรับชนชั้นสูงใช้ในโอกาสเดินทางไปชมดอกไม้ โดยภายในกล่องจะบรรจุกล่องเบนโตะขนาดเล็กไว้หลายใบ

จนเมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศรับการเข้ามาของประเทศตะวันตกทำให้วัสดุที่นำมาทำกล่องเบนโตะเปลี่ยนแปลงไปโดยนิยมใช้โลหะมาทำกล่องเบนโตะมากขึ้น ดังนั้นภาพของทหารหรือลูกเสือญี่ปุ่นในช่วงต้นสมัยโชวะ (พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๕๓๒) ที่มีกล่องข้าวอะลูมิเนียมคาดที่เข็มขัดจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ซึ่งปิ่นโตของไทยที่ทำด้วยอะลูมิเนียมหรือเหล็กเคลือบอย่างที่เห็นในปัจจุบันก็น่าจะได้รับอิทธิพลในช่วงเวลาเดียวกันนี้

อย่างไรก็ตามจากวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปทำให้ภาพของกล่องเบนโตะไม้เขียนลายดูจะไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างการเดินทางอีกต่อไป ในปัจจุบันกล่องเบนโตะไม้เหลือให้เห็นเฉพาะในโรงแรม ร้านอาหารหรือในช่วงเทศกาลสำคัญเช่นปีใหม่เท่านั้น เช่นเดียวกับปิ่นโตของไทยที่นับวันดูจะมองหาได้ยากขึ้นในท้องถนน เนื่องจากมีกล่องโฟมและถุงพลาสติกเข้ามาแทนที่

ยกเว้นก็เพียงแต่ในวัดเท่านั้นที่ปิ่นโตได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องบริขารสำหรับพระสงฆ์บวชใหม่ไปแล้ว

เชิงอรรถ

  1. ปาเลอกัว, ชอง-บาตีสต์. สัพะ พะจะนะ พาสาไท. กรุงเทพฯ : สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๒. น. ๕๙๘.

  2. กาญจนาคพันธุ์. ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์. พระนครฯ : สาส์นสวรรค์, ๒๕๐๙. น.๕๐๖.

  3. โตกุกาวะ เป็นชื่อตระกูลโชกุนที่ปกครองรัฐบาลทหารแห่งเมืองเอโดะ (โตเกียว) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางอำนาจของญี่ปุ่นในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๑๔๕-๒๔๑๑

  4. ขอขอบคุณ ผศ. ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับภาพประกอบและข้อมูลบางส่วน

  5. Hirofumi Yamamoto. Technological Innovation and the Development of Transportation in Japan. Tokyo : United Nations University Press, 1993. p.1-4.

  6. lbid., p. 266-270.

  7. “เอคิ” หมายถึง สถานีรถไฟ ส่วน “เบง” ย่อมาจากเบนโตะ

  8. โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์นี้ริเริ่มโดยนายโมริฮิโกะ ฮิรามัสสึ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโอะอิตะ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในโอะอิตะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้กับหมู่บ้านของตนเอง ต่อมาแนวคิดนี้ได้แพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ทั้งจีน รัสเซีย ยุโรป รวมทั้งไทยด้วย ดวงใจ หล่อธนวณิชย์, “การจัดการการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น : ทิศทางจากภาครัฐและการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน” (รายงานการวิจัยเสนอในการสัมมนา “การเสนอผลงานวิจัยด้านภาษาญี่ปุ่นศึกษา จัดโดย เครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาแห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา เมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...