สลดชะตา "ม้าน้ำ" คนฮิตทำไวอากรา แฉไทยส่งออกอับดับ 1
ม้าน้ำถูกจับทำยาโด๊ป แฉไทยส่งออกอับดับ 1 สูญไปหลายสายพันธุ์
ม้าน้ำถูกจับทำยาโด๊ป– วันที่ 7 มิ.ย. ซีเอ็นเอ็น รายงานสถานการณ์ประชาการม้าน้ำที่มีจำนวนลดลง สวนทางกับความนิยมของคนฮ่องกง ในฐานะ “ไวอากรา” ตามธรรมชาติ หรือ ยาเพิ่มสมรรภาพทางเพศ ตามความเชื่อของการแพทย์แผนจีน
ซาราห์ ฟอสเตอร์ ผู้จัดการโครงการ โปรเจ็กต์ ซีฮอร์ส มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา กล่าวว่า จากงานวิเคราะห์ข้อมูลการค้าทั่วโลก ฮ่องกงเป็นประเทศที่มีการนำเข้าม้าน้ำราว 2 ใน 3 จากการนำเข้าทั้งหมดทั่วโลกระหว่างปี 2547-2560 ขณะที่กองทุนสัตว์ป่าโลกรายงานว่า ความนิยมนำม้านำมาใช้เป็นยารักษาโรคเป็นแรงผลักดันให้ยอดขายเพิ่มขึ้นในจีน ไต้หวัน และอินโดนีเซีย
ฟอสเตอร์กล่าวว่า มีการยึดม้าน้ำราว 37 ล้านตัว ทุกปี และการลักลอบยังมีอย่างมโหฬาร แม้ว่าหลายประเทศจะมีกฎระเบียบคุ้มครองม้าน้ำก็ตาม
งานวิจัยของ โปรเจ็กต์ ซีฮอร์ส ชี้ว่า ประชากรม้าน้ำอย่างน้อย 11 สายพันธุ์ ลดลงไปถึงร้อยละ 30-50 ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
ทำไมม้าน้ำนำมาใช้ในการแพทย์แผนจีน
หลี่ซิ่ง เหลา ผู้อำนวยการโรงเรียนการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า มีการกล่าวถึงม้าน้ำในตำรวจการแพทย์แผนจีนตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 700 แต่การใช้งานอาจย้อนไปมากกว่านั้น
“ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ม้าน้ำบำรุงและให้พลังงานร่างกายมากขึ้น ส่วนมากจะเป็นรูปแบบม้าน้ำอบแห้ง นำมาผสมกับสมุนไพรและต้มเป็นชา รักษาหอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย หย่อนสมรรถภาพ และหลั่งเร็ว”
เหลากล่าวด้วยว่า ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นใดที่บอกว่า ม้าน้ำสามารถบรรเทาหอบหืดหรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แลยังไม่มีการทดลองทางคลินิกใดๆ กับมนุษย์ด้วย
ฮ่องกง อดีตอาณานิคมของอังกฤษ สัมผัสทั้งการแพทย์แผนจีนและตะวันตก ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขฮ่องกงเมื่อปี 2560 ระบุว่า มีแพทย์แผนจีนขึ้นทะเบียนถึง 7,425 คน ขณะที่ราคาขายปลีกในเขตเชิงหว่านของฮ่องกงสูงถึงตัวละ 40 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 150 บาท) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชายอายุเกิน 50 ปี
ซุกกระเป๋าเดินทางลอบเข้าฮ่องกง
ม้าน้ำทุกสายพันธุ์ถูกจัดสัตว์คุ้มครองตาม อนุสัญญาด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ตั้งแต่ปี 2545 สามารถส่งออกม้าน้ำได้หากได้จากแหล่งถูกกฎหมายและมีเอกสารพิสูจน์
บางประเทศอย่างไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็ห้ามส่งออกม้าน้ำ แต่มาตรการห้ามเหล่านี้ไม่สามารถรักษาจำนวนประชากรม้าน้ำได้ แต่กลับทำให้ตลาดมืดเกิดขึ้นมา
จากข้อมูลงานวิจัยของฟอสเตอร์ พนักงานสอบสวนผู้ลักลอบค้าม้าน้ำ 220 ราย ถึงแหล่งที่มาของม้าน้ำระหว่างปี 2559-2560 พบว่า ร้อยละ 95 นำเข้าจากบรรดาประเทศที่มีการห้ามส่งออก โดยไทยเป็นผู้เพาะเลี้ยงส่งออกม้าน้ำอันดับ 1 ไปร้านขายยาแผนจีนของฮ่องกง ถึงแม้ว่าไทยจะห้ามส่งออกม้าน้ำอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2559
ม้าน้ำอบแห้งซึ่งมีขนาดเล็กและไม่เน่าเสียง่ายต่อการลักลอบข้ามชายแดนฮ่องกง บางครั้งปะปนกับอาหารทะเลอบแห้งชนิดอื่นๆ ผู้ลักลอบค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่านำม้าน้ำอบแห้งใส่กระเป๋าเดินทางเข้ามาฮ่องกง จึงเป็นเรื่องยากที่จะติดตาม ตรวจสอบ และแก้ปัญหา
ด้านบรรดาร้านขายยาแผนจีนในเขตเชิงหว่านไม่ได้ละเมิดกฎหมายการขายม้าน้ำ กระทรวงเกษตร ประมง และอนุรักษ์ ของฮ่องกง ระบุว่า มาตรการ CITES อนุรักษ์ม้าน้ำ กำหนดมาเพื่อควบคุมการนำเข้าและส่งออก แต่ฮ่องกงไม่ได้ห้ามการซื้อขายม้าน้ำภายในฮ่องกง
กระทรวงเกษตรพยายามสกัดกั้นการนำเข้าม้าน้ำอย่างผิดกฎหมายมาตลอด ในปี 2561 ทางการยึดม้าน้ำอบแห้งราว 175,000 ตัว น้ำหนักรวม 470 กิโลกรัม สำหรับโทษหนักสุดคือจำคุก 4 เดือน
ฟอสเตอร์กล่าวว่า ตลาดการแพทย์แผนจีนอาจเพิ่มความต้องการม้าน้ำ แต่หากสามารถยับยั้งการค้าได้ ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการอนุรักษ์ประชากรม้าน้ำ เนื่องจากปัญหารากลึกมิใช่การแพทย์แผนจีน แต่เป็นอุตสาหกรรมประมง
พร้อมอธิบายว่า ปกติแล้ว เรือหาปลาไม่ได้สนใจจับม้าน้ำเนื่องจากเป็นสัตว์ค่อนข้างหายากในน้ำ แต่เพราะใช้อุปกรณ์จับปลาผิดประเภทอย่าง อวนลาก ทำให้สัตว์น้ำทุกชนิดติดเข้ามา ซึ่งนิยมใช้อย่างกว้างขวางในแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งภูมิภาคหลังสุดเป็นแหล่งชุกชุมของม้าน้ำ