โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เธอยังจำความรู้สึกนั้นได้ไหม ? “oto-tetsu” ศิลปะแห่งการจับเสียงรถไฟมาใส่ดนตรี

BT Beartai

อัพเดต 10 มิ.ย. 2562 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 10.49 น.
เธอยังจำความรู้สึกนั้นได้ไหม ? “oto-tetsu” ศิลปะแห่งการจับเสียงรถไฟมาใส่ดนตรี

“ในยามใดที่เราได้ยินเสียงหวูดรถไฟ เสียงเคลื่อนมาบนรางสู่สถานี หรือยามที่มันเคลื่อนตัวออกไป  เสียงเบรกรถ ประตูเปิด-ปิด เสียง “ฉึก-ฉัก ฉึก-ฉัก”  แม้กระทั่งเสียงผู้คนที่ผ่านไปมา หรือเสียงประกาศในสถานี มันต่างเป็นเสียงที่นำพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่สำคัญในอดีตของเรา พาเรากลับไปยังความทรงจำอันงดงาม เจ็บปวด และติดตรึงใจเหล่านั้น”

5 Centimeters Per Second

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความผูกพันและคลั่งไคล้ใหลหลงในรถไฟมากเป็นพิเศษ  อาจจะเป็นด้วยเพราะคนญี่ปุ่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับรถไฟมานาน และดูเหมือนว่ามันจะเป็นช่องทางการคมนาคมหลักของคนญี่ปุ่น

หลายครั้งเรามักจะพบว่ารถไฟเป็นส่วนประกอบสำคัญในภาพยนตร์หรือแอนิเมชั่นญี่ปุ่น เชื่อว่ากว่า 50% ของหนังและการ์ตูนญี่ปุ่นที่เราเคยดูจะต้องมีฉากทีเกี่ยวข้องกับรถไฟอยู่ในนั้น ลองยกตัวอย่างง่ายๆเช่น  5 Centimeters Per Second หรือยามซากุระร่วงโรยของชินไค มาโคโตะ ( ผู้สร้างแอนิเมชั่นเรื่อง Your Name) ที่มาพร้อมกับห้วงอารมณ์อันโรแมนติคที่แสนเปลี่ยวเหงา ราวกับเป็นหว่องกาไวเวอร์ชั่นแอนิเมชั่น การเดินทางด้วยรถไฟ รางรถไฟ และที่กั้นรถไฟ คือส่วนประกอบสำคัญของแอนิเมชั่นเรื่องนี้มากๆ ลองนึกดูถ้าหากนิเมชั่นเรื่องนี้ขาดฉากที่เกี่ยวข้องกับรถไฟไปแล้ว ดูเหมือนว่าความรู้สึกอุ่นเศร้าที่เรามีต่อแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงจะมลายหายสิ้นไปทันที

5 Centimeters Per Second

 

5 Centimeters Per Second

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกอาทิเช่นSpirited Away , Hana and Alice, The Case of hana & Alice และอีกมากมาย ภาพจำในหนังแบบว่าพระเอก/นางเอกกำลังวิ่งตามคนรักที่นั่งอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนออกจากชานชาลา หรือภาพการร่ำลากันก่อนที่ประตูรถไฟจะปิดนี่เป็นอะไรที่แว้บขึ้นมาทันทีเลยเมื่อนึกถึงรถไฟในหนังญี่ปุ่น

Hana & Alice

The Case of Hana & Alice

Spirited Away

สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว (หรือคนชาติอื่นก็น่าจะเหมือนกันนะ) รถไฟดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผูกโยงกับความรู้สึกโหยหาอดีต (Nostalgia) อาจจะด้วยว่ามันคือสิ่งที่เกี่ยวโยงกับการเดินทาง และการเดินทางเป็นสิ่งที่มีการมา-การไป เริ่มต้น-สิ้นสุด พบ-พราก จากลา  ในยามใดที่เราได้ยินเสียงหวูดรถไฟ เสียงเคลื่อนมาบนรางสู่สถานี หรือยามที่มันเคลื่อนตัวออกไป (เป็นความรู้สึกที่ใช้ได้ทั้งรถไฟแบบธรรมดาและรถไฟฟ้า) เสียงเบรกรถ ประตูเปิด-ปิด เสียง “ฉึก-ฉัก ฉึก-ฉัก”  แม้กระทั่งเสียงผู้คนที่ผ่านไปมา หรือเสียงประกาศในสถานี มันต่างเป็นเสียงที่นำพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่สำคัญในอดีตของเรา พาเรากลับไปยังความทรงจำอันงดงาม เจ็บปวด และติดตรึงใจเหล่านั้น

“มันคือเสียงแห่ง  “ท่วงทำนองของ “hassha” (การออกเดินทาง)”  ที่ขับกล่อมเราให้เศร้า สุข คิดถึง และระบายความรู้สึกที่ฝังตรึงไว้ในใจให้หลั่งไหลออกมา”

ในประเทศญี่ปุ่นมีกลุ่มคนที่รักในรถไฟและเสียงรถไฟ ได้รวมกลุ่มกันและสร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่า “oto-tetsu” ขึ้นมาโดยเกิดจากการรวมคำสองคำ คือoto ที่แปลว่า “เสียง” และ tetsudō ที่แปลว่า “ทางรถไฟ”** ซึ่งเป็นการนำเอาเสียงที่บันทึกจากรถไฟทั้งตอนที่มันเคลื่อนไหวและเสียงจากในสถานี จับมาใส่จังหวะและท่วงทำนองให้กลายเป็นบทเพลงแห่งรถไฟ

“ในตอนที่ผมขึ้นรถไฟ มันเป็นความรู้สึกที่รื่นรมย์มากที่รถไฟคันโปรดของเรา จะพาเราไปยังที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน”

อิคาเมชิ (นามสมมติ) หนึ่งในกลุ่มผู้สร้าง โอโตเท็ตสึ ได้เล่าถึงความรู้สึกประทับใจในรถไฟให้ฟัง

“มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณถูกดึงดูดจากคนที่คุณรักและพยายามวิ่งพุ่งเข้าไปหาพวกเขา”

บทเพลง โอโตเท็ตสึ จำนวนมากที่อิคาเมชิได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกแบบเดียวกันกับในเวลาที่คุณกำลังเริ่มตกหลุมรักใครสักคน ด้วยบีทที่รุกเร้าและกระชับ ความเร็วของเพลงที่มากกว่า 160 บีทต่อนาที เสียงที่เก็บมาจากรถไฟตอนกำลังวิ่งและจากในสถานีต่างถูกนำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันจนออกมาเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ เป็นเสียงที่ให้ภาพพจน์และความรู้สึกจากประสบการณ์ที่เรามีร่วมกับรถไฟ

[บทเพลง Kushinai Zone プロトタイプ โดย อิคาเมชิ]

“ในการเก็บเสียงรถไฟ คุณจะต้องเอาเทปแปะไมค์ไว้ที่ลำโพงในรถไฟ”

อิคาเมชิ เล่าถึงกรรมวิธีในการเก็บเสียงรถไฟ

“ต่อไมค์เข้ากับเครื่องบันทึกเสียง เก็บมันไว้ในกระเป๋าเป้ของคุณ และคอยระวังว่าเราจะไม่ไปรบกวนการทำงานใดๆในรถไฟ และหลังจากลงรถไฟที่สถานี เราก็มาเก็บเสียงประกาศที่ดังออกมาผ่านลำโพงในสถานีต่อ หลังจากนั้นเราก็ถ่ายภาพขบวนรถไฟที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากสถานี  เป็นการสิ้นสุดทริป จากนั้นก็แค่กลับบ้านและก็เปิดคอมพิวเตอร์ซ

ดูมีความเป็นขั้นตอนและระบบระเบียบ ราวกับการเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารอันเลิศรส

The Case of Hana & Alice

ชิราคาบะ (นามสมมติอีกเช่นเคย) เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์ โอโตเท็ตสึ เขาเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบในเพลงประกอบเกมที่มีความเร็ว เร้าใจ เช่นเพลงประกอบเกม “จูบีท” เกมอาร์เขตจากค่ายโคนามิที่เล่นกับบีทดนตรี ชิราคาบะใช้ “Reaper” ซึ่งเป็น DAW (ดิจิทัล ออดิโอ เวิร์คสเตชั่น – โปรแกรมที่ไว้ใช้ทำเพลงนั่นเอง) ที่ใช้งานง่าย มาใช้ทำโอโตเท็ตสึ เพื่อทำการแม็ตช์เสียงที่เก็บมาจากรถไฟและในสถานีให้เข้ากันกับบีทเพลงที่เตรียมไว้ นอกจากนี้ชิราคาบะยังเติมบีทพิเศษที่เกิดจากการเอาเสียงเปิดปิดประตูรถไฟมาใส่เป็นบีทกลองที่เรียกว่า “door drum” ด้วย

เกม “จูบีท”

 

[บทเพลง テレホタイム – JYいんさいど – โดย ชิราคาบะ]

ดูเหมือนว่าความรักที่มีต่อรถไฟ กับท่วงทำนองอันเปี่ยมไปด้วยสีสันของโอโตเท็ตสึนั้นจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเร้าให้กลุ่มคนรักรถไฟอยากลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้มากๆ อิคาเมชิ ก็เป็นคนหนึ่งที่จริงๆแล้วเรียกว่าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำเพลงมาก่อนที่จะลงมือทำโอโตเท็ตสึ ความรู้สึกมันบอกเองว่าควรจะใส่ท่วงทำนองที่รวดเร็วเหตุก็เพราะว่า “มันให้ความรู้สึกของการวิ่ง”

“เหตุผลมีสองอย่างครับ หนึ่งก็คือผมอยากจะถ่ายทอดความเร็วของรถไฟและอีกเหตุผลก็คือผมชอบเพลงจังหวะเร็วๆครับ”

อิคาเมชิ ผู้มีถิ่นเกิดอยู่ที่ฮาโกดาเตะ ชื่นชอบในรถไฟมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ การที่เขาได้มาทำเพลงจากเสียงของรถไฟนี้ เขาบอกว่าต้องขอบคุณอัลกอริธึ่มของยูทูบ

“ผมชอบดูภาพรถไฟในยูทูบมากๆเลยครับ  จนวันหนึ่งก็มีวีดิโอพวก ‘tetsudō  MAD ( ย่อมาจาก Music Anime Douga ,Douga ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า Video) [หมายเหตุ : เป็นภาพของรถไฟที่นำมาตัดต่อประกอบดนตรีที่เร้าใจ ดังเช่นในตัวอย่างด้านล่างนี้) แนะนำในช่องวีดิโอที่เกี่ยวข้อง ผมก็เลยลองดูและจากนั้นผมก็รู้สึกจนอยากทำอะไรแบบนี้ขึ้นมา และนับจากวันนั้นผมก็เดินหน้าอย่างเดียวเลย”

ส่วนชิราคาบะซึ่งตอนนี้ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายอยู่ ก็เข้ามาสู่วงการนี้ด้วยตัวเอง ด้วยความที่เป็นคนชอบในเสียงเครื่องยนตร์กลไกของรถไฟ เมื่อสองปีก่อนเขาก็เลยลองสร้างเพลงขึ้นมาเองจากอิทธิพลที่ได้รับจากเหล่าผู้สร้างสรรค์เพลงแนวโอโตเท็ตสึทั้งหลาย ซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ใน Niconico (เว็บแชร์วีดิโอของญี่ปุ่น) โดยที่ไม่มีทางรู้เลยว่าใครคือผู้บุกเบิกและเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ชิราคาบะบอกว่า จะมีวีดิโอตัวหนึ่งทีมียอดวิวสูงที่สุด ซึ่งโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคมปี 2008 พวกเขาเลยกำหนดให้ทุกๆวันนี้ของปีเป็นวัน “Post Festival” ที่กลุ่มคนทำโอโตเท็ตสึและผู้รักรถไฟจะมารวมตัวกัน

“พวกเรามีการแลกเปลี่ยนกัน เช่นมาร่วมงานกันหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องต่างๆ”

อิคาเมชิก็ได้เสริมในประเด็นนี้ว่าการที่กลุ่มผู้สร้างมารวมตัวกัน หรือไปถ่ายภาพรถไฟด้วยกันมันทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

[บทเพลง CENter!! #完成 โดย ชิราคาบะ]

หัวใจสำคัญในการทำงานโอโตเท็ตสึสำหรับผู้สร้างสรรค์ทั้งหลายนั้นคือ “ความรัก” ไม่ว่าจะเป็นรักในรถไฟ รักในการทำเพลงเกี่ยวกับรถไฟ พวกเขาต่างรู้ดีว่า พวกเขาไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงแต่อย่างใด เพราะการได้ทำในสิ่งที่รักมันได้เติมเต็มตัวมันเองอยู่แล้ว

อิคาเมชิ มักเดินทางไปยังเมืองที่รถไฟผ่านในอนิเมะ สถานีต่างๆ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับรถไฟที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น นอกจากนี้เขายังเลือกที่จะเดินทางไปเยี่ยมเยียนกลุ่มเพื่อนเก่าด้วยการใช้เวลานานๆนั่งไปรถไฟท้องถิ่น

เขาได้เล่าถึงจุดจุดหนึ่งที่ชอบไปยืนในสถานีรถไฟท้องถิ่น ตรงจุดที่ประตูรถไฟค่อยๆปิดลง

“ รถไฟขบวนนี้ไม่ได้ให้บริการมาเป็นเวลาสามปีแล้วครับ แต่ทุกครั้งเวลาที่ผมได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้ ผมจะหวนกลับไปคิดถึงช่วงเวลาที่ผมได้ขึ้นไปบนรถไฟขบวนนี้ทุกครั้ง และมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมจะได้ขึ้นไปบนนั้นอีก”

ไม่รู้ว่าในบ้านเราจะมีกลุ่มคนที่รักในรถไฟและจับเสียงบรรยากาศจากรถไฟและในสถานีมาใส่ในท่วงทำนองของดนตรีบ้างรึเปล่า อยากรู้เหมือนกันนะครับว่า“เสียงของรถไฟไทย” นั้นจะเป็นอย่างไรและให้ความรู้สึกเช่นไร หากใครไปเจอเพลงแบบนี้ที่คนไทยเราทำ หรือมีใครลองทำเพลงของตัวเองขึ้นมา ก็ฝากมาแชร์ให้ฟังกันด้วยนะครับ

Hana & Alice

 

Source

https://www.japantimes.co.jp/culture/2019/05/28/music/aboard-art-sampling-japans-railways/#.XP4X2NMzZdg

แชร์โพสนี้

เธอยังจำความรู้สึกนั้นได้ไหม ? “oto-tetsu” ศิลปะแห่งการจับเสียงรถไฟมาใส่ดนตรี
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...