สกู๊ปหน้า 1 : ส่องสุสาน "หินใหม่" พลิกประวัติศาสตร์อ่างทอง
ส่องสุสาน “หินใหม่” พลิกประวัติศาสตร์อ่างทอง
ไม่ใช่ขุมทรัพย์จำพวกเพชรนิลจินดาที่มีราคาในท้องตลาด หากแต่เป็นการค้นพบครั้งสำคัญของวงการโบราณคดีไทยชนิดต้องเกาะขอบหลุมขุดค้นซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นเร็วๆ นี้บนที่นา ไร่อ้อย และที่ทำการ อบต.ตำบลสีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง หลังคณาจารย์ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี ทั้งจากสำนักท่าช้างและท่าพระจันทร์ ผนึกกำลังลงพื้นที่
หลังทราบเบาะแสการพบโบราณวัตถุมากมายในที่ดิน 17 ไร่ 2 งาน ของชาวบ้านรายหนึ่ง อาทิ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์, ภาชนะดินเผารูปแบบต่างๆ, หินดุ สำหรับทำภาชนะดินเผา, เครื่องมือหินขัด, ชิ้นส่วนเครื่องมือสัมฤทธิ์, ลูกปัดทำจากกระดูกปลาขนาดใหญ่ เป็นต้น
ฟังดูแล้วอาจเกิดคำถามว่า ข้าวของเหล่านี้ก็เคยพบตามแหล่งโบราณคดียุคหินใหม่หลายแห่งในราชอาณาจักรไทย เหตุใดสุสานแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งที่ถูกให้ความสำคัญชนิดกาดอกจัน 3 ดอก
รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ผู้นำทีมลงพื้นที่ เฉลยว่า จากการสำรวจสภาพพื้นที่เบื้องต้นและพิจารณาโบราณวัตถุที่พบ บ่งชี้ว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ รวมถึงอาจเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี ตรงกับยุคหินใหม่ เทียบเคียงกับแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร จ.สุพรรณบุรี และแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ดังนั้น เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญสำหรับชาวอ่างทอง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน
“ที่นี่อาจเป็นหัวใจระหว่างพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างลพบุรี สุพรรณบุรี ซึ่งมีชุมชนสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประวัติศาสตร์อ่างทองย้อนกลับไปก่อนยุคอยุธยา นี่คือเหตุผลว่าทำไมแหล่งนี้จึงสำคัญมากๆ ของที่เจอ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากกระดูกสัตว์และสัมฤทธิ์ ชี้ว่าอย่างน้อยที่นี่มี 2 สมัย คือ สมัยหินใหม่และสัมฤทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยพบในพื้นที่แถบนี้มาก่อน เมืองโบราณใกล้สุดของแถบนี้คือเมืองโบราณคูเมือง ที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นเมืองสมัยทวารวดี โดยชั้นล่างสุดเป็นสมัยหินใหม่ เพราะฉะนั้น หากมีการสำรวจเพิ่มเติม แถวนี้อาจมีชุมชนโบราณอีกมาก” รศ.ดร.รัศมีกล่าว
ดี
สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.สุรพล นาถะพินธุ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญยุคก่อนประวัติ ศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งมองว่าการพบแหล่งโบราณคดีนี้คือข้อมูลใหม่ที่สำคัญมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาก่อน
“เป็นข้อมูลใหม่ที่สำคัญมากๆ ซึ่งชี้ความเป็นไปได้ว่าพื้นที่ส่วนนี้ของภาคกลาง น่าจะยังมีชุมชนโบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่อีก ย่านอ่างทอง เราไม่เคยมีข้อมูลด้านก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน โบราณวัตถุบางอย่างเหมือนที่พบในลพบุรี นครสวรรค์ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมในพื้นที่แถบนี้ส่วนหนึ่งกับชุมชนสมัยเดียวกันที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และจากที่อ่านข่าวมีนักวิชาการหลายคนบอกว่าโบราณวัตถุหลายอย่างเหมือนที่พบในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะฉะนั้น นี่อาจเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้หลักฐานชัดเจนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อไม่ต่ำกว่า 3,000 ปีมาแล้วด้วย” รศ.สุรพลกล่าว
นอกจากประเด็นความสำคัญของแหล่งนี้ในแง่การพบ “ครั้งแรก” ของทั้ง จ.อ่างทอง และทั้งการเป็นแหล่งยุคหินใหม่ซึ่งพบใน “ที่ราบ” เป็นครั้งแรก ยังเกิดประเด็นถกเถียงเรื่องแนวชายฝั่งทะเล ซึ่ง ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ยืนยันว่าที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีดังกล่าวอยู่เหนือระดับน้ำทะเลโบราณ ไม่ขัดแย้งกับผลการศึกษาล่าสุดของตนซึ่งบ่งชี้ว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นคือระหว่าง 3,000-4,000 ปี แนวชายฝั่งทะเลอยู่ในบริเวณ จ.นนทบุรี
ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือการตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากโดยปกติ แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ถูกพบบริเวณถ้ำหรืออิงกับเพิงผา ไม่เคยพบในที่ราบเช่นนี้ จึงควรศึกษาต่อไปถึงภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการตั้นถิ่นฐานบนที่ราบของมนุษย์ในยุคหินใหม่ รวมถึงสำรวจเพิ่มเติมว่ามีแหล่งโบราณคดีแห่งอื่นๆ บริเวณใกล้เคียงที่มีลักษณะเดียวกันหรือไม่
หันมาดูหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรสั่งการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา สำรวจและเขียนรายงาน ซึ่ง จารึก วิไลแเก้วผอ.สำนักฯ ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านและฝ่ายปกครองท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อย โดยวางแผนทำผัง และขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อการทำนาของชาวบ้าน นอกจากนี้ จะขออนุญาตขุดในที่ดินซึ่งเป็นที่ทำการ อบต.และไร่อ้อยข้างๆ ซึ่งถูกรบกวนน้อยกว่าที่ดินซึ่งถูกขุดหน้าดินไปขาย และปรับพื้นที่รอทำนา
ผอ.สำนักศิลปากรที่ 3 ยังตั้งข้อสังเกตว่าโบราณวัตถุสำคัญที่พบคือ ชิ้นส่วนหม้อสามขา ซึ่งคล้ายคลึงกับที่พบในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร และหนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี แต่มีลักษณะต่างจากหม้อสามขาที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี นอกจากนี้ ยังมีขวานหินขัดแบบมีบ่า และชิ้นส่วนฉมวกและใบหอกที่ทำจากกระดูกสัตว์รวมถึงสัมฤทธิ์ ซึ่งพิจารณาแล้วมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมหม้อสามขานี้ยังพบทางภาคใต้ของไทยลงไปจนถึงรัฐสลังงอร์ และเคดาห์ สหพันธรัฐมาเลเซียอีกด้วย
ไม่เพียงความตื่นตัวในแวดวงวิชาการ หากแต่ในพื้นที่ก็ตระหนักถึงความสำคัญ
พงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นผู้นำคณาจารย์ลงพื้นที่ด้วยตนเองตั้งแต่ครั้งแรก บอกว่า ตนในฐานะรองผู้ว่าฯ และคณะพร้อมให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวก
“ทางจังหวัดพร้อมทำงานร่วมกันและหาแนวทางร่วมมือในการพัฒนาในอนาคต เพื่อเป็นประโยชน์ต่อลูกหลาน” รองผู้ว่าฯอ่างทองย้ำ
ปิดท้ายที่ความเห็นน่าสนใจของ ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณาจารย์ที่ลงพื้นที่สำรวจ ซึ่งกระตุ้นเตือนในประเด็นต้องรับฟังอย่างความคาดหวังและการทำงานระยะยาว
“ปัญหาของแหล่งโบราณคดีแทบทุกแห่งคือการพัฒนาระยะยาว เพราะเมื่อขุดค้นแล้วเจอโบราณวัตถุก็ได้รับความสนใจพักหนึ่ง หลังจากนั้น เรื่องการสนับสนุนมักมีปัญหา ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ทางจังหวัดและชุมชนร่วมกันสนับสนุนระยะยาว
บางครั้งมักคาดหวังกันว่าขุดแล้วจะเจอของที่น่าตื่นเต้น เจอโครงกระดูกเยอะๆ หรือโบราณวัตถุที่ดูประหลาด แต่จริงๆ แล้วอาจต้องมาร่วมกันคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเจอโบราณวัตถุที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ และจะทำอย่างไรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาว เท่าที่ลงพื้นที่ เห็นว่าชุมชนมีความเข้มแข็ง หน่วยงานราชการท้องถิ่นตื่นตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง” อาจารย์รั้วแม่โดมสรุป
นับเป็นอีกหนึ่งการค้นพบใหม่ที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดทั้งแง่การแปลความทางโบราณคดีไปจนถึงการบริหารจัดการในอนาคตทั้งใกล้และไกล