เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์โยงหญิงชาวจีนหายตัว หลังพบศพบริเวณป่าริมทาง
สำนักข่าวไทย Online
อัพเดต 15 ก.ค. 2567 เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2567 เวลา 01.56 น. • สำนักข่าวไทย อสมท15 ก.ค. – เร่งตรวจอัตลักษณ์ศพที่พบบริเวณป่ารกร้างริมทางใน จ.ฉะเชิงเทรา ว่าใช่ศพหญิงชาวจีนที่หายตัวไปหรือไม่ คาดใช้เวลา 1 สัปดาห์
ความคืบหน้ากรณี น.ส.เหยียน นักศึกษาชาวจีน ดาวติ๊กต็อก วัย 38 ปี หายตัวตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา และพบว่าผู้ที่อยู่กับ น.ส.เหยียน คนสุดท้ายคือ นายชิงหยาน ชาวจีน กล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ตั้งแต่ขับรถเช่ามารับ น.ส.เหยียน แล้วเดินทางไปพื้นที่เป้าหมายต่างๆ รวม 12 จุด มี 1 จุด ในพื้นที่ป่าหญ้ารกร้าง เป็นช่วงทางโค้ง หมู่ 2 ต.บางพระ อ.เมือง ฉะเชิงเทรา และเป็นจุดที่พบศพ น.ส.เหยียน
โดยร่าง น.ส.เหยียน ถูกใส่ไว้ในถุงดำ 2 ถุง ทิ้งอยู่ข้างทาง มีเศษดิน เศษกระเบื้อง ยัดไว้จนแน่นถุง เมื่อเจ้าหน้าที่ขุดกองเศษกระเบื้องลึกประมาณ 20 เซนติเมตร พบผ้าใบสีฟ้า พอเปิดออกพบร่าง น.ส.เหยียน จมอยู่ในน้ำ สภาพเน่าเปื่อย คาดฝังไว้นานกว่า 10 วัน ที่น่าแปลกใจคือพบก้อนซิลิโคน 1 ก้อน อยู่ภายในน้ำ ส่วนซิลิโคนอีกก้อนยังคงติดอยู่กับหน้าอกฝั่งซ้าย
ส่วนผู้ต้องสงสัยพบมีการเดินทางออกนอกประเทศไปยังฮ่องกง จากนั้นไปต่อเครื่องที่มาเก๊า โดยพบข้อมูลการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือของน.ส.เหยียน ตั้งแต่วันที่ 4-6 ก.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะประสานกับ ตม. และสถานทูต เพื่อติดตามตัวมาสอบปากคำ ตำรวจเชื่อว่าทั้ง 2 คน รู้จักกันมาก่อน เพราะมีการมารับและเข้าที่พักไปด้วยกัน จนกระทั่งเพื่อนไม่สามารถติดต่อฝ่ายหญิงได้
ตำรวจพบหลักฐานต่อมาหลังฝ่ายผู้ต้องสงสัยขับรถออกจากจุดเกิดเหตุที่ จ.ฉะเชิงเทรา ระหว่างทางชะลอรถจอดเป็นระยะ โดยบางจุดก็จอดนิ่ง แต่ยังอยู่ในรถ และบางจุดลงจากรถ รวม 12 จุด กระทั่งเจ้าหน้าที่แกะรอยมาเจอกระเป๋าถูกเผา ลักษณะเป็นที่รกร้างและมีบ่อน้ำ จุดนี้ผู้ต้องสงสัยลงจากรถและหายไปราว 1 ชั่วโมง 5 นาที ก่อนจะกลับมาที่รถ และขับรถออกจากจุดสุดท้าย ในวันที่ 2 ก.ค. เวลาประมาณเกือบ 05.00 น. ไปเช่าห้องพักย่านศรีนครินทร์ ก่อนจะนำรถไปคืน
ที่สำคัญอีกจุดคือ ที่พักย่านศรีนครินทร์ พบคราบเลือดที่อ่างล้างหน้า ตรวจรถเช่าพบคราบเลือดในรถทั้งพื้นที่นั่งคนขับ เบาะหลัง ข้างประตู และกระโปรงรถ
ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เผยความคืบหน้าการตรวจชันสูตรร่างของสาวชาวจีน ว่าตอนนี้สิ่งที่ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ต้องการได้รับการยืนยันคือศพที่พบที่ฉะเชิงเทรา ใช่ น.ส.เหยียน จริงหรือไม่
วานนี้ (14 ก.ค. 67) พล.ต.ต.สุพิไชย ลิ้มศิวะวงศ์ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า เบื้องต้นร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนสภาพรุนแรง ชิ้นเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนหลายส่วนเสียหาย คาดว่าไม่สามารถนำมาใช้ในการตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ แต่แพทย์ผู้ชันสูตรได้เก็บเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อต้นขาไปตรวจสอบก่อน พร้อมเก็บตัวอย่างกระดูกต้นขา นำไปใช้ในการสกัดหาดีเอ็นเอ เพื่อใช้ในการเทียบเคียงกับดีเอ็นเอครอบครัวผู้เสียชีวิต คาดว่าใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดคือ 1 สัปดาห์
เบื้องต้นแพทย์นิติเวชยังพบร่องรอยการศัลยกรรมหน้าและหน้าอก จึงนำชิ้นส่วนศัลยกรรมไปตรวจสอบอีกทางหนึ่ง หากพบรหัสหรือชนิดของซิลิโคน อาจสามารถขยายผลไปถึงคลินิกและประวัติของผู้ทำศัลยกรรมได้ ซึ่งการตรวจสอบชิ้นส่วนศัลยกรรมนี้คาดว่าจะใช้เวลาตรวจเร็วกว่าการสกัดดีเอ็นเอจากกระดูก และหากพนักงานสอบสวนมองว่าจำเป็นต้องนำไปใช้ประกอบสำนวนการออกหมายจับก็สามารถนำไปใช้เบื้องต้นได้ก่อน
อย่างไรก็ตาม สถาบันนิติเวชวิทยายังไม่ได้รับการติดต่อจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อนำดีเอ็นเอของครอบครัวมาเทียบเคียงกัน คาดว่าอาจจะเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนแล้วจึงจะมีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอส่งมาเทียบเคียงที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ อีกครั้ง
ขณะที่วานนี้ (14 ก.ค.) พ่อของสาวชาวจีน พร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตจีน เดินทางมาเพื่อเข้าพบกับ พ.ต.อ.จิรพัฒน์ พรหมสิทธิการ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 และ พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผู้กำกับการ สน.บางรัก เพื่อขอทราบรายละเอียดและแนวทางการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่สถานทูตจีน ยื่นคำร้องขอให้ตำรวจไทยเร่งสรุปสำนวนคดีและทำหนังสือถึงทางการจีน เพื่อให้ทางการจีนร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวนเอาผิดนายชิงเหยียน ผู้ต้องสงสัย ฐานฆาตกรรมชาวจีนด้วยกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ครอบครัวได้ใบแจ้งความกับตำรวจจีนแล้ว แต่ตำรวจจีนยังไม่รับแจ้งความ ดังนั้น หลังจากตำรวจไทยพิสูจน์ทราบยืนยันดีเอ็นเอผู้เสียชีวิตแล้วจะขอหมายจับผู้ต้องสงสัย และทำหนังสือรายงานเป็นหลักฐานไปยังสถานทูตจีน จากนั้นสถานทูตจีนจะประสานกับตำรวจจีนว่าจะสอบสวนเองหรือไม่ หรือจะช่วยจับกุมและส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับมาดำเนินคดีในไทยก็ได้ ตาม MOU ที่ได้มีการลงนามกันไว้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าญาติประสงค์ให้ทางการจีนดำเนินการมากกว่า เพราะสะดวกและกฎหมายจีนมีโทษที่รุนแรง โทษหนักกว่ากฎหมายไทยด้วยส่วนหนึ่ง โดยโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ขอสอบปากคำครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย ประเด็นว่าเคยเห็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่ หรือทราบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องสงสัยกับผู้เสียชีวิตหรือไม่ ตลอดจนประเด็นเรื่องประกันชีวิตและการได้รับผลประโยชน์ เบื้องต้นครอบครัวยืนยันว่าไม่เคยเห็นผู้ต้องสงสัยมาก่อน และผู้เสียชีวิตไม่ได้แจ้งกับครอบครัวว่าเดินทางมาไทยด้วยวัตถุประสงค์ใด เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ค่อยดี
พนักงานสอบสวนยังคงให้น้ำหนักแรงจูงใจในการก่อเหตุเป็นเรื่องความขัดแย้งเชิงชู้สาวและประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนการเรียกค่าไถ่ เบื้องต้นยังเป็นเพียงเรื่องที่เพื่อนผู้เสียชีวิตคิดเผื่อสถานการณ์ไว้ให้ครอบครัวเตรียมพร้อม หลังผู้เสียชีวิตหายตัวไปเท่านั้น ยังไม่พบหลักฐานการเรียกค่าไถ่จริงๆ และจะรอสอบปากคำพี่เขยของผู้เสียชีวิตที่ได้รับแจ้งให้เตรียมเงินเผื่อถูกเรียกค่าไถ่ ซึ่งจะเดินทางมาไทยในวันที่ 18 ก.ค.นี้
ส่วนการออกหมายจับ เชื่อว่าสามารถออกได้แน่นอนหลังพิสูจน์ทราบตัวผู้เสียชีวิตแน่ชัดแล้ว หากตรวจดีเอ็นเอได้ก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบตัวบุคคลผ่านชิ้นส่วนศัลยกรรม ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการศัลยกรรมในไทยหรือทำมาจากจีน.-สำนักข่าวไทย