สตรีโง่นางนั้น ได้ตายจากท่านไปแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
ข้าผลักท่านจนขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต ทั้งมือข้าเปรอะเปื้อนไปด้วยชีวิตอันมีค่าของคนอื่นเพื่อให้ท่านได้ในสิ่งที่ท่านต้องการ แต่ท่านกลับผลักข้าให้ตกลงสู่เบื้องล่างทำให้ตระกูลของข้าล่มสลายสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตตนเอง
เมื่อชีวิตดับสูญข้ากลับพบว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงนิยายรักสุขนิยมเรื่องหนึ่งที่นางเอกของเรื่องทะลุมิติเข้ามาในบทตัวประกอบใช้แล้วทิ้งเป็นเพียงบุคคลผู้ไร้ตัวตนที่ตระกูลของข้ารับเลี้ยง ไม่คิดเลยว่าคนที่ข้ามองข้ามจะกลับกลายเป็นคนที่หักหลังตระกูลของข้าได้อย่างเลือดเย็น
ส่วนตัวข้าที่เป็นถึงท่านหญิงผู้สูงศักดิ์กลับได้รับบทนางร้ายไร้สมอง คอยทำลายความรักอันหวานชื่นของตัวเอก สิ่งที่ข้าพยายามมาทั้งหมดนั้นสูญเปล่า ความรักของข้าเป็นเพียงสิ่งที่น่ารำคาญและไร้ค่าในสายตานักอ่าน แต่ความรักของตัวเอกกลับเป็นสิ่งที่คู่ควรจะเกิดขึ้น
ผู้ขีดเขียนนั้นช่างใจร้ายนัก หากข้าเป็นนางร้ายก็ควรทำให้ข้าตายไปอย่างโดดเดี่ยวมิใช่ปิดชีวิตทั้งตระกูลของข้าเช่นนี้เพียงเพื่อให้นิยายจบอย่างสุขนิยมเป็นนิยายรักบนความเจ็บปวดของข้า แต่สวรรค์ยังคงมีความเมตตาต่อข้าอยู่ ทำให้ข้าย้อนเวลากลับมาแก้ไขเรื่องราวต่างๆได้อีกครา ครั้งนี้ข้าจะไปโง่งมไปหลงรักคนผิดอีกแล้ว ข้าจะมีชีวิตเพื่อตระกูลของข้าเพียงเท่านั้น!!!
---------------------------
เราพึ่งเริ่มเขียนเรื่องยาวเป็นครั้งแรกผิดพลาดตรงไหนคอมเม้นบอกกันได้น้า
ข้าคือนางร้าย
“ทะ ท่านแม่ ท่านแม่”
เสียงหญิงสาวหน้าตามอมแมมพยายามเรียกให้มารดาของนางให้ฟื้นขึ้นมาแม้ลำคอจะแห้งผากแต่น้ำตานั้นไม่ได้แห้งเหือดไปด้วย ในอ้อมแขนของนางมีหญิงสูงศักดิ์หน้าตาซีดเซียวกับชุดที่ดูสกปรกจนมองไม่เห็นถึงความสูงศักดิ์ในวันวาน
“ฮือ ใครก็ได้ช่วยด้วย ท่านแม่ ฮืออ”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นสลับกับเสียงตะโกนของความช่วยเหลือในทะเลทรายอันแห้งแล้งที่หากไม่ใช่นักโทษที่โดนเนรเทศก็คงไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากจะย่างกรายเขามา แม้รู้ว่าขอความช่วยเหลือไปก็เปล่าประโยชน์แต่นางก็ไม่มีรู้ว่าจะทำสิ่งใดให้ดีกว่านี้ได้
‘จางลี่อิน’ คือชื่ออันสูงส่งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนประทานให้กับนางด้วยตนเองในฐานะหลานสาวคนหนึ่งรวมถึงนางมียศศักดิ์เป็นถึงท่านหญิงแห่งแคว้นไห่ถาน แต่บัดนี้ทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศนั้นไม่มีความสำคัญใดๆ อีกต่อไป นางกำลังจะหมดลมหายใจตามมารดาและบิดาไปอย่างช้าๆ เมื่อร้องไห้จนหมดแรงมารดาก็ยังนิ่งไม่ไหวติงรวมถึงไม่มีชาวบ้านคนใดผ่านมาแถวนี้นางจึงล้มตัวลงนอนข้างๆ มารดาที่หมดลมหายใจไปแล้ว
“เป็นเพราะข้าเองที่ทำให้ทุกคนต้องตาย”
นางพูดกับสายลมอันร้อนระอุที่พัดผ่านมาด้วยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เป็นเพราะชายคนนั้นที่ทำให้ทั้งตระกูลนางต้องล่มสลาย หากตอนนั้นนางไม่หลงใหลไปกับใบหน้าอันงดงามของเขาจนเกิดความรักบ้าๆ ความหลงใหลที่เกินขอบเขตจนทำให้นางยอมทำทุกอย่างให้เขาและผลักดันเขาขึ้นสู่ที่สูงจนสุดท้ายมือของคนที่นางรักกลับกลายมาเป็นมือที่ผลักนางตกจากที่สูงเสียเอง
“หากเพียงได้มีโอกาสอีกคราข้าจะไม่ทำให้ครอบครัวของเราต้องเดินมาเจอจุดจบเช่นนี้”
ข้อความสุดท้ายถูกเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาไปกับสายลมอันร้อนระอุก่อนที่น้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาเปื้อนใบหน้าสวย นางค่อยๆหมดลมหายใจอยู่เคียงข้างมารดาของตนเอง
‘ที่นี่คือโลกหลังความตายหรือ’
จางลี่อินพูดกับตนเองเท้าอันบอบบางเดินตามทางที่มืดมิดไปเรื่อยๆ จนพบแสงสว่างเพียงแห่งเดียวในความมืดสายตาของจางลี่อินค่อยๆ ปรับให้เข้ากับแสงนั้นจนปรากฎภาพของหญิงสาวที่หักหลังคนทั้งตระกูลกำลังมองมาที่นาง ฮูหยินรอง ‘หลี่จืออิ๋ง’ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่นำหลักฐานออกมาเปิดเผยทั้งหลักฐานจริงและหลักฐานปลอม นังผู้หญิงที่ก้มหน้าร้องไห้อย่างโง่งมหน้ากองหลักฐานที่กล่าวหาว่าท่านพ่อของนางคิดกบฏต่อราชวงศ์ และพร้อมทั้งยังมีหลักฐานที่นางลอบทำเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ต่อหรานฮุ่ยเหมยและสวี่หนิงเซียน จนทำให้ทั้งตระกูลต้องเผชิญกับโทษตายในทะเลทรายนรกแห่งนี้
‘ฮะ ฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า’
เมื่อเห็นแล้วว่าเป็นผู้ใดจางลี่อินก็กุมท้องหัวเราะเสียงดังออกมาด้วยความสมเพช
‘นี่ข้าคิดแค้นคนที่หักหลังตระกูลของข้ามาตั้งนานไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะมาเยือนยังโลกวิญญาณก่อนข้าเสียอีก’
นางแค้นหญิงคนนี้กับนังคนรับใช้ชั้นต่ำจนแทบกระอักเลือด ก่อนตายนางคิดว่าพวกมันคงมีชีวิตที่สุขสบายหลังจากที่หักหลังนางและคนในครอบครัว
‘ข้ามิได้ทำ’
ผู้หญิงตรงหน้าเอ่ยด้วยเสียงเศร้าสร้อยใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงมา จางลี่อินยังไม่เข้าใจในสิ่งที่หญิงทรยศกำลังสื่อ
‘มิใช่ท่านแล้วมันเป็นผู้ใดกันเล่าที่ทำให้ตระกูลของข้าต้องล่มสลาย ท่านพ่อท่านแม่ของข้าต้องตายอย่างทรมาน’
‘ข้ามิได้ทำ อึก’
หญิงแพศยาตรงหน้าเหมือนต้องการพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่สามารถพูดมันออกมาได้ราวกับถูกใครปิดปากเอาไว้มีเพียงเสียงร้องไห้ที่เป็นคำตอบให้กับจางลี่อิน
‘หากว่าเจ้ากลับไปได้ได้โปรดช่วยดูแลน้องทั้งสองด้วยเถิด ข้าสงสารพวกเขาเหลือเกิน’
‘กลับไป? ท่านหมายความว่าอย่างไร’
ยังไม่ทันได้คำตอบจู่ๆ ก็มีแรงอะไรสักอย่างดึงร่างโปร่งแสงของจางลี่อินไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านางเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่มีเฟอร์นิเจอร์ไม่คุ้นตา นางมองไปรอบๆ จึงไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอ่านบางอย่างบนแท่งสี่เหลี่ยมมีแสงออกมาจากสิ่งที่คนผู้นั้นกำลังถืออยู่ ที่มีตัวอักษรประหลาดปรากฏอยู่บนเจ้าสิ่งนั้น จู่ๆก็มีเรื่องราวแปลกประหลาดพุ่งเข้ามาในความคิดของนาง
‘ทะลุมิติไปเป็นตัวประกอบที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่อง’
เรื่องราวมากมายแล่นเข้าสู่หัวของจางลี่อิน จางลี่อินคือตัวร้ายของเรื่องที่ขัดขวางทางรักระหว่างพระเอกและนางเอก ‘สวี่หนิงเซียน’ หลานสาวของฮูหยินรองในจวนจางกั๋วกง ซึ่งตามเนื้อเรื่องหลักนางเอกนั้นไม่ใช่สวี่หนิงเซียนแต่เป็น ‘หรานฮุ่ยเหมย’ บุตรบุญธรรมของฮองเฮา สวี่หนิงเซียนเป็นเพียงตัวประกอบใช้แล้วทิ้งที่ตายตั้งแต่ตอนกลางเรื่องเนื่องจากถูกจางลี่อินผลักตกน้ำจนตายและโทษว่าเป็นฝีมือของหรานฮุ่ยเหมยเพราะความอิจฉาที่หรานฮุ่ยเหมยสนิทสนมกับพระเอกของเรื่องมากเกินไป แต่สวี่หนิงเซียนเอาตัวรอดมาได้โดยการซ้อนแผนให้จางลี่อินผลักหรานฮุ่ยเหมยตกน้ำแทนตนส่วนตนเองนั้นก็รอองค์ชาย 2 หรือพระเอกของเรื่องผ่านมาจึงกระโดดน้ำลงไปช่วยหรานฮุ่ยเหมย นั่นทำให้ทั้ง 3 รู้จักกันหรานฮุ่ยเหมยนับถือสวี่หนิงเซียนเป็นผู้มีพระคุณทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันในภายหลัง สวี่หนิงเซียนมักบังเอิญเจอกับพระเอกอยู่บ่อย ๆ จนชะตาต้องกัน ทำให้จางลี่อินที่มีสัญญาหมั้นหมายกับพระเอกหึงหวงจนสั่งโบยสวี่หนิงเซียนเพราะเครื่องประดับผมของตนหายและบ่าวรับใช้ไปค้นเจอในเรือนของสวี่หนิงเซียน แม้คนภายนอกจะดูออกว่านั่นเป็นเพียงแผนใส่ร้ายของหญิงร้ายกาจแต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วย สวี่หนิงเซียนโดนโบยไปหลายไม้พอเรื่องถึงหูพระเอกจึงโมโหถึงขนาดขอถอนหมั้นจางลี่อิน เส้นทางรักดำเนินไปจนถึงตอนสุดท้ายที่จางลี่อินนำชาพิษมาขอโทษสวี่หนิงเซียนในวันก่อนที่นางจะได้แต่งตั้งเป็นฮองเฮา สวี่หนิงเซียนต้องพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดทำให้ตระกูลจางถูกลงโทษข้อหาทำร้ายเชื้อพระวงศ์โดยหลักฐานมาจากฮูหยินรองและบ่าวรับใช้ของจางลี่อินเองที่สงสารสวี่หนิงเซียน ครอบครัวจางโดนลงโทษด้วยการโดนเนรเทศไปยังแดนนรกซึ่งเป็นทะเลทรายอันรกร้างว่างเปล่าหากเดินผ่านไปได้ก็จะรอดแต่ดินแดนอดนรกนี้ไม่เคยมีใครผ่านไปได้มาก่อนในตอนเดินทางมีโจรกลุ่มหนึ่งเข้ามาลอบทำร้ายปล้นอาหารและน้ำ ท่านพ่อของจางลี่อินสละชีวิตให้นางและมารดาหนีไปแต่สุดท้ายทั้งหมดก็ตายอย่างทรมานกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ส่วนสวีหนิงเซียนรอดพ้นจากยาพิษได้ขึ้นเป็นฮองเฮาครองรักกับฮ่องเต้ไปจนวันสุดท้าย เป็นอันจบบริบูรณ์
จางลี่อินถึงกับพูดไม่ออก ที่นางเสียคนที่รักไปทีละคนจนกระทั่งนางทรมานจนขาดใจตายในแดนนรกนั่นกลับเป็นแค่นิยายเพียงเล่มหนึ่งเท่านั้นหรือ สวรรค์ช่างใจร้ายกับนางเหลือเกินเมื่อเรื่องเป็นมาเช่นนี้เหตุใดสวรรค์ไม่ปล่อยให้นางตายไปโดยมิต้องรับรู้ความจริงกันเล่า
ไม่ทันที่นางจะโทษสวรรค์จนจบประโยคนางก็ถูกแสงสีขาวดึงตัวนางเข้าไปในแท่งสี่เหลี่ยมนั้นพร้อมกับหญิงสาวที่กำลังเปิดอ่านนิยายอย่างเพลิดเพลินใจ ทุกสิ่งทุกอย่างดำมืดจนกระทั่งสติของนางดับไป…
ย้อนความหลัง(1)
“แค่กๆๆ”
“ฮึก ฮึก คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”
“อินอินเจ้าฟื้นแล้ว เป็นเช่นไรบ้างหนาวหรือไม่ แล้วท่านหมออยู่ที่ใดใยจึงมาช้านัก”
“ข้าน้อยให้คนไปเรียกนานแล้วอีกเดี๋ยวก็คงมาถึงเจ้าค่ะฮูหยิน”
จางลี่อินลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงงเนื้อตัวของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ตัวของนางถูกใครคนหนึ่งกอดไว้แน่น ลำคอแสบร้อนเพราะการสำลักน้ำเมื่อครู่
‘นี่มันเกิดอันใดขึ้น’
นางมองไปรอบ ๆ ก็เจอกับสถานที่อันคุ้นตาข้าง ๆ ตัวของนางมีบ่าวรับใช้ที่ทรยศตระกูลกำลังนั่งร้องไห้อยู่
“ท่านแม่!”
จางลี่อินอุทานออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่า เมื่ออ้อมกอดที่รัดแน่นถูกคลายออกและปรากฏภาพมารดาที่ดูเด็กลงไปหลายปี หน้าตายังสดใสไม่ซีดขาวเหมือนภาพที่นางเห็นก่อนตายร่างกายของมารดาที่ขยับอย่างเป็นธรรมชาติทำให้นางนึกถึงตอนที่นางนั่งเฝ้ามองมารดาผิวขาวซีดไร้เลือดอยู่หลายวันกว่าที่ตนเองจะตายตกตามมารดาไป น้ำตาแห่งความคิดถึงและรู้สึกผิดต่อมารดาค่อย ๆ ไหลลงมานางโผเข้ากอดมารดาด้วยความคิดถึง เมื่อชีวิตที่แล้วนางรู้สึกผิดเหลือเกินที่ทำให้มารดาต้องตายจากไปอย่างน่าสังเวช
หยางโม่จื่อเห็นบุตรสาวร้องไห้และโผเข้ากอดตนเองก็นึกว่าบุตรสาวคงตกใจเพราะเมื่อครู่นางจมน้ำจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ข้างๆ กันนั้นมีฮูหยินรองที่ร้องไห้กอดร่างที่ยังไม่ได้สติของหลานสาว
“เจ้าตั้งใจผลักเซียนเอ๋อร์ตกน้ำใช่หรือไม่!”
เมื่อเห็นว่าจางลี่อินฟื้นแล้วแต่สวี่หนิงเซียนยังคงไม่ได้สติ ฮูหยินรองก็โมโหทันทีเพราะบ่าวรับใช้ต่างเห็นกันหมดว่าเซียนเอ๋อร์ของนางนั่งเล่นอยู่เพียงลำพังบริเวณสระน้ำ แต่แล้วคุณหนูใหญ่ก็เดินมาพูดคุยกันได้สักพักสวี่หนิงเซียนก็ตกลงไปในน้ำและดึงรั้งชายกระโปรงของจางลี่อินจนนางพลัดตกลงน้ำไปด้วย พวกบ่าวรับใช้ต่างบอกว่าพวกตนเห็นเพียงตอนที่สวี่หนิงเซียนดึงจางลี่อินตกน้ำ หากจางลี่อินไม่ผลักแล้วสวี่หนิงเซียนจะตกลงไปในน้ำได้เช่นไร
“ฮูหยินรองเจ้าก็เค้นถามกับพวกบ่าวแล้วมีเพียงคนเห็นหนิงเซียนดึงลูกข้าตกน้ำ เช่นนั้นจะมาโทษอินอินของข้าได้อย่างไร”
“หากมิใช่ลี่อิน เซียนเอ๋อร์มีหรือจะพลัดตกน้ำไปเองต้องเป็นนางที่อิจฉาเซียนเอ๋อร์ของข้านางจึงผลักตกน้ำน่ะสิ”
“แล้วอินอินจะไปอิจฉาหนิงเซียนเรื่องอันใดกันเล่า เจ้ามีเหตุผลหน่อยเถิดหรือไม่เจ้าก็รอหนิงเซียนฟื้นขึ้นมาเล่าเหตุการณ์เถิด”
เมื่อเห็นว่าฮูหยินใหญ่เริ่มมีอารมณ์ที่นางไปโทษจางลี่อิน ฮูหยินรองจึงได้แต่เงียบลงฝ่ามือกำแน่นด้วยความโมโหที่ตนเองสั่งลงโทษจางลี่อินไม่ได้ ถ้าหากเซียนเอ๋อร์เป็นอะไรไปคอยดูนางจะไม่ละเว้นคนพวกนี้เป็นแน่
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อท่านหมอก็มาถึงและเลือกตรวจอาการคุณหนูใหญ่ก่อนทำให้ในใจของฮูหยินรองยิ่งร้อนรนเพราะตอนนี้สวี่หนิงเซียนผิวซีดเผือดจนไร้สีบนใบหน้างาม หลานสาวของนางยังไม่ฟื้นแต่ท่านหมอกับเลือกไปดูอาการคนที่ฟื้นก่อนนี่มิใช่การเลือกปฏิบัติหรอกหรือ ยิ่งคิดในใจของฮูหยินรองก็ยิ่งเครียดแค้นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านจางลี่อินนางกำลังลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางไม่รู้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน หากเป็นฝันก็คงเป็นฝันที่ดีที่สุดที่ท่านแม่ยังอยู่กับนาง ในตอนนี้ท่านแม่กำลังป้อนยาแสนขมให้นางแต่นางกับดื่มมันลงไปโดยไม่รู้ถึงความขมนั้นด้วยซ้ำ เพราะในชีวิตที่แล้วจุดจบนั้นขมกว่ายาที่ท่านแม่กำลังป้อนหลายเท่านัก
“อินอินของแม่เก่งจริง ทานยาขมๆ ยังมิพูดอันใดสักคำ”
เมื่อป้อนยาเสร็จท่านแม่ก็ลูกหัวนางด้วยความเอ็นดูสัมผัสที่อ่อนโยนและฝ่ามือที่มีไออุ่นทำให้นางร้องไห้อีกครา
“คนดีของพ่อร้องไห้ทำไมหรือ”
เสียงของจางกั๋วกงดังขึ้นทำให้จางลี่อินมองขึ้นไปสบตากับดวงตาสีดำขลับและผิวที่เข้มเล็กน้อยอย่างบุรุษที่ตรากตรำอยู่ในสนามรบมาทั้งชีวิต เหงื่อผุดไหลมาบ่งบอกว่าคนตรงหน้ารีบขี่ม้ากลับจวนอย่างรวดเร็วหลังได้ข่าวว่าบุตรสาวสุดที่รักพลัดตกน้ำ
“ท่านพ่อ!”
ยิ่งเห็นท่านพ่อยังคงหนุ่มแน่นดูสุขภาพดีสมเป็นบุรุษนักรบปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับท่านแม่นางก็ยิ่งร้องไห้ นางคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน
ทั้งคู่เห็นบุตรสาวคนโตร้องไห้หนักขึ้นก็รีบเข้ามากอดเพื่อปลอบใจ บุตรสาวของพวกเขาคงจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงทำให้เด็กสาวขวัญเสียเป็นแน่ รอนางหายท่านพ่อคนนี้จะต้องหาซื้อเครื่องประดับราคาแพงมาปลอบใจนางเสียหน่อยจางลี่อินร้องไห้จนหลับไปเมื่อคนทั้งสองเห็นบุตรสาวหลับไปแล้วจึงกลับไปยังเรือนของตนเองอย่างเงียบ ๆ
จางลี่อินตื่นขึ้นมาอีกทีในวันรุ่งขึ้น นางออกไปรับประทานอาหารพร้อมครอบครัวที่มีเพียงท่านพ่อและท่านแม่ของนางส่วนบ้านรองไม่มีใครออกมารับอาหารเลยสักคน บ่าวรับใช้รายงานเรื่องสวี่หนิงเซียนว่านางพึ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อเช้านี้ ส่วนฮูหยินรองเฝ้าสวี่หนิงเซียนทั้งคืนจนถึงตอนนี้และสวี่หนิงเซียนสารภาพว่าตนพลาดตกน้ำไปเองไม่ได้มีใครผลักเหมือนที่ฮูหยินรองกล่าวโทษคุณหนูใหญ่
‘นี่คงเป็นตอนที่คนในยุคอื่นเข้ามาอยู่ในร่างของสวี่หนิงเซียนสินะ’
จางลี่อินคิดถึงเนื้อหาในนิยายที่หญิงสาวคนหนึ่งเปิดอ่านและดึงนางย้อนเวลากลับมาก่อนที่เรื่องราวความเจ็บปวดต่างๆ จะเริ่มต้นอีกครั้ง
เมื่อรับสำรับเช้าเสร็จจางลี่อินจึงขอตัวไปพักผ่อนในห้องของตนเองเพื่อคิดทบทวนลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่พอจะจำได้ ในตอนนี้นางมีอายุ 16 หนาว กำลังจะถึงวัยปักปิ่นในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งพิธีปักปิ่นของนางเป็นจุดเริ่มต้นให้นางได้พบเจอกับองค์ชาย 2 พระเอกของเรื่อง
นางตกหลุมรักเขาทันทีที่เขาช่วยนางขึ้นมาจากสระน้ำที่นางพลัดตกในวันพิธีปักปิ่น จากนั้นนางจึงไปรบเร้าให้ท่านพ่อเอ่ยปากขอให้นางได้หมั้นหมายองค์ชาย 2 อย่างรวดเร็ว
แม้ไทเฮาจะไม่เห็นด้วยเพราะด้วยสถานะขององค์ชาย 2 นั้นต่ำต้อยเกินไปเขาเกิดมาจากนางกำนัลชั้นต่ำที่คิดปีนเตียงฮ่องเต้จนเกิดครรภ์มังกรขึ้นมากระทั่งนางไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงสนมขั้นผินซิวอี๋*
* (สนมขั้นจิ่วผินซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดของสนมรองจากนั้นคืออนุ ซิวอี๋คือสนมผู้มีรูปโฉมงดงาม)
แต่พระนางก็ไม่อาจขัดใจหลานสาวได้จึงจำให้ทั้งคู่หมั้นหมายกัน นางโดนพระสนมเป่าหูว่าหากนางทำให้องค์ชาย 2 ได้ครองบัลลังก์มังกร นางก็จะกลายเป็นฮองเฮาเคียงคู่กับคนรักโดยไม่มีใครกล้าดูถูกฐานะขององค์ชาย 2 อีก
ด้วยความรักนางจึงวางแผนส่งคนรักขึ้นเป็นรัชทายาทแทนองค์ชายใหญ่ ซึ่งเป็นบุตรชายของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน
ในตอนนั้นนางบังเอิญจับได้ว่าองค์ชายใหญ่ มิได้มีใจรักผู้หญิงเฉกเช่นชายทั่วๆไป พระองค์เป็นบุรุษตัดแขนเสื้อที่มีสัมพันธ์พิเศษกับองครักษ์ประจำตัวอย่างลึกซึ้ง นางจึงใช้โอกาสนี้ปล่อยข่าวขององค์ชายใหญ่ จนกระทั่งเขาคิดสั้นฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดหน้าผาพร้อมกับคนรักของตน
แต่ถึงอย่างนั้นองค์ชาย 2 ก็ยังมิได้มีโอกาสในการแตะบัลลังก์มังกรอย่างที่หวังเพราะยังมีองค์ชาย 5 ที่เกิดจากฮองเฮา และองค์ชาย 3 ที่เกิดจากสนมขั้นกุ้ยเฟย พวกเขาเกิดมามีสถานะที่สูงส่งผิดกับคนรักของนาง
หลังจากตำแหน่งรัชทายาทว่างลงก็เกิดศึกชิงบัลลังก์ระหว่างองค์ชายขึ้นจางลี่อินวางแผนสังหารองค์ชาย 3 ที่เกิดจากกุ้ยเฟยด้วยการว่าจ้างผู้มีวรยุทธสูงส่งให้ปลอมเป็นโจรป่าให้ดักสังหารองค์ชาย 3 ระหว่างทางกลับมาจากการทำภารกิจด้วยไม่คิดว่าในครั้งนี้น้องชายของนางก็กลับมาพร้อมกันกับองค์ชาย 3 ทำให้ทั้งสองที่มุ่งหน้าเข้าเมืองก่อนพวกทหารถูกลอบสังหารโดยไม่ทันตั้งตัว
ถึงน้องชายของนางจะเป็นวรยุทธแต่ก็ไม่อาจต่อกรกับคนจำนวนมากในพร้อม ๆ กันได้หากเพียงตัวเปล่าน้องชายของนางก็อาจจะหนีรอดออกมาโดยมีบาทแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่นี่มีองค์ชายอยู่ด้วยเขาจึงจำต้องฝืนต่อสู้ทำให้ทั้ง 2 ไม่รอดชีวิต
ในวันที่ได้รับข่าวนางนั่งอยู่ในตำหนักพระสนมเมื่อรู้ว่าน้องชายเป็นเหยื่อในครั้งนี้นางก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกแต่พระสนมก็คอยปลอบจนนางกลับมามีสติอีกครั้ง ถึงจะเป็นน้องชายก็ใช่ว่าจะสนิทชิดเชื้อกันเหมือนจวนอื่นๆเสียหน่อย นางจึงทำใจให้สงบและกลับจวนของตนเองไป ข่าวการเสียชีวิตของน้องชายทำให้จวนของนางวุ่นวายอีกครั้งเพราะขาดผู้สืบทอดท่านพ่อของนางถึงกับล้มป่วยลงหลังจากนั้น
ส่วนในวังคนรักของนางได้ตำแหน่งรัชทายาทโดยชอบธรรมเพราะองค์ชาย 5 ขอถอนตัวเนื่องจากในตอนนี้ฮองเฮาทรงตรอมใจจนประชวรตั้งแต่องค์ชายใหญ่เสียชีวิตไป องค์ชาย 5 จึงขอพาฮองเฮาไปรักษาที่เมืองอันห่างไกลและไม่ขอกลับมาที่วังมังกรอีก ฮ่องเต้ด้วยความรักที่มีต่อฮองเฮาจึงขอสละบัลลังก์ให้กับผู้เหมาะสมในตอนนั้นและไปใช้ชีวิตบั้นปลายกับหญิงอันเป็นที่รักอย่างฮองเฮา พระสนมกุ้ยเฟยขอติดตามไปรับใช้ด้วย ทำให้ในตอนนี้องค์ชาย 2 จึงกลายเป็นฮ่องเต้ไปโดยปริยาย ไทเฮาหรือท่านย่าของนางก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นไทฮองไทเฮาแม้พระองค์จะอยากออกจากวังสักแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้เพราะสะใภ้ที่แสนชังเลื่อนขั้นเป็นไทเฮาแถมลูกชั้นต่ำของนางยังเป็นถึงฮ่องเต้อีกด้วยพระนางจึงต้องอยู่คอยควบคุมวังหลังคอยคุมสถานการณ์ในวังต่อไป
ย้อนความหลัง(2)
ในตอนนั้นจางลี่อินอายุได้ 19 หนาวแล้วเรียกได้ว่านางแต่งงานช้ากว่าลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ๆ ควรจะเป็น น้องสาวของนางได้หมั้นหมายกับคุณชายจวนตระกูลตงซึ่งเป็นตระกูลราชครูแทนตระกูลสวี่และยังเป็นสหายคนสนิทขององค์ชาย 2 หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอีกด้วย
นานแล้วที่อดีตพระสนมไม่เรียกให้นางไปเข้าเฝ้าดังวันเก่าจนคนเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันว่านางโดนฮองเต้เขี่ยทิ้ง ด้วยข่าวลือเริ่มหนาหูนางจึงเขียนจดหมายส่งถึงไทเฮาเพื่อขอเข้าเฝ้าด้วยตนเอง
เมื่อได้จดหมายตอบรับ วันรุ่งขึ้นรถม้าตีตราจวนตระกูลจางออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปจอดที่หน้าวังมังกร นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะครั้งนี้ไทเฮาไม่ได้ออกมารับนางด้วยตนเองเพียงส่งขันทีปลายแถวคนหนึ่งออกมาต้อนรับนาง
เมื่อเจอไทเฮานางก็นำกำไลหยกน้ำดีมาเป็นของฝากเรียกรอยยิ้มจางๆ จากคนสูงศักดิ์ตรงหน้าได้เล็กน้อยไทเฮาให้คำมั่นสัญญากับนางว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยงานแต่งตั้งฮองเฮาอาจจะเลื่อนออกไปเพราะอะไรๆ ก็ยังไม่มั่นคง เนื่องจากพวกขุนนางหลายๆ คนยังต่อต้านฮ่องเต้อยู่ด้วยพระองค์มาจากสนมฐานะต่ำต้อย พูดคุยกันได้เล็กน้อยไทเฮาก็ขอตัวไปพักผ่อนอ้างว่าช่วงนี้พระนางเหนื่อยอยากเอนกายสักหน่อยนางจึงต้องขอตัวกลับจวนตนเอง
ในระหว่างทางที่กลับก็ต้องแปลกใจเพราะมีรถม้าจวนตระกูลจางมาจอดต่อด้านหลังรถม้าของนาง ชายหนุ่มที่อ้างว่ายุ่งกับราชกิจเดินออกมารับคนในรถม้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยได้รับเลยแม้แต่ครั้งเดียว คนที่ออกมาจากรถม้านั้นคือสวี่หนิงเซียน
จางลี่อินสาวเท้าเข้าไปหาคนทั้งคู่อย่างไม่รู้ตัวแต่องครักษ์กลับห้ามเอาไว้ ฮ่องเต้เพียงปลายตามองนางก่อนจับมือพาสวี่หนิงเซียนเข้าไปภายในวังมังกร
ในวันนั้นจิตใจของนางแตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดีภาพที่หญิงร้ายชายเลวเดินเคียงข้างกันวนเวียนอยู่ในจิตใจของนาง จนนางเสียสติพังข้าวของภายในห้องส่วนตัวไปหลายชิ้น จนกระทั่งตกเย็นสวี่หนิงเซียนก็เดินกลับเข้ามาภายในจวนด้วยท่าทางสดใส
สาวใช้วิ่งมารายงานว่าคนที่คุณหนูใหญ่รอกลับมาแล้ว นางจึงรีบไปดักรอสวี่หนิงเซียนระหว่างทางเดินเข้าจวนรอง พอเจอคนต้นเรื่องจางลี่อินก็เข้าไปคว้าตัวหญิงสาวเพื่อถามเรื่องที่สงสัย สวี่หนิงเซียนบอกเพียงว่าตนไปช่วยงานฮ่องเต้ในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น เป็นเพราะสวี่หนิงเซียนที่วัน ๆ เอาแต่หลบอยู่ในหอตำราจึงไม่แปลกที่นางจะช่วยเหลือฮ่องเต้ได้จางลี่อินจึงทำได้เพียงปล่อยหญิงสาวไปด้วยความคลางแคลงใจ
สวี่หนึงเซียนออกจากจวนไปที่วังเกือบทุกวัน แม้จางลี่อินจะสงสัยใคร่รู้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเพราะนางไม่เจอหน้าคนรักเลยสักครฃา ขนาดไปดักรออยู่หน้าวังทั้งวันก็ไม่มีแม้กระทั่งเงาของคนรักโผล่มาให้เห็น นางจึงเก็บตัวอยู่ในจวนอย่างเงียบๆ จนกระทั่งวันหนึ่งนางรู้สึกเบื่อ ๆ จึงไปนั่งดื่มชาที่โรงน้ำชาเปิดใหม่ในเมือง ระหว่างที่นางนั่งอยู่บนชั้นสองกำลังมองวิวตลาดไปอย่างเลื่อนลอย นางก็เห็นภาพคนรักของนางปลอมตัวเป็นสามัญชนออกมาเดินเล่นกับสวี่หนิงเซียนสองต่อสอง ทั้งคู่เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้จนกระทั่งมาหยุดที่ร้านเครื่องประดับข้างทาง ฮ่องเต้หยิบปิ่นปักผมสีชมพูสวยงามขึ้นมาก่อนจะบรรจงปักปิ่นไปที่ผมของหญิงสาวข้างกาย ปิ่นนั้นดูเข้ากับสวี่หนิงเซียนเป็นอย่างมาก ภาพที่หญิงสาวเขินอายชายคนรักตรงหน้าเป็นภาพที่ดูสวยงามราวกับกิ่งทองใบหยก ถ้าไม่นับว่านางคือจางลี่อินและคนที่ปักปิ่นให้หญิงอื่นนั้นเป็นคนรักของนางด้วยเช่นกัน
ภาพนั้นทำให้ดวงตาของนางพร่ามัวน้ำตาจำนวนมากไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางไม่รู้ว่านางทำสิ่งใดผิดไปเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานางทำทุกสิ่งเพื่อเขามาเสมอ หากเพียงเขาไม่รักนางและบอกนางด้วยเหตุผลนางย่อมยอมรับและยกเลิกการหมั้นหมายกับเขาอยู่แล้ว แต่นี่ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้เขายังแสดงความรักและดูแลนางมาโดยตลอด แค่เพียงเวลาไม่กี่เดือนที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่บัลลังก์มังกรเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ไม่มีเวลาให้นางราวกับหลบหน้านางอยู่เสมอ บางครั้งนางต้มน้ำแกงไปให้เขาแต่เขาไม่แม้แต่จะออกมารับด้วยตนเองส่งเพียงขันทีคนสนิทให้ออกมารับน้ำแกงไป นางปลอบใจตนเองว่าเขากำลังยุ่งกับราชกิจเท่านั้นจึงไม่มีเวลาให้นางเฉกเช่นวันเก่า ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีเวลาให้กับลูกพี่ลูกน้องที่ไร้ตระกูลหนุนหลังของนาง นางพลาดอะไรตรงไหนไปเหตุใดเขาจึงทำกับนางเช่นนี้
จางลี่อินวิ่งลงไปหาหญิงแพศยาอย่างสวี่หนิงเซียนด้วยความขาดสติและลงมือตบหน้านางโดยที่ชายที่มากับนางไม่ทันตั้งตัวชาวบ้านนับสิบมามุงดูความสนุกสนานนี้กันอย่างคลื้นเคลง ฮ่องเต้ผลักจางลี่อินออกจากหญิงสาวที่เดินเคียงข้างด้วยความรุนแรงนางมองเขาด้วยแววตาความผิดหวัง ก่อนจะวิ่งออกไปทั้งน้ำตานานเท่าใดไม่รู้นางก็วิ่งกลับมาถึงจวนและเริ่มทำลายข้าวของจนเหนื่อยจึงรู้ว่าตนเองไปแผลจากการถูกชายคนรักผลักให้ล้มลง ท่านแม่เข้ามากอดนางหลังจากสอบถามเรื่องราวจากบ่าวรับใช้แล้ว นางร้องไห้ในอ้อมกอดของท่านแม่จนหลับไป
ทว่าเย็นนั้นจวนก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้งเนื่องจากเครื่องประดับของคุณหนูใหญ่หายไปหลายชิ้นซึ่งความจริงแล้วเป็นจางลี่อินเองที่ให้สาวใช้เอาไปซ่อนไว้ภายในห้องนอนของสวี่หนิงเซียน เมื่อตัวต้นเรื่องกลับมาก็ถูกบ่าวรับใช้ของตระกูลหลายคนจับเอาไว้ที่ลานบ้านพร้อมหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าใครมองก็รู้ว่าเป็นแผนใส่ร้ายที่คุณหนูใหญ่ตั้งใจสร้างมันขึ้นมา แม้ฮูหยินรองจะร้องขอความเห็นใจท่านพ่อและท่านแม่ แต่พวกท่านก็ทำเพียงเมินเฉยหวังเพียงให้บุตรสาวได้ระบายอารมณ์และเห็นว่าเรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นมาจากตัวของสวี่หนิงเซียนเองที่ขโมยของของคนอื่นไปก่อนแม้สิ่งนั้นจะไม่ใช่เครื่องประดับก็ตาม สวี่หนิงเซียนโดนโบยหนักถึง 30 ไม้ ซึ่งเเรียกได้ว่าเป็นโทษสูงสุดของจวนแล้ว แต่โทษนั้นก็ยังไม่ทำให้คุณหนูใหญ่ของจวนพอใจ ถึงในตอนนั้นนางจะอยากเอาให้ถึงแก่ชีวิตเลยก็ตามแต่ท่านพ่อได้ออกปากห้ามไว้ก่อน
เช้าวันถัดมาสวี่หนิงเซียนไม่ได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ดังเดิมพระองค์จึงเสด็จมาหานางด้วยตนเอง เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของคนรักและแผลเหวอะหวะที่หลังอันบอบบาง พระองค์รู้สึกโกรธจนออกพระราชโองการถอนหมั้นกับคุณหนูจางลี่อินโดยให้เหตุผลว่านางคือหญิงชั่วร้ายทำร้ายได้แม้กระทั่งสหายของพระองค์เอง รวมถึงนางไม่รักษากิริยาที่ชนชั้นสูงพึงมีถึงขั้นตบตีหญิงอื่นกลางตลาด หากนางได้เป็นถึงฮองเฮาแล้วชาวบ้านคงจะเดือดร้อนลำบากยากเข็ญกว่านี้เป็นแน่ด้วยฮองเฮามิได้มีจิตใจอันเมตตาต่อผู้อื่น
ทหารจำนวนหนึ่งนำพระราชโองการมาเปิดที่หน้าจวนตระกูลจางและประกาศให้ทุกคนในตระกูลจางรวมถึงชาวบ้านที่ผ่านไปมาได้ยินโดยทั่วกัน จางลี่อินที่ออกมารับพระราชโองการหน้าจวนนางอยากจะอาละวาดอีกครั้งแต่ราชโองการถัดมาทำให้นางตัวแข็งค้างเพราะมีประกาศแต่งตั้งคุณหนูสวี่เป็นว่าที่ฮองเฮาคนต่อไปและคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวตระกูลสวี่เนื่องจากหลักฐานที่จางกั๋วกงเคยให้มานั้นเป็นเท็จ บ้านเมืองเกิดความโกลาหลเพราะจางกั๋วกงผู้น่าเชื่อถือกลับใส่ความตระกูลขุนนางด้วยกันเองอย่างไม่ชอบธรรม แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางคนที่ยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องนี้ แม้อยากจะอาละวาดแค่ไหนนางก็ไม่กล้าทำร้ายว่าที่ฮองเฮาเพราะอาจมีโทษถึงตายได้
ในตอนนั้นนางได้แต่เก็บตัวไม่พบผู้ใดรู้ตัวอีกทีก็ได้ข่าวว่าน้องสาวของนางจางเจียอีที่หมั้นหมายกับตงหมิงนั้นโดนถอนหมั้นเช่นกันเพราะโดนจับได้ว่านางสั่งการให้พวกนักเลงไปดักฉุดหรานฮุ่ยเหมยหรือก็คือนางเอกต้นฉบับไปย่ำยีดีที่คุณชายตงหมิงไปช่วยได้ทันเวลาหรานฮุ่ยเหมยจึงรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้แต่นางโดนฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดที่จางเจียอีให้พวกนักเลงเอาไว้ใช้กับนางจึงทำให้คุณชายตงหมิงทำเรื่องไม่งามเพื่อช่วยเหลือหรานฮุ่ยเหมยจึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันโดยไว
ส่วนจางเจียอีนอกจากจะเสียคนรักแล้วนางยังโดนทำโทษด้วยการบวชชีตลอดชีวิตที่อารามอันห่างไกล แต่ใครเลยจะรู้ หากไม่ใช่เพราะนางผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้วคงไม่คิดว่าฮูหยินรองแม่แท้ๆ ของจางเจียอีจะซ้อนแผนสลับตัวลูกสาวตนกับบ่าวรับใช้คนหนึ่งและส่งจางเจียอีไปยังหอคณิกาชั้นต่ำที่มีแต่ชายกักขฬะไปใช้บริการทำให้น้องสาวของนางต้องตายไปอย่างทรมานเพราะทนรับความจริงไม่ไหว ถึงตรงนี้นางก็ได้แต่สงสัยว่าฮูหยินรองเกลียดท่านพ่อจนลามไปเกลียดลูกในไส้ของตนเองขนาดนี้ได้อย่างไร
ขณะเดียวกันวันแต่งตั้งฮองเฮาก็มาถึง ก่อนหน้านั้นนางวางแผนให้สาวใช้ไปซื้อยาพิษไรสีไร้กลิ่นมาให้ ซึ่งผู้ที่ได้รับชานี้จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าถูกพิษคนที่ได้รับชาจะเพียงหลับใหลไปไม่มีวันตื่น
ก่อนวันงานนางให้สาวใช้ไปบอกสวี่หนิงเซียนว่านางอยากจะขอโทษด้วยใจจริงจึงชวนนางมาดื่มชาด้วยกัน แก้วชาพิษถูกยื่นให้ว่าที่ฮองเฮาพร้อมคำขอโทษ สวี่หนิงเซียนจรดปากดื่มชาเข้าไปก่อนทั้งสองจะแยกจากกันไปด้วยความเข้าใจ เย็นนั้นที่จวนเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อว่าที่ฮองเฮาสลบลงไปเรียกเท่าใดก็ไม่ตื่นขึ้นมา หมอหลวงหลายต่อหลายคนเข้ามาตรวจอาการของนางแต่ก็ไม่มีผู้ใดที่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดนางไม่ฟื้นขึ้นมา ฮ่องเต้ควบม้าเร็วมาหาคนรักด้วยความร้อนใจเพียงวันพรุ่งนี้คนรักของตนก็จะขึ้นเกี้ยวเข้าวังแล้วแต่ไฉนนางกลับมาป่วยเป็นโรคประหลาดเช่นนี้ได้
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้มานางจึงตีหน้าเศร้าเข้าไปเยี่ยมสวี่หนิงเซียน แต่ใครจะคิดว่านางไม่เพียงไม่ป่วยแต่กลับเฝ้ารอการมาของนางพร้อมกับอดีตคนรักที่มองมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง ข้างๆ กันนั้นคือบ่าวรับใช้ของนางเองที่คิดทรยศหักหลังและฮูหยินรองที่มีหลักฐานทั้งตั๋วเงินที่นางว่าจ้างโจรไปฆ่าองค์ชาย 3 และหลักฐานอื่นๆ อีกมากมายที่ทั้งจริงและปลอม
คนทั้งหมดนั่งมองการมาของจางลี่อินอย่างสงบ เมื่อนางมาถึงก็ถูกองครักษ์จับตัวไปนั่งคุกเข่าที่กลางห้องโถงของจวนไม่นานท่านพ่อท่านแม่ก็มาถึงท่านทั้งสองถูกขนาบข้างด้วยทหารหลวงฝีมือดี เมื่อคนพร้อมแล้วรัชทายาทก็ไล่ความที่นางได้กระทำรวมถึงหลักฐานปลอมว่าท่านพ่อคิดก่อกบฏต้องการส่งองค์ชาย 5 ขึ้นบัลลังก์แทนฮ่องเต้องค์ปันจุบัน ทั้งที่จดหมายนั้นนางเป็นคนช่วยท่านพ่อเขียนแท้ๆ และเป็นเพียงจดหมายที่ถามสารทุกข์สุขดิบจากคนทางไกลเท่านั้นแต่ไฉนมันกลายเป็นจดหมายนัดวันก่อกบฏด้วยลายมือของนางและตราประทับประจำจวนไปได้ เรื่องราวนี้ถูกตัดสินโทษด้วยการที่แห่ประจานครอบครัวนางรอบเมืองสามวัน กล่าวความผิดทั้งหมดที่ทำมาตลอดเวลาสามวันสามคืนทั้งป่าวประกาศและติดป้ายประกาศเพื่อให้ประชาชนได้รู้กันโดยทั่ว หลังจากนั้นจึงยึดทรัพย์และขายทาสในจวนจนสุดท้ายเรื่องราวที่ทำให้นางต้องเจ็บปวดที่สุดนั่นคือการโดนเนรเทศไปยังแดนนรก
ในด้านของฮูหยินรองและนังบ่าวรับใช้นั่นได้ทำความดีความชอบได้ยศสักดิ์เป็นท่านหญิงและใช้ชีวิตในเมืองอย่างผาสุข แต่ก็ยกเว้นฮูหยินรองล่ะนะที่หลังจากนั้นไม่น่าจะไม่มีความสุขสักเท่าใดเพราะก่อนกลับมานางยังเจอฮูหยินรองยืนร้องไห้อย่างเศร้าโศกอยู่เลย หึ! ทำลายชีวิตครอบครัวของตนเองแม้กระทั่งลูกในอุธรก็ไม่ละเว้นนรกเลยเรียกตัวไปไวกว่าใคร
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดของนางเอง หากเพียงนางไม่หน้าโง่โดนหลอกใช้ไหนเลยจะส่งสวะเช่นนั้นขึ้นบัลลังก์มังกรได้ เป็นนางที่ทำให้ครอบครัวต้องตายตกกันไปทีละคนอย่างทุกข์ทรมาน แต่ในชีวิตนี้นางจะไม่โง่งมเช่นนั้นอีกแล้ว