บิ๊กอุ้ม เร่งอัพอันดับการศึกษาไทย จี้ 'บิ๊กศธ.-ผอ.รร.' ต้องเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลง
‘บิ๊กอุ้ม’ เผยผลจัดอันดับการศึกษาไทยดีขึ้น แต่ต้องเร่งพัฒนาแบบก้าวกระโดด จี้ ‘บิ๊กศธ.’ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประขุมผู้บริหารศธ. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนแผนการยกระดับผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือPISAไปพร้อมกันและขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และในการประเมิน PISA จะมีความแตกต่างจากเดิม คือ การประเมินด้านวิทยาศาสตร์ของ PISA จะมีการเพิ่มเติมเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ให้ความสำคัญกับการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในบริบทหรือสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ในการจัดการกับประเด็นทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงขอฝากให้ทุกหน่วยงานมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทในระยะสั้นและมีแผนดำเนินการในระยะยาว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้รับทราบรายงานผลการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะและความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามแนวทางการประเมิน PISA โดย สพฐ. ได้มีการขยายผลการพัฒนาสมรรถนะความฉลาดรู้ในระดับเขตพื้นที่ลงสู่สถานศึกษา โดยการพัฒนาครูแกนนำ 1,400 คน เพื่อขยายผลไปสู่ครู 3 โดเมน จำนวน 27,397 คน ใน 245 เขต 9,214 โรงเรียน เพื่อมุ่งพัฒนาสมรรถนะความฉลาดรู้ในระดับชั้นเรียน ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และนำผลการสะท้อนการทำแบบทดสอบ Computer Based Testing ซึ่งในขณะนี้มีนักเรียนที่เข้าสู่ระบบ Computer Based Test (PISA Style) จำนวน 208,268 คน โดยเป้าหมายของการนำนักเรียนเข้าสู่ระบบนั้นอยู่ที่กว่า 500,000 คน
ในการนี้ สพฐ. ได้มีการถอดบทเรียนความสำเร็จในการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ที่สูงกว่า OECD ของโรงเรียนบ้านหลังเขาสังกัด สพป.กาญจนบุรี เขต 4 พบว่า สิ่งที่ทำให้ผลการสอบมีคะแนนสูง เนื่องจากผู้บริหารเห็นความสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครูเติมเต็มการคิดวิเคราะห์ ให้เทคนิคและแนวทางในการอ่านขั้นสูง นักเรียนที่ผ่านแบบทดสอบตามแนวทาง PISA มีการ “เน้น ซ้ำ ย้ำ ทวน” ส่งผลต่อการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ“ผู้บริหาร” เพราะการที่มีผู้บริหารหรือผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการพัฒนาครู สู่การพัฒนานักเรียน
ทั้งนี้ สสวท. ได้ร่วมกับ สพฐ. ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมสมรรถนะและความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางการประเมินระดับชาติ (PISA) ให้กับครูจำนวน 408 คน จากโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพมหานคร ที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 136 แห่ง เพื่อให้สามารถนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ฯ ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการขยายการอบรมให้กับหน่วยงานสังกัดต่าง ๆ อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่ง สสวท. จะเปิดหลักสูตรการอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา รุ่นที่ 2 โดยสามารถลงทะเบียนและอบรมผ่านทาง https://teacherpd.ipst.ac.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ก.ค. 2567
รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณที่ร่วมดำเนินการรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณและผลการใช้จ่ายงบประมาณฯ ให้แล้วเสร็จโดยไว และขอให้ผู้บริหารหน่วยงานติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำเกี่ยวกับการเร่งรัดก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยเฉพาะงบลงทุน ให้แล้วเสร็จ และตามที่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการนำเข้าข้อมูล แผนงาน โครงการที่เป็นงบรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ลงในระบบของกรมบัญชีกลาง ต้องชื่นชมทุกหน่วยงานที่ดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด หากหน่วยงานใดไม่สามารถจัดทำได้ตามกำหนดหรือมีปัญหาติดขัด
ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานในพื้นที่เร่งเข้าไปให้การช่วยเหลือทั้งด้านระบบและบุคลากร ฝากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน โดยเฉพาะเขตตรวจราชการ 18 เขต (สป., สพฐ.) ขอให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานกรรมการบริหารกลุ่มพื้นที่การศึกษา ประจำเขตตรวจราชการ ช่วยกำกับ ติดตาม เร่งรัด ดูแล แนะนำ และส่งเสริมสมรรถนะของผู้บริหารและสร้างเสริมสมรรถนะบุคลากรที่มีความสามารถ ในการเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยงานในพื้นที่ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่า การทำงานให้สำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่ผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงผู้ร่วมงานที่มีสมรรถนะสูง ก็สามารถเป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดงานให้กับเพื่อนร่วมงานในองค์กรได้เป็นอย่างดี
ต่อประเด็นการติดตามความเรียบร้อยด้านอาคารสถานที่ของหน่วยงานในสังกัด รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของอาคาร สถานที่ และภูมิทัศน์ ทั้งภายในอาคารและบริเวณโดยรอบหน่วยงาน โดยขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทั้งในระดับภาค ระดับจังหวัด ดูแลสถานที่ทำงานซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเรา โดยตนได้มอบหมายหัวหน้าผู้ตรวจราชการ ผู้ช่วยปลัด ศธ. และคณะ ตรวจสอบอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและบริเวณโดยรอบศธ. วางแนวปฏิบัติเป็น 2 แนวทาง คือ 1. ดำเนินการปรับปรุงได้ทันที 2. ต้องมีการวางแผนและดำเนินการในระยะกลางและระยะยาว อาทิ การตัดแต่งไม้ยืนต้น การซ่อมประตู/รั้วกระทรวง (บางส่วนที่ชำรุด) ซึ่งในการสำรวจตรวจสอบดังกล่าวนั้น ได้มีแบบประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนาด้วย โดยหวังให้เป็นแนวทางให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปพัฒนาต่อไป
รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่ออีกว่า ได้รับทราบสรุป ขีดความสามารถขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยปี 2567 จากรายงานของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD 2024) โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ดำเนินการเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีเป็นกรอบหลักในการวิเคราะห์ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากลโดย ไอเอ็มดี
ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รวม 67 ประเทศ ซึ่งในภาพรวมประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น จากอันดับที่ 30 เป็นอันดับที่ 25 และมีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 54 ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา โดยตัวชี้วัดที่มีอันดับดีที่สุด 3 อันดับแรก คือ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ และอัตราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คนที่สอนระดับประถมศึกษา
ตัวชี้วัดที่มีการพัฒนามากที่สุด 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา และดัชนีมหาวิทยาลัย
“ภาพรวมของด้านการศึกษา 2 ปีย้อนหลัง มีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ผลการทดสอบ PISA ทั้ง 3 ด้าน ความคิดเห็นต่อทักษะทางภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ และอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่ศธ.ต้องเร่งพัฒนา เพื่อให้เท่าทันระดับสากล ซึ่งจากผลการจัดอันดับนั้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีการพัฒนามาโดยตลอดและมีด้านที่ต้องเร่งพัฒนา การที่จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยการพัฒนาในการทำงานอย่างก้าวกระโดดมากกว่าที่เป็นอยู่
เนื่องจากทุกประเทศล้วนมีการพัฒนาเช่นเดียวกัน ขอให้ผู้นำทางการศึกษาทุกท่าน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งในระดับส่านกลาง ระดับเขตตรวจราชการ ระดับภาค และระดับจังหวัด ส่งเสริมการพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรในองค์กร ส่งผลต่อการนำนโยบายไปพัฒนาร่วมกัน สร้างเด็ก เยาวชน และครูให้มีทักษะ ความรู้ ความสามารถที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อสะท้อนผลการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย สิ่งที่สำคัญคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ มีการสื่อสาร สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาให้มากที่สุด” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บิ๊กอุ้ม เร่งอัพอันดับการศึกษาไทย จี้ ‘บิ๊กศธ.-ผอ.รร.’ ต้องเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th