โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เผยสาเหตุ ทำไมไม่พบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ จากซากเรือไททานิก ทั้งที่คร่าชีวิตกว่า 1,500 ศพ

Khaosod

อัพเดต 14 ก.ค. 2567 เวลา 15.00 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2567 เวลา 15.00 น.

เผยสาเหตุ ทำไมไม่พบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ จากซากเรือไททานิก ทั้งที่คร่าชีวิตกว่า 1,500 ศพ

จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่โลกไม่ลืม เมื่อเรือสำราญสุดหรู“ไททานิก” ประสบอุบัติเหตุจนจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อปี ค.ศ. 1912 หรือราว 112 ปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,517 คน รวมถึงโศกนาฏกรรมเรือไททัน ที่คร่าชีวิตนักสำรวจไปถึง 5 ศพ โดยมีหลายคนตั้งคำถาม ถึงเหตุใดไม่เคยพบซากชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ในก้นมหาสมุทรเลย

ภาพประกอบ

แต่ขณะที่ทางทีมสำรวจกลับยังคงพบเห็น ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ หลายชิ้นที่ยังคงทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเลลึก เช่น รองเท้า เครื่องประดับ ท่ามกลางน้ำทะเลที่เย็นจัดเพราะอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่ความลึก 3,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ภาพประกอบ

อย่างไรก็ตาม ด้านนายโรเบิร์ต บัลลาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจทะเลลึก ผู้ค้นพบซากเรือไททานิกเป็นคนแรกในปี พ.ศ. 2528 ได้ออกมาอธิบายว่า องค์ประกอบทางเคมีของน้ำทะเลที่อยู่ลึกลงไปจนถึงระดับหนึ่งนั้น เป็นตัวการสำคัญที่สามารถสลายกระดูกมนุษย์ได้

เนื่องมาจาก น้ำทะเลที่อยู่ลึกมากๆ จะอยู่ในสภาพที่พร่องสารแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของน้ำทะเล ไม่เหมือนน้ำทะเลที่อยู่ด้านบนที่ผิวน้ำจะอิ่มตัวด้วยสารนี้ โดยสารแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกคนและสัตว์

ภาพประกอบ

ดังนั้น เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่ตายหรือตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าและโดนกินเนื้อหนังจนหมด เหลือแต่กระดูก น้ำทะเลก็จะทำให้ชิ้นส่วนกระดูกละลายหายไปกลายเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำทะเล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เผยสาเหตุ ทำไมไม่พบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ จากซากเรือไททานิก ทั้งที่คร่าชีวิตกว่า 1,500 ศพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...