เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499
ข้อมูลเบื้องต้น
ตัวละคร เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน ทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ กราบงาม ๆ
เฟยเทียน/กัญญ์ญาภัค
เรื่องเล่าของอดีต
สายตาฝ้าฟางของชายชรากำลังมองไปยังหญิงชราผู้ร่วมชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แม้สายตาของเขาจะเริ่มขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่มากขึ้น
แต่กระนั้นสายตาทั้งสองข้างก็ยังคงทอดมองด้วยความอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อครั้งวันวาน
“ตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายเรียกไปกินข้าวตั้งนานแล้วนะ” น้ำเสียงค่อนข้างดัง ของหลานสาวผู้กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นตะโกนข้างหูของเขา สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เป็นเพราะหูของชายชราเริ่มจะไม่ได้ยินจากความเสื่อมถอยของสังขาร
“ตากำลังนั่งมองยายของหลานอยู่นะสิ ชมพู่เอ็งว่ายายสวยไหม” น้ำเสียงแหบพร่า เอ่ยถามหลานสาวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
ซึ่งคำถามนี้ ชมพู่อมยิ้มอย่างล้อเลียนในขณะมองใบหน้าของผู้เป็นตา พร้อมกับตอบออกไปเหมือนทุกวันนับตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่
“สวยจ้า ยายชะอมของหนูสวยที่สุด ไม่อย่างนั้น จะได้ตำแหน่งนางนพมาศประจำจังหวัดมาครองได้ยังไง”
“ใช่ไหมล่ะ ตาก็คิดเหมือนเอ็งนั่นแหละ ย้อนกลับไปตอนยายของเอ็งสาว ๆ นะ มีแต่คนมารุมจีบกันให้ครึก แต่ตากลับเป็นผู้โชคดีที่ได้ยายของเอ็งมาครองทั้งตัวและหัวใจ
เมื่อนึกถึงในตอนนั้นนะ หนุ่ม ๆ คู่แข่งของตาหลายคน น้ำตางี้ไหลเป็นทาง และยิ่งตอนตา ยกขันหมากไปสู่ขอยายนะ
ตาไม่อยากจะคุย คนพวกนั้นก็ยังเข้ามาจับไม้จับมือแสดงความยินดีกับตาด้วย” แม้ผู้พูดบอกไม่อยากจะคุย ทว่าวาจากลับสวนทาง ชมพู่จึงได้แต่ฉีกยิ้มให้กับความคุยฟุ้งของผู้เป็นตา
“คนพวกนั้นเขาไม่แค้นใจตากันหรือจ๊ะ เขาถึงได้มาแสดงความยินดีแบบนี้” เด็กสาว ถามขึ้นเหมือนเดิมอย่างไม่รู้สึกเบื่อ
“ยุคนั้น แม้ว่าจะเป็นยุคนักเลง ทว่าพวกเขาก็มีความเป็นลูกผู้ชายมากพอ รู้จักแพ้ รู้จักอภัย และเผอิญว่าตาเก่งกว่าคนพวกนั้นอย่างไรเล่า” ชายชรา ผู้เคยทำตัวเป็นนักเลงเก่ากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
ผู้เป็นหลานเองก็ฟังอย่างสนุกสนาน แม้ว่าเจ้าตัวจะฟังซ้ำ ๆ มาหลายรอบแล้วก็ตาม
ชะอมมองตากับหลานด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและรู้สึกสงสารผู้เป็นสามีที่ความทรงจำเริ่มถดถอย
แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนเรื่องเกี่ยวกับเธอชายคนนี้กลับไม่เคยลืม
“ตากับหลาน มัวแต่คุยโวกันอยู่นั่นแหละ รีบมากินข้าวกินปลากันได้แล้ว วันพรุ่งนี้ชมพู่ จะต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยนะ รีบกินรีบนอน จะได้ไม่ตื่นสาย” เสียงแหบแห้งของหญิงชรา ทำให้สองตาหลานส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
คนทั้งสามใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบทอันเป็นบ้านเดิมของชะอม ซึ่งลูกสาวกับลูกเขยผู้ทำงานอยู่เมืองหลวง ต่างก็เคยร้องขอให้เธอกับสามีย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งหลายครั้ง
แต่เนื่องจากพวกเขาต่างใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่นี่มาทั้งชีวิต ดังนั้นจึงได้พากันปฏิเสธ อีกอย่างมะขามผู้เป็นน้องชายของชะอมก็ถือเพศบรรพชิตบวชไม่สึกอยู่ภายในวัดประจำหมู่บ้าน
ชะอมจึงไม่คิดจะทิ้งน้องชายเพียงคนเดียวไปอยู่ที่อื่น ทางด้านดินหรือปฐพีผู้เป็นสามีก็เข้าใจภรรยาเป็นอย่างดีถึงความรักและความผูกพันระหว่างพี่น้อง
รวมถึงถิ่นบ้านเกิดท้องทุ่งแห่งนี้ อันเป็นสถานที่ก่อเกิดทั้งความรัก ความเศร้าและอีกหลายเรื่องราวที่มีทั้งทุกข์และสุข
ดังนั้นบุตรสาวเพียงคนเดียวจึงไม่เล้าหลือให้บิดามารดาไปอยู่กับตนอีก กระนั้นด้วยความเป็นห่วงเจ้าตัวจึงได้ว่าจ้างญาติพี่น้องซึ่งรู้จักนิสัยใจคอมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยให้เป็นผู้ดูแลคนทั้งสองแทน
ส่วนเจ้าตัวกับครอบครัวก็จะเดินทางมาหา พ่อแม่ในช่วงวันหยุดหรือว่างจากงาน
โชคดีที่ว่าบ้านเกิดของมารดานั้นอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่ชั่วโมงและในยุคสมัยนี้มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตจึงทำให้ความกังวลมีไม่มากเหมือนสมัยก่อน
แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเป็นห่วง ผู้เป็นลูกสาวจึงได้ส่งบุตรสาวคนเล็กที่มีความผูกพันกับตายายผิดจากพี่ชาย พี่สาว อีกทั้งเจ้าตัวก็เป็นเด็กขี้อ้อนให้มาอยู่กับพ่อแม่หลังจากจบม.6 ซึ่งผู้เป็นบุตรสาวก็ไม่ขัดข้อง
แถมซ้ำยังดีใจมากอีกด้วย ดังนั้นชมพู่จึงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นมหาวิทยาลัยดังประจำจังหวัดแห่งนี้แทนการอยู่กับพ่อแม่ตน
และผู้เป็นตาเองก็รู้สึกเอ็นดูหลานสาวคนนี้เป็นอย่างมาก สาเหตุเป็นเพราะเจ้าตัวมีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้เป็นยายสมัยสาว ๆ ไม่มีผิด จึงทำให้เธอเป็นที่รักของผู้เฒ่าชราทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง
โดยพี่น้องสองคนของเด็กสาวเองก็หาได้มีความอิจฉาผู้เป็นน้องไม่ เนื่องจากพวกเขาต่างก็พากันเอ็นดูน้องสาวคนนี้เช่นเดียวกัน
“ยายจ๋า นั่งเหม่ออะไรอีกแล้ว” ชมพู่ ถามผู้เป็นยายที่กำลังทอดสายตามองออกไปทางระเบียงหน้าบ้าน
“ยายแค่คิดถึงเรื่องเก่านะลูก หนูกินขนมหรือยัง” หญิงชรา ถอนสายตาออกจากภาพด้านนอก ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังทอแสงสีส้มเป็นสัญญาณว่าแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง
“กินแล้วจ้ะ ตาเองก็กำลังกินอยู่ ท่าทางของตาทำให้หนูอยากกินอีกรอบแล้ว ตั้งแต่หนูมาอยู่ที่นี่น้ำหนักของหนูขึ้นตั้งหลายกิโล” เด็กสาว พูดขึ้นพลางเอามือลูบท้องของตนไปมา
คำพูดของผู้หญิงอันเป็นที่รักทั้งคู่ได้ดังเข้าหูของชายชราผู้กำลังกลืนขนมอินทนิลลงคอ ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของหลานสาวคนโปรด
“หลานไม่อ้วนหรอก ตาคิดว่าออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ตาจะพูดให้ฟัง หากเป็นในสมัยตอนตายังหนุ่มนะ ยิ่งใครมีรูปร่างอวบ ๆ หรืออ้วนนี่เขาจะคิดกันว่าที่บ้านมีฐานะ แต่จะว่าไปตอนที่ตาเจอกับยายของหลาน ยายของเอ็งก็ผอมนะทั้ง ๆ ที่บ้านของเขา ก็ออกจะร่ำรวยกว่าทุกคนในหมู่บ้านด้วยซ้ำ” คำพูดของชายชราฟังดูย้อนแย้ง
“ตาจ๊ะ สรุปว่าอ้วนคือดีหรือไม่ดี หนูล่ะงง” ชมพู่ ถามขึ้นด้วยสีหน้าฉงน
“ก็ต้องดีสิ แต่ตาว่ารูปร่างแบบยายเอ็งนั่นแหละดีที่สุด” คำตอบซื่อ ๆ ของชายชราทำให้หญิงต่างวัยทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
“สำหรับตา อะไร ๆ ก็ยายชะอมอันดับหนึ่งเสมอล่ะจ้ะ” ชมพู่สัพยอก “เอ็งเพิ่งรู้รึ ตานึกว่าเอ็งรู้มาตั้งนานแล้วซะอีก” ชายชรา ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
ชะอม มองการโต้ตอบของสองตาหลาน ก่อนจะนึกย้อนไปถึงวันวาน
(หากในตอนนั้นฉันไม่ได้โอกาสมีชีวิตใหม่ก็คงจะไม่ได้เจอกับคู่ชีวิตที่แสนดีแบบนี้ ขอบคุณนะคะท่านยมที่มอบชีวิตครั้งที่สองอันแสนล้ำค่านี้ให้กับฉัน) หญิงชรา คิดขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างทั้งปากและตา
####มาแนะนำนิยายเรื่องใหม่ค่ะ ขอฝากเรื่องของชะอมเอาไว้ด้วยนะคะ กราบงาม ๆ
ท่านไม่ได้แกล้งฉันใช่ไหม?
สาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ
“เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง”
ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่อนข้างใหญ่ติดดุดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“วิญญาณมนุษย์เฌอแตม เธอได้สิ้นอายุขัยลงแล้วจงตามเราไปเสีย” คำพูดนี้ได้ทำให้ร่างวิญญาณของเฌอเอมหันขวับมาทางต้นเสียงทันที
“ฉันชื่อเฌอเอม” เธอตะโกนใส่หน้าผู้มารับวิญญาณเสียงดัง
ร่างชายหนุ่มผู้สวมชุดลำลองอย่างไม่เป็นทางการผงะ ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนก่อนที่จะเรียกไอแพดของตนขึ้นมาเปิดดูข้อมูลของดวงวิญญาณที่จะต้องมารับตามวันและเวลาที่ถูกระบุไว้อย่างละเอียด
“เอ่อ…คะ..คือ” ท่าทางของเขายิ่งตอกย้ำความมั่นใจให้กับเฌอเอมเศรษฐีนีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวมาอย่างยากลำบากเพราะตัวเองเป็นเด็กกำพร้ามากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทบทวีว่ายมทูตตนนี้คงทำงานผิดพลาดอย่างแน่นอน
“ท่านว่ามาเลยจะชดเชยให้ฉันยังไง” ท่าทางเท้าเอว ดวงตาถลึงมองเขาอย่างเอาเรื่องทำให้ยมทูตฝึกหัดตนนี้หลั่งเหงื่อเย็น เคยแต่ขู่วิญญาณแต่ตอนนี้ข้ากลับมาถูกวิญญาณข่มขู่ ไม่ได้การจะต้องรีบหาทางแก้ไขไม่อย่างนั้นเราจะต้องได้รับโทษหนักแน่ สมองของยมทูตท่านนี้กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
“ดวงวิญญาณมนุษย์เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของผมจริง ดังนั้นผมจะส่งคุณกลับคืนร่างเดิมก็แล้วกัน” หลังจบประโยคของเขา ร่างวิญญาณของทั้งคู่ก็ได้มาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงชันสูตรภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลาที่วิญญาณทั้งสองพูดคุยกัน ได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิย้ายร่างไร้วิญญาณของเฌอเอมมายังโรงพยาบาลได้สักครู่ใหญ่แล้ว
เฌอเอมมองสภาพร่างกายอันไม่น่าดูของตนพลางส่ายศีรษะไปมาใบหน้าวิญญาณของเธอเองก็แทบอยากจะหลั่งน้ำตา
“ท่านแน่ใจนะว่าด้วยร่ายกายแบบนี้ฉันจะยังใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านก็รับวิญญาณของฉันไปเสียเถิด อย่างน้อยด้วยความดีที่สั่งสมมาคงจะไม่ถึงกับตกนรกหรอกมั้ง” คำพูดปลดปลงของเธอยิ่งนำพาความรู้สึกผิดมาให้กับยมทูตตนนี้เป็นอย่างมาก
เจ้ามนุษย์เอ๋ย หากคุณต่อว่าผมหรือตีโพยตีพายยังดีกว่าการที่คุณเอ่ยออกมาแบบนี้เสียอีก ยมทูตผู้รับดวงวิญญาณของสาวใหญ่คิดด้วยความรู้สึกผิด
กอปรกับท่าทางของเฌอเอมที่ยืนนิ่งอย่างยอมรับชะตากรรมยิ่งทำให้ยมทูตหนุ่มตัดสินใจตรวจสอบเรื่องราวอดีตของเธอใหม่อีกครั้ง “ผมรู้แล้วว่าจะส่งคุณไปที่ไหน” เสียงของยมทูตได้เรียกให้วิญญาณของเฌอเอมมองใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ
“คุณรู้จักโลกคู่ขนานหรือไม่จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกเอาเป็นว่าโลกแห่งนั้นเป็นโลกทับซ้อนกับปัจจุบันซึ่งดวงชะตาของคุณนั้นเมื่อครั้งอดีตเคยอยู่ในที่แห่งนั้นมาก่อนและได้ตกตายลงในวัยเพียงเจ็ดปี”
ยมทูตหนุ่มยังกล่าวไม่ทันจบ เฌอเอมก็โต้ขึ้นด้วยคล้ายเข้าใจความหมายของเขา
“ท่านคงจะไม่ได้หมายความว่าให้ฉันเป็นเด็กคนนั้นหรอกใช่ไหม” ใบหน้าวิญญาณของเฌอเอมแสดงความตกใจเช่นเดียวกับน้ำเสียง
ยมทูตพยักหน้าราวลูกไก่จิกข้าวสาร “คุณอย่าทำสีหน้าแบบนั้นสิ ร่างเด็กคนนั้นแท้จริงก็คือคุณนะ เพียงแต่ว่าเป็นอีกโลกหนึ่งก็แค่นั้นเอง หากคุณยินยอมผมจะได้ส่งไปเลยเพราะเด็กคนนั้นเพิ่งจะวิญญาณออกจากร่างหากช้ากว่านี้เกรงว่า..” ใบหน้ากับน้ำเสียงของเขาทำให้เฌอเอมเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไร
“แล้วถ้าหากฉันไม่ไปล่ะจะเป็นยังไง” สาวใหญ่ผู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานถามขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจหากเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากไปเกิดให้เหนื่อยอีกหรอกนะ
“คุณจะต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนจนกว่าจะสิ้นอายุขัย” น้ำเสียงจืดเจื่อนของยมทูตตอบอ้อมแอ้ม
“ทะ..ท่าน เฮ้อ! แล้วอายุขัยของฉันคือเท่าไหร่” เฌอเอม อยากจะเสียงดังใส่แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเธอก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงท้อง
“เก้าสิบห้าปี รวมถึงถ้าหากเธอย้ายไปอยู่ร่างใหม่อายุของคุณก็จะสิ้นสุดที่เท่านี้เหมือนกัน อีกทั้งยังแข็งแรงด้วยนะผมรับรองว่าคุณจะจากไปด้วยโรคชราไม่ทุกข์ทรมานเห็นไหมว่ามันดีมาก” ท่าทางเช่นนี้ของผู้พูด
ทำให้เฌอเอมมองค้อนยมทูตหนุ่มดวงตากะหลับ กะเหลือก “ท่านรีบปิดการขายเสียจริง สภาพครอบครัวเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร ฉันบอกตามตรงนะหากต้องเป็นเด็กกำพร้าอีกฉันขอเป็นวิญญาณเร่ร่อนดีกว่า” น้ำเสียงของเฌอเอมไม่ยินดียินร้าย
“เด็กคนนั้นเป็นครอบครัวใหญ่มีปู่ย่า ลุง ป้า พ่อแม่ ลูกพี่ลูกน้องชาย และน้องชายซึ่งแต่ละคนนั้นรักเจ้าของเดิมมาก” ยมทูตหนุ่มรีบตอบทันควัน
“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นท่านจะรออะไรล่ะ รีบส่งฉันไปเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นหากช้ากว่านี้ร่างนั้นเกิดใช้การไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง” เฌอเอมรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้นรีบกล่าวเร่ง
ก่อนหน้านั้นราวยี่สิบนาที ภายในหมู่บ้านทุ่งเนินดินเองก็กำลังเกิดความโกลาหล
“แม่ไอ้ขาม เธอรีบกลับบ้านเร็วเข้าเกิดเรื่องกับชะอมแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบเนื่องจากวิ่งมาไกล
“อากาบเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวฉันเป็นอะไร” มะลิ รีบเดินขึ้นจากหนองน้ำในขณะงมหอยถามขึ้นอย่างร้อนใจ
“ฉันก็ไม่รู้อะไรมากหรอกได้ยินมาว่าเป็นลมตอนอยู่ใต้ถุนเรือน” หญิงวัยกลางคนตอบไปพลางเร่งฝีเท้าวิ่งตามหญิงสาวแม่ของเด็กหญิงผู้เป็นลมไปติด ๆ
ในตอนนี้เฌอเอมกำลังยืนมองร่างอันปวกเปียกของเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยสภาพอันชวนสังเวช
“ท่านยม นี่ท่านไม่ได้กลั่นแกล้งฉันใช่ไหมมีอย่างที่ไหนจะให้เข้าร่างใหม่ทั้งทีจะเลือกดีดีหน่อยก็ไม่ได้”
“วิญญาณมนุษย์คุณอย่ากล่าวหาผม แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นลมในกองขี้ควายก็ตามแต่สภาพร่างกายโดยรวมนั้นดีมาก อีกอย่างคุณไม่เห็นเหรอว่าน้องชายของเธอก็เอาแต่ร้องเรียกคนเป็นพี่ด้วยน้ำตานอง ผมว่าคุณรีบไปเข้าร่างเถอะก่อนที่แม่ของร่างนี้จะเป็นลมเพราะรับไม่ได้ที่ลูกของตัวเอง…” ยังไม่ทันที่ร่างวิญญาณของเฌอเอมจะตอบโต้ร่างกายของเธอก็ถูกมือของยมทูตหนุ่มผลักอย่างตั้งใจ
“ลาก่อนชั่วคราวนะ เอาไว้พบกันใหม่เมื่อถึงเวลา” ยมทูตหนุ่มตนนั้นโบกมือบ๊ายบายไปทางร่างของเด็กหญิงผู้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายตนก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไป
“พี่จ๋า ตื่นสิต่อไปหนูจะให้พี่กินข้าวมาก ๆ พี่จะได้ไม่เป็นลมแบบนี้อีก รีบตื่นเร็วเข้าขี้ของเจ้าทุยกับนางเผือกมันเหม็นมากเลยนะพี่ไม่เหม็นเหรอ” เสียงของเด็กชายพูดไปก็สูดน้ำมูกของตนไปเพราะเริ่มขวัญเสีย
“มะขาม ชะอมเป็นอะไร” ผู้มาใหม่ ถามน้องชายเสียงหอบ “พี่โมก นะ..หนูไม่รู้ ตอนพี่ชะอมกำลังเอาหญ้าให้เจ้าสองตัวนี้กินพี่เขาก็ล้มลงไป พอหนูเห็นก็รีบวิ่งเข้ามาดู” คนพูดละล่ำละลักตอบเมื่อเห็นว่าคนถามคือลูกพี่ลูกน้องของตน
เด็กชายวัยแปดขวบตกใจจนใบหน้าเปลี่ยนสี “พี่จะรีบไปตามปู่ ย่า ชะ..ใช่ต้องไปตามพ่อแม่ด้วย” เจ้าตัวกำลังจะหมุนกายจากไปหลังจากจับตัวของน้องสาวแล้วพบว่ามันค่อนข้างผิดปกติ
และยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำตามความตั้งใจเด็กชายตัวผอมก็มองเห็นมะลิผู้เป็นอาสะใภ้วิ่งหน้าเริ่ดมาแต่ไกล
“ชะอม ลูกอยู่ไหน มะขามล่ะเอ็งอยู่ไหน” มะลิ ตะโกนเรียกหาลูกหญิงชายโดยที่ยังวิ่งมาไม่ถึงเรือนใกล้จะผุพังของครอบครัว
“แม่จ๋า หนูอยู่นี่ แม่รีบมาดูพี่ชะอมเร็วเข้า” มะขามรีบตะโกนขึ้นเสียงดัง โมกจึงได้รีบหลบผู้เป็นอาสะใภ้สาว
เมื่อมะลิเห็นสภาพอันมอมแมมของลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายหัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ
“ชะอมลูกแม่” เธอลงไปจับตามลำตัวของลูกอย่างไม่ลังเล พลางเรียกชื่อของเด็กหญิงเสียงสั่นเครือ
เฌอเอมผู้อยู่ในร่างผอมบางของชะอมพยายามจะฝืนเปลือกตาของตนขึ้นแต่ทว่าก็จนใจจึงได้แต่นอนอย่างนิ่งเงียบต่อไป
“โมก เอ็งไปตามปู่มาเร็วเข้าอาจะอุ้มน้องไปวางบนแคร่ก่อน” มะลิพูดเจือเสียงสะอื้นด้วยความกลัว
“มา ๆ ฉันช่วย เอ็งก็ตัวผอมแค่นั้นจะไปมีแรงอุ้มชะอมมันได้ยังไง” หญิงวัยกลางคนผู้ตามมาด้วยขันอาสา
“ขอบใจจ้ะอากาบ” แม้ว่าจะมีคนอุ้มร่างปวกเปียกของลูกสาวตนทว่ามะลิก็ยังคงช่วยประคองร่างอันหมดสติของลูกน้อยอีกแรง
“มะลิ เอ็งไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ลูกก่อน ข้าว่าชะอมไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วล่ะ” กาบพูดขึ้นหลังจากวางเด็กหญิงลงบนแคร่ใต้ต้นมะขามใหญ่
“จ้ะอา” มะลิ รับคำเสียงสั่นอย่างไม่วางใจ
มะขามยกมือปาดน้ำตาโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นมูลควายคู่ยากของบ้านตน
“ย่ากาบ พี่ชะอมจะไม่เป็นไรใช่ไหมจ๊ะ” คำถามของเด็กชายได้เรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูของหญิงวัยกลางคน
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เอ็งเห็นไหมว่าพี่สาวยังหายใจแต่ก็ยังวางใจไม่ได้จะต้องรอปู่เอ็งก่อน” ผู้พูดชี้ไปที่หน้าอกสะท้อนขึ้นลงของคนหมดสติ
####มาอีกตอนนะคะจากการเปิดเรืื่องไปตอนแรก โปรดติดตามและสนับสนุนด้วยนะคะกราบงาม ๆ
ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่?
“ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง
“น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหายใจหอบละล่ำละลั่กตอบอย่างรวดเร็ว
“น้องเป็นลม” สามคำสั้น ๆ ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นออกตัววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านทันที
“ไอ้ก้อน รอพ่อด้วย” ชายผู้มีอายุห้าสิบตะโกนเรียกบุตรชายเสียงดังแต่ทว่าดูเหมือนเสียงของเขาจะส่งไปไม่ถึงผู้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง
“เจ้าโมก น้องเป็นลมได้ยังไงเกิดอะไรขึ้น” คนเป็นพ่อถามลูกชายอย่างวิตก “ไม่รู้ครับ” เด็กชายโมกส่ายศีรษะไปมาเนื่องจากเจ้าตัวเองก็ยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปอย่างชัดแจ้ง
“ถามกับหลานไปจะได้อะไร ทองคำเอ็งพาพ่อนำหน้าไปก่อน เดี๋ยวแม่กับชบาจะตามไปทีหลัง”
“จ้ะแม่ พ่อพวกเราไปกันเร็วเข้า ไม่รู้ยายหนูจะเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์รีบฉุดแขนพ่อของตนให้เดินมาทางจักรยานคันใหญ่ซึ่งค่อนข้างเก่ามากแล้ว
บุญมีเร่งรีบเดินตามการดึงของบุตรชายอย่างไม่รอช้า คล้อยหลังสามีกับลูกชายคนโตนางสายใจผู้เป็นย่าของเด็กชายหญิงสามคนก็หันมาตะโกนบอกกับผู้ที่ทำงานร่วมกันก่อนที่เธอจะรีบจำอ้าวกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มุ่งหน้ากลับเรือนของตนอย่างไม่รอช้าโดยมีหลานชายคนโตวิ่งออกตัวนำหน้าแม้ว่าเจ้าตัวจะเหน็ดเหนื่อยเพราะยังไม่ทันได้พักก็ตาม
เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่มะลิกับมะขามก็มองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งพร้อมกับหอบเอาฝุ่นละอองสีแดงปลิวตามลมมาด้วย
“พ่อ/พี่ก้อน” เสียงของลูกชายกับเมียรักได้ทำให้ทองก้อนวิ่งมาหยุดยืนตรงหน้าแคร่ใต้ร่มมะขามใหญ่
“มะลิ ลูกเป็นอะไร” เสียงหอบเหนื่อยของเขาถามขึ้นอย่างหวาดหวั่นเมื่อมองเห็นร่างของบุตรสาวคนโตนอนเหยียดยาวไม่ไหวติง
“พ่อจ๋า พี่เป็นลม” ลูกชายคนเล็กตอบเจือเสียงสะอื้นอีกครั้ง
“เป็นลม! ที่ลูกเป็นอย่างนี้เพราะพี่แท้ ๆ” ชายหนุ่ม เดินเข้าไปใกล้ร่างของลูกสาวกล่าวโทษตัวเอง
“พี่” มะลิ ยกมือปาดน้ำตาเอ่ยเรียกสามีคล้ายกับมีอะไรติดอยู่ในลำคอจึงทำให้เธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก
“หากพี่หาเงินได้มากกว่านี้ลูกก็คงไม่อดจนต้องเป็นลม ทุกอย่างเป็นเพราะพี่ที่เป็นพ่อไม่ได้เรื่อง” ทุกถ้อยคำพูดอันแสนเจ็บปวดนี้ได้เข้าหูของเฌอเอมอย่างชัดเจน
ครอบครัวนี้ยากจนมากเลยเหรอเด็กคนนี้ถึงได้หิวจนเป็นลม ท่านยม ท่านส่งฉันมาเกิดใหม่เพื่อจะให้ตายอีกรอบหรือยังไงมีไอเทมพิเศษอะไรให้ฉันเหมือนในนิยายบ้างหรือไม่ ในขณะที่เฌอเอมกำลังคิดอย่างฟุ่งซ่าน
‘เจ้ามนุษย์น้อย ไอเทมอะไรพวกนั้นมันก็มีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ เจ้ามีหนึ่งสมอง สองมือ สองเท้าไม่ใช่เหรอ จงพยายามเข้านะและค่อย ๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้ไปเรื่อย ๆ ล่ะเพื่อที่คุณจะได้มีช่องทางทำมาหากิน’
เฌอเอม ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เรื่องนี้เป็นความผิดท่านแท้ ๆ แต่ก็ช่างเถอะก็อย่างที่ท่านพูดนั่นแหละ เอาล่ะในเมื่อมาแล้วฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้อย่างเด็ดขาด เธอคิด
ในระหว่างนี้ปู่ของเด็กหญิงผู้ซึ่งตามหลังลูกชายมาติด ๆก็กำลังตรวจดูร่างกายของหลานสาวตามความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อสมัยยังหนุ่ม แม้จะไม่ได้เก่งกาจเทียบเท่าหมอแผนปัจจุบันก็ตามทว่าการรักษาของเจ้าตัวนั้นก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งสำหรับคนยากจนในแถบชนบทอันห่างไกลหมอเช่นนี้
“พ่อ! ชะอมเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงอันร้อนใจของลูกชายคนเล็กกล่าวเร่ง
“ลูกเอ็งไม่เป็นอะไรแล้วอีกไม่นานก็ฟื้น” ผู้พูดพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
สิ้นคำกล่าวของเขาไม่นานเปลือกตาของเด็กหญิงก็เริ่มขยับไปมา เด็กชายตัวเล็กผู้จ้องมองคนเป็นพี่อยู่ตลอดรีบเรียกชื่อของเธอเสียงดัง
“พี่ชะอม พี่จ๋ารีบตื่นเร็วเข้า”
หลังจากเฌอเอมลืมตา เธอก็ตกใจกับภาพที่เห็นเพราะมีใบหน้าของคนไม่คุ้นเคยมากมายต่างมองดูเธอด้วยแววตาแห่งความเป็นห่วง
“ลูกฟื้นแล้ว” มะลิ ยกมือปาดน้ำตากล่าวเสียงสั่น
“ชะอม หิวไหมลูก” ทองก้อน ถามขึ้นบ้างด้วยดวงตาแดงก่ำ
ใบหน้างงงวยของหลานสาวทำให้บุญมีหัวใจกระตุกวูบ “ชะอม เอ็งจำปู่ได้ไหม” คำถามของชายวัยห้าสิบผู้เป็นหมอยาประจำหมู่บ้านได้เรียกความตกใจของคนในครอบครัวออกมาอีกครั้ง
ทำยังไงดี ฉันไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างอยู่เลย สีหน้ายุ่งยากของผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้นนั้นยิ่งตอกย้ำความกังวลให้กับคนภายในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น
“จำไม่ได้จ้ะ” เฌอเอมเลือกยอมรับตามตรง
“ลูกแม่/ลูกพ่อ” พ่อแม่หนุ่มสาวของเธอพากันร้องไห้โฮ “พวกเอ็งจะร้องไห้ทำไม หลานข้าแค่จำไม่ได้แต่เธอก็ยังไม่ตายแค่นี้ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว” เสียงอันดังจากหญิงวัยกลางคนแม้จะทำให้ทุกคนสะดุ้งเพราะความตกใจแต่ก็เหมือนจะทำให้พ่อแม่ของร่างเดิมมีสติมากขึ้น
“ชะอม ย่าทำให้ตกใจเหรอลูก” สายใจ ยกมือลูบหัวหลานสาวด้วยความสงสารจับใจกล่าวเสียงอ่อน
เฌอเอมส่ายศีรษะไปมา พลางอาศัยจังหวะนี้กวาดตามองผู้คนที่กำลังรายล้อมตนไปด้วย
และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเสียงท้องเจ้ากรรมก็ร้องขึ้นปานฟ้าจะถล่ม สาวใหญ่ในร่างของเด็กหญิงเอามือกุมท้องใบหน้าแดงด้วยความอาย
“หิวสินะ เดี๋ยวป้าจะไปหาอะไรมาให้กินอดทนหน่อยนะลูก”
เฌอเอมมองใบหน้าของคนพูดพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “มะลิ พ่อว่าเอ็งพาลูกไปอาบน้ำก่อนเถอะจากนั้นค่อยมาคุยกัน”
“จ้ะ พ่อ” หลังรับคำ มะลิจึงได้หันมาพูดกับลูกสาวด้วยแววตาแห่งความเศร้าเมื่อคิดว่าลูกหลงลืมตน “ชะอมไปอาบน้ำกับแม่นะ”
“แม่” เด็กหญิงพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ
“ใช่ลูก แม่ชื่อมะลิเป็นแม่ของหนู” หญิงสาวโอบกอดบุตรในอุทรอย่างไม่รังเกียจความสกปรกตามเนื้อตัวมอมแมมของคนเป็นลูก
“ฮือ ๆ แม่จ๋า ฉันมีแม่แล้ว” แม้ว่าคำพูดของเธอจะฟังดูประหลาดทว่ากลับไม่ได้ทำให้ใครสงสัยเพราะคิดว่าเด็กหญิงคงจะสูญสิ้นความทรงจำของตนไปจนหมด
“พี่สาย พี่บุญ หลานจะหายดีไหม” คำถามของหญิงรุ่นน้อง ได้ทำให้เจ้าของชื่อทั้งสองต่างพากันส่ายหัว
“ข้าไม่รู้หรอกนางกาบ แต่อย่างน้อยหลานข้าก็ยังอยู่” คำตอบของบุญมีนั้นช่างแทนใจคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
“นั่นสิ ความจำหายก็ยังดีกว่าตาย ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วฉันขอกลับเรือนก่อนนะ”
“อืม ขอบใจเอ็งมากนะ” สายใจผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสามเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
“คนกันเองพี่จะเกรงใจทำไม ชะอมมันก็หลานฉันเหมือนกัน” ผู้พูดเอ่ยพร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับเรือนของตน
เฌอเอมมองโอ่งน้ำใบใหญ่และตุ่มน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าด้วยสีหน้าเหลื่อเชื่อ
“ชะอม มาผลัดเปลี่ยนผ้าก่อนลูก” น้ำเสียงของมะลิปลุกเด็กหญิงตื่นจากภวังค์
“แม่จ๋า บ้านเราไม่มีห้องน้ำเหรอ”
“ไม่มีหรอกลูก บ้านเราก็อาบน้ำกันตรงนี้แหละ เวลาปวดท้องก็นู่นวิ่งเข้าป่าตรงนั้น”
เสียงวิ้ง ๆ ดังขึ้นในหัวของเฌอเอมทันที “แม่เอาผ้านุ่งมาให้แล้ว แม่จะสอนหนูนะ” แม้มะลิจะรู้สึกเสียใจแต่เธอก็พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
การเปลี่ยนผ้าในที่โล่งแจ้งสำหรับเฌอเอมนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างทุลักทุเลไปบ้างแต่ทว่าเธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีในที่สุด
“แม่จ๋า น้ำมาจากไหน” หลังจากใช้น้ำไปมากกว่าครึ่งตุ่มเฌอเอมในร่างของชะอมจึงอดที่จะถามออกมาไม่ได้ด้วยความรู้สึกสงสัยและสังหรณ์ใจบางอย่าง
“เราต้องไปหาบจากกลางหมู่บ้านตรงนั้นจะมีเครื่องโยกน้ำ” คำตอบของแม่ ได้เรียกเสียงเปรี้ยงราวกับฝ่าผ่าขึ้นในหัวของเฌอเอม
“แม่จ๋า ปีนี้พ.ศอะไร” ผู้ถามใบหน้าเริ่มซีดขาวแม้ว่าเจ้าตัวจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม
“2499 ปีนี้หนูมีอายุเจ็ดปี แม่กำลังจะพาไปสมัครเรียนเดือนหน้า” มะลิ ยิ้มอ่อนตอบลูกสาวเสียงเบาด้วยความสงสาร
“2499!!” เฌอเอม ทวนซ้ำอย่างตกตะลึง เราย้อนกลับมาเกิดห่างจากพ.ศเดิมเจ็ดปีอย่างนั้นเหรอแต่ในตอนนั้นเราถูกเก็บมาเลี้ยงและไม่เคยได้ใช้ชีวิตในชนบทมาก่อนเลยแต่ดูเหมือนว่าที่นี่…
“ชะอม!! ลูกเป็นอะไร” เมื่อเห็นว่าลูกสาวนิ่งค้างมะลิเองก็เริ่มใจคอไม่ค่อยดีอีกครั้งจึงได้เรียกชื่อของเธอเสียงดัง
“ห๊ะ! หา” เด็กหญิงสะดุ้งเมื่อมืออันผอมบางของคนเป็นแม่จับเข้าที่ไหล่อันเปลือยเปล่า
มะลิ อยากจะหลั่งน้ำตาอีกครั้งยามเมื่อเห็นใบหน้าอันแสนตื่นตระหนกของลูกสาวอันเป็นที่รัก
ท่าทางของเธอทำให้เฌอเอมรู้สึกผิด “แม่จ๋า หนูไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แม่อย่าร้องไห้นะ” มือเล็กของเด็กหญิงจับมือหยาบกร้านของคนเป็นแม่เอ่ยเสียงหวาน
“ลูกไม่เป็นอะไรแน่นะ” มะลิถามย้ำ
“จ้า แต่ถ้าแม่ยังไม่เปลี่ยนผ้าให้หนู” น้ำเสียงหยอกเย้าของลูกสาวทำให้มะลิรีบหาผ้าแห้งผืนใหม่นำมาผลัดให้เด็กหญิงอย่างรีบร้อน
ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะเดินจูงมือกันออกมาจากด้านหลังเรือน กลิ่นหอมของข้าวหุงสุกใหม่ก็ได้ลอยมาตามลมทำให้ท้องของเฌอเอมส่งเสียงร้องออกมาอีกคำรบ
“หิวใช่ไหม รีบเดินกันเถอะหนูจะได้กินข้าว” คนเป็นแม่พูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทางเขินอายของลูกสาวตัวน้อย
“จ้ะ” เฌอเอมรับคำเสียงเบา
บนแคร่หน้าเรือนของบ้านตอนนี้ได้มีจานกับข้าวรวมถึงหม้อข้าวใบขนาดกลางตั้งอยู่
เฌอเอมถอนใจยามเมื่อเห็นกับข้าวในจานที่มีเพียงผักต้ม ไข่ต้มอยู่สามฟองและพริกป่นน้ำปลา
“ชะอม มานั่งข้างย่า” หญิงวัยกลางคนกวักมือเรียกหลานสาวหนึ่งเดียวภายในครอบครัว
“พี่จ๋า พี่ต้องกินข้าวเยอะ ๆ นะจะได้ไม่เป็นลมอีก” เด็กชายตัวน้อยเอ่ย ในขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ได้ใช้ช้อนสังกะสีสภาพค่อนข้างเก่าแค่ดูก็รู้ว่าจะต้องผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานตักไข่ไก่หนึ่งฟองใส่จานข้าวคนเป็นพี่อย่างไม่นึกหวง
“เอาไข่ของพี่ไปด้วย น้องสาวตัวเล็กมากกินไข่อีกหน่อยจะได้ตัวโตมากกว่านี้” เด็กชายร่างผอมสูงก็ตักไข่ไก่อีกฟองใส่ลงในจานของคนเป็นน้องเช่นกัน
การกระทำอันห่วงใยของเด็ก ๆ ได้เรียกรอยยิ้มแฝงความเศร้าให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน
เฌอเอมอดที่จะสะท้านในอกของตนไม่ได้ เธอมองไข่ต้มในจานข้าวของตนสลับกับใบหน้าของคนในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่หกเด็กอีกสามอย่างหม่นหมอง
“แบ่งกันกินเถอะค่ะ พวกเราต้องได้กินเหมือนกัน” เด็กหญิงใช้ช้อนแบ่งไข่ต้มออกเป็นสองซีกทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนคนอยู่ดี
“แม่กับพ่อ” “ปู่กับย่า ไม่กินหรอกพวกหนูกันกันเถอะ” คำตอบของผู้ใหญ่ในครอบครัวทำให้เด็กชายหญิงส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยินยอม
“ถ้าอย่างนั้นเอาให้ปู่กับย่า พ่อแม่ไม่อยากกิน” สองพี่น้องทองคำกับทองก้อนปฏิเสธออกมาพร้อมกัน
แต่แล้วเฌอเอมหาได้ให้พวกเขาทำตามใจเด็กสาวได้นำไข่เหล่านั้นมาแบ่งครึ่งอีกและทำให้เป็นยำไข่ต้มโดยการราดน้ำปลาพริกลงไป
“เราได้ยำไข่ต้มแล้วค่ะ กินข้าวกันเถอะ” คนในครอบครัวมองไปยังจานไข่ต้มที่ตั้งอยู่ด้วยใบหน้าฉงน
“กินกันเถอะ หนูหิวแล้ว” เฌอเอมพูดพร้อมกับตักไข่ในจานให้ย่า ก่อนตามมาด้วยแม่และน้องชายเท่าที่แขนผอมบางของตนจะเอื้อมถึง
หลังกลืนข้าวลงคอไปแล้วเฌอเอมจึงได้ลองเสนอความเห็นของตนออกมา “หนูว่าวันหลังพวกเราเอาไข่ไปทอดแทนการต้มดีไหมจ๊ะ”
“ไข่ทอด! มันเป็นยังไง” ชบามองใบหน้าของหลานสาว ถามออกมาด้วยความซื่อ
“หา!” เฌอเอม ร้องเสียงหลง สรุปตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนแม้แต่ไข่ทอดพวกเขาก็ไม่รู้จัก
“หนูขอถามได้ไหมกับข้าวที่นี่พวกเรากินกันยังไง” หลังตั้งสติได้เธอจึงได้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“ปิ้ง ย่าง และก็ต้ม ส่วนไข่ที่หลานกินป้าก็เอาไปหมกทรายและตากแดดเอาไว้” ชบาตอบตามจริง
ในตอนนี้ใบหน้าของเฌอเอมได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับน้องชายตัวเล็กของตนเป็นอย่างมาก
“พี่จ๋า หน้าของพี่ตลกมากเลย” แต่สำหรับเฌอเอมนั้นเจ้าตัวกลับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ จึงได้แต่ทำหน้าเหวอต่อไป
### โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ กราบงาม ๆ