โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.57 น. • กัญญ์ญาภัค
เมื่อเฌอเอม ถูกนำวิญญาณไปผิดฝาผิดตัว ยมทูตจึงให้เธอได้มาเกิดใหม่ แต่การเกิดครั้งนี้กลับทำให้เธออยากจะหลั่งน้ำตา เมื่อต้องมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงชาวนานามว่าชะอม

ข้อมูลเบื้องต้น

ตัวละคร เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน ทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ กราบงาม ๆ

เฟยเทียน/กัญญ์ญาภัค

เรื่องเล่าของอดีต

สายตาฝ้าฟางของชายชรากำลังมองไปยังหญิงชราผู้ร่วมชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แม้สายตาของเขาจะเริ่มขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่มากขึ้น

แต่กระนั้นสายตาทั้งสองข้างก็ยังคงทอดมองด้วยความอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อครั้งวันวาน

“ตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายเรียกไปกินข้าวตั้งนานแล้วนะ” น้ำเสียงค่อนข้างดัง ของหลานสาวผู้กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นตะโกนข้างหูของเขา สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้เป็นเพราะหูของชายชราเริ่มจะไม่ได้ยินจากความเสื่อมถอยของสังขาร

“ตากำลังนั่งมองยายของหลานอยู่นะสิ ชมพู่เอ็งว่ายายสวยไหม” น้ำเสียงแหบพร่า เอ่ยถามหลานสาวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

ซึ่งคำถามนี้ ชมพู่อมยิ้มอย่างล้อเลียนในขณะมองใบหน้าของผู้เป็นตา พร้อมกับตอบออกไปเหมือนทุกวันนับตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่

“สวยจ้า ยายชะอมของหนูสวยที่สุด ไม่อย่างนั้น จะได้ตำแหน่งนางนพมาศประจำจังหวัดมาครองได้ยังไง”

“ใช่ไหมล่ะ ตาก็คิดเหมือนเอ็งนั่นแหละ ย้อนกลับไปตอนยายของเอ็งสาว ๆ นะ มีแต่คนมารุมจีบกันให้ครึก แต่ตากลับเป็นผู้โชคดีที่ได้ยายของเอ็งมาครองทั้งตัวและหัวใจ

เมื่อนึกถึงในตอนนั้นนะ หนุ่ม ๆ คู่แข่งของตาหลายคน น้ำตางี้ไหลเป็นทาง และยิ่งตอนตา ยกขันหมากไปสู่ขอยายนะ

ตาไม่อยากจะคุย คนพวกนั้นก็ยังเข้ามาจับไม้จับมือแสดงความยินดีกับตาด้วย” แม้ผู้พูดบอกไม่อยากจะคุย ทว่าวาจากลับสวนทาง ชมพู่จึงได้แต่ฉีกยิ้มให้กับความคุยฟุ้งของผู้เป็นตา

“คนพวกนั้นเขาไม่แค้นใจตากันหรือจ๊ะ เขาถึงได้มาแสดงความยินดีแบบนี้” เด็กสาว ถามขึ้นเหมือนเดิมอย่างไม่รู้สึกเบื่อ

“ยุคนั้น แม้ว่าจะเป็นยุคนักเลง ทว่าพวกเขาก็มีความเป็นลูกผู้ชายมากพอ รู้จักแพ้ รู้จักอภัย และเผอิญว่าตาเก่งกว่าคนพวกนั้นอย่างไรเล่า” ชายชรา ผู้เคยทำตัวเป็นนักเลงเก่ากล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ

ผู้เป็นหลานเองก็ฟังอย่างสนุกสนาน แม้ว่าเจ้าตัวจะฟังซ้ำ ๆ มาหลายรอบแล้วก็ตาม

ชะอมมองตากับหลานด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและรู้สึกสงสารผู้เป็นสามีที่ความทรงจำเริ่มถดถอย

แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนเรื่องเกี่ยวกับเธอชายคนนี้กลับไม่เคยลืม

“ตากับหลาน มัวแต่คุยโวกันอยู่นั่นแหละ รีบมากินข้าวกินปลากันได้แล้ว วันพรุ่งนี้ชมพู่ จะต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยนะ รีบกินรีบนอน จะได้ไม่ตื่นสาย” เสียงแหบแห้งของหญิงชรา ทำให้สองตาหลานส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ

คนทั้งสามใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบทอันเป็นบ้านเดิมของชะอม ซึ่งลูกสาวกับลูกเขยผู้ทำงานอยู่เมืองหลวง ต่างก็เคยร้องขอให้เธอกับสามีย้ายไปอยู่ด้วยกันตั้งหลายครั้ง

แต่เนื่องจากพวกเขาต่างใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่นี่มาทั้งชีวิต ดังนั้นจึงได้พากันปฏิเสธ อีกอย่างมะขามผู้เป็นน้องชายของชะอมก็ถือเพศบรรพชิตบวชไม่สึกอยู่ภายในวัดประจำหมู่บ้าน

ชะอมจึงไม่คิดจะทิ้งน้องชายเพียงคนเดียวไปอยู่ที่อื่น ทางด้านดินหรือปฐพีผู้เป็นสามีก็เข้าใจภรรยาเป็นอย่างดีถึงความรักและความผูกพันระหว่างพี่น้อง

รวมถึงถิ่นบ้านเกิดท้องทุ่งแห่งนี้ อันเป็นสถานที่ก่อเกิดทั้งความรัก ความเศร้าและอีกหลายเรื่องราวที่มีทั้งทุกข์และสุข

ดังนั้นบุตรสาวเพียงคนเดียวจึงไม่เล้าหลือให้บิดามารดาไปอยู่กับตนอีก กระนั้นด้วยความเป็นห่วงเจ้าตัวจึงได้ว่าจ้างญาติพี่น้องซึ่งรู้จักนิสัยใจคอมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยให้เป็นผู้ดูแลคนทั้งสองแทน

ส่วนเจ้าตัวกับครอบครัวก็จะเดินทางมาหา พ่อแม่ในช่วงวันหยุดหรือว่างจากงาน

โชคดีที่ว่าบ้านเกิดของมารดานั้นอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่ชั่วโมงและในยุคสมัยนี้มีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตจึงทำให้ความกังวลมีไม่มากเหมือนสมัยก่อน

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเป็นห่วง ผู้เป็นลูกสาวจึงได้ส่งบุตรสาวคนเล็กที่มีความผูกพันกับตายายผิดจากพี่ชาย พี่สาว อีกทั้งเจ้าตัวก็เป็นเด็กขี้อ้อนให้มาอยู่กับพ่อแม่หลังจากจบม.6 ซึ่งผู้เป็นบุตรสาวก็ไม่ขัดข้อง

แถมซ้ำยังดีใจมากอีกด้วย ดังนั้นชมพู่จึงเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นมหาวิทยาลัยดังประจำจังหวัดแห่งนี้แทนการอยู่กับพ่อแม่ตน

และผู้เป็นตาเองก็รู้สึกเอ็นดูหลานสาวคนนี้เป็นอย่างมาก สาเหตุเป็นเพราะเจ้าตัวมีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้เป็นยายสมัยสาว ๆ ไม่มีผิด จึงทำให้เธอเป็นที่รักของผู้เฒ่าชราทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง

โดยพี่น้องสองคนของเด็กสาวเองก็หาได้มีความอิจฉาผู้เป็นน้องไม่ เนื่องจากพวกเขาต่างก็พากันเอ็นดูน้องสาวคนนี้เช่นเดียวกัน

“ยายจ๋า นั่งเหม่ออะไรอีกแล้ว” ชมพู่ ถามผู้เป็นยายที่กำลังทอดสายตามองออกไปทางระเบียงหน้าบ้าน

“ยายแค่คิดถึงเรื่องเก่านะลูก หนูกินขนมหรือยัง” หญิงชรา ถอนสายตาออกจากภาพด้านนอก ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังทอแสงสีส้มเป็นสัญญาณว่าแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง

“กินแล้วจ้ะ ตาเองก็กำลังกินอยู่ ท่าทางของตาทำให้หนูอยากกินอีกรอบแล้ว ตั้งแต่หนูมาอยู่ที่นี่น้ำหนักของหนูขึ้นตั้งหลายกิโล” เด็กสาว พูดขึ้นพลางเอามือลูบท้องของตนไปมา

คำพูดของผู้หญิงอันเป็นที่รักทั้งคู่ได้ดังเข้าหูของชายชราผู้กำลังกลืนขนมอินทนิลลงคอ ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของหลานสาวคนโปรด

“หลานไม่อ้วนหรอก ตาคิดว่าออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ตาจะพูดให้ฟัง หากเป็นในสมัยตอนตายังหนุ่มนะ ยิ่งใครมีรูปร่างอวบ ๆ หรืออ้วนนี่เขาจะคิดกันว่าที่บ้านมีฐานะ แต่จะว่าไปตอนที่ตาเจอกับยายของหลาน ยายของเอ็งก็ผอมนะทั้ง ๆ ที่บ้านของเขา ก็ออกจะร่ำรวยกว่าทุกคนในหมู่บ้านด้วยซ้ำ” คำพูดของชายชราฟังดูย้อนแย้ง

“ตาจ๊ะ สรุปว่าอ้วนคือดีหรือไม่ดี หนูล่ะงง” ชมพู่ ถามขึ้นด้วยสีหน้าฉงน

“ก็ต้องดีสิ แต่ตาว่ารูปร่างแบบยายเอ็งนั่นแหละดีที่สุด” คำตอบซื่อ ๆ ของชายชราทำให้หญิงต่างวัยทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“สำหรับตา อะไร ๆ ก็ยายชะอมอันดับหนึ่งเสมอล่ะจ้ะ” ชมพู่สัพยอก “เอ็งเพิ่งรู้รึ ตานึกว่าเอ็งรู้มาตั้งนานแล้วซะอีก” ชายชรา ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

ชะอม มองการโต้ตอบของสองตาหลาน ก่อนจะนึกย้อนไปถึงวันวาน

(หากในตอนนั้นฉันไม่ได้โอกาสมีชีวิตใหม่ก็คงจะไม่ได้เจอกับคู่ชีวิตที่แสนดีแบบนี้ ขอบคุณนะคะท่านยมที่มอบชีวิตครั้งที่สองอันแสนล้ำค่านี้ให้กับฉัน) หญิงชรา คิดขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างทั้งปากและตา

####มาแนะนำนิยายเรื่องใหม่ค่ะ ขอฝากเรื่องของชะอมเอาไว้ด้วยนะคะ กราบงาม ๆ

ท่านไม่ได้แกล้งฉันใช่ไหม?

สาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ

“เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง”

ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่อนข้างใหญ่ติดดุดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“วิญญาณมนุษย์เฌอแตม เธอได้สิ้นอายุขัยลงแล้วจงตามเราไปเสีย” คำพูดนี้ได้ทำให้ร่างวิญญาณของเฌอเอมหันขวับมาทางต้นเสียงทันที

“ฉันชื่อเฌอเอม” เธอตะโกนใส่หน้าผู้มารับวิญญาณเสียงดัง

ร่างชายหนุ่มผู้สวมชุดลำลองอย่างไม่เป็นทางการผงะ ใบหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนก่อนที่จะเรียกไอแพดของตนขึ้นมาเปิดดูข้อมูลของดวงวิญญาณที่จะต้องมารับตามวันและเวลาที่ถูกระบุไว้อย่างละเอียด

“เอ่อ…คะ..คือ” ท่าทางของเขายิ่งตอกย้ำความมั่นใจให้กับเฌอเอมเศรษฐีนีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวมาอย่างยากลำบากเพราะตัวเองเป็นเด็กกำพร้ามากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทบทวีว่ายมทูตตนนี้คงทำงานผิดพลาดอย่างแน่นอน

“ท่านว่ามาเลยจะชดเชยให้ฉันยังไง” ท่าทางเท้าเอว ดวงตาถลึงมองเขาอย่างเอาเรื่องทำให้ยมทูตฝึกหัดตนนี้หลั่งเหงื่อเย็น เคยแต่ขู่วิญญาณแต่ตอนนี้ข้ากลับมาถูกวิญญาณข่มขู่ ไม่ได้การจะต้องรีบหาทางแก้ไขไม่อย่างนั้นเราจะต้องได้รับโทษหนักแน่ สมองของยมทูตท่านนี้กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว

“ดวงวิญญาณมนุษย์เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของผมจริง ดังนั้นผมจะส่งคุณกลับคืนร่างเดิมก็แล้วกัน” หลังจบประโยคของเขา ร่างวิญญาณของทั้งคู่ก็ได้มาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงชันสูตรภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลาที่วิญญาณทั้งสองพูดคุยกัน ได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิย้ายร่างไร้วิญญาณของเฌอเอมมายังโรงพยาบาลได้สักครู่ใหญ่แล้ว

เฌอเอมมองสภาพร่างกายอันไม่น่าดูของตนพลางส่ายศีรษะไปมาใบหน้าวิญญาณของเธอเองก็แทบอยากจะหลั่งน้ำตา

“ท่านแน่ใจนะว่าด้วยร่ายกายแบบนี้ฉันจะยังใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านก็รับวิญญาณของฉันไปเสียเถิด อย่างน้อยด้วยความดีที่สั่งสมมาคงจะไม่ถึงกับตกนรกหรอกมั้ง” คำพูดปลดปลงของเธอยิ่งนำพาความรู้สึกผิดมาให้กับยมทูตตนนี้เป็นอย่างมาก

เจ้ามนุษย์เอ๋ย หากคุณต่อว่าผมหรือตีโพยตีพายยังดีกว่าการที่คุณเอ่ยออกมาแบบนี้เสียอีก ยมทูตผู้รับดวงวิญญาณของสาวใหญ่คิดด้วยความรู้สึกผิด

กอปรกับท่าทางของเฌอเอมที่ยืนนิ่งอย่างยอมรับชะตากรรมยิ่งทำให้ยมทูตหนุ่มตัดสินใจตรวจสอบเรื่องราวอดีตของเธอใหม่อีกครั้ง “ผมรู้แล้วว่าจะส่งคุณไปที่ไหน” เสียงของยมทูตได้เรียกให้วิญญาณของเฌอเอมมองใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจ

“คุณรู้จักโลกคู่ขนานหรือไม่จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกเอาเป็นว่าโลกแห่งนั้นเป็นโลกทับซ้อนกับปัจจุบันซึ่งดวงชะตาของคุณนั้นเมื่อครั้งอดีตเคยอยู่ในที่แห่งนั้นมาก่อนและได้ตกตายลงในวัยเพียงเจ็ดปี”

ยมทูตหนุ่มยังกล่าวไม่ทันจบ เฌอเอมก็โต้ขึ้นด้วยคล้ายเข้าใจความหมายของเขา

“ท่านคงจะไม่ได้หมายความว่าให้ฉันเป็นเด็กคนนั้นหรอกใช่ไหม” ใบหน้าวิญญาณของเฌอเอมแสดงความตกใจเช่นเดียวกับน้ำเสียง

ยมทูตพยักหน้าราวลูกไก่จิกข้าวสาร “คุณอย่าทำสีหน้าแบบนั้นสิ ร่างเด็กคนนั้นแท้จริงก็คือคุณนะ เพียงแต่ว่าเป็นอีกโลกหนึ่งก็แค่นั้นเอง หากคุณยินยอมผมจะได้ส่งไปเลยเพราะเด็กคนนั้นเพิ่งจะวิญญาณออกจากร่างหากช้ากว่านี้เกรงว่า..” ใบหน้ากับน้ำเสียงของเขาทำให้เฌอเอมเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไร

“แล้วถ้าหากฉันไม่ไปล่ะจะเป็นยังไง” สาวใหญ่ผู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานถามขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจหากเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากไปเกิดให้เหนื่อยอีกหรอกนะ

“คุณจะต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนจนกว่าจะสิ้นอายุขัย” น้ำเสียงจืดเจื่อนของยมทูตตอบอ้อมแอ้ม

“ทะ..ท่าน เฮ้อ! แล้วอายุขัยของฉันคือเท่าไหร่” เฌอเอม อยากจะเสียงดังใส่แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเธอก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงท้อง

“เก้าสิบห้าปี รวมถึงถ้าหากเธอย้ายไปอยู่ร่างใหม่อายุของคุณก็จะสิ้นสุดที่เท่านี้เหมือนกัน อีกทั้งยังแข็งแรงด้วยนะผมรับรองว่าคุณจะจากไปด้วยโรคชราไม่ทุกข์ทรมานเห็นไหมว่ามันดีมาก” ท่าทางเช่นนี้ของผู้พูด

ทำให้เฌอเอมมองค้อนยมทูตหนุ่มดวงตากะหลับ กะเหลือก “ท่านรีบปิดการขายเสียจริง สภาพครอบครัวเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร ฉันบอกตามตรงนะหากต้องเป็นเด็กกำพร้าอีกฉันขอเป็นวิญญาณเร่ร่อนดีกว่า” น้ำเสียงของเฌอเอมไม่ยินดียินร้าย

“เด็กคนนั้นเป็นครอบครัวใหญ่มีปู่ย่า ลุง ป้า พ่อแม่ ลูกพี่ลูกน้องชาย และน้องชายซึ่งแต่ละคนนั้นรักเจ้าของเดิมมาก” ยมทูตหนุ่มรีบตอบทันควัน

“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นท่านจะรออะไรล่ะ รีบส่งฉันไปเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นหากช้ากว่านี้ร่างนั้นเกิดใช้การไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไง” เฌอเอมรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้นรีบกล่าวเร่ง

ก่อนหน้านั้นราวยี่สิบนาที ภายในหมู่บ้านทุ่งเนินดินเองก็กำลังเกิดความโกลาหล

“แม่ไอ้ขาม เธอรีบกลับบ้านเร็วเข้าเกิดเรื่องกับชะอมแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเหนื่อยหอบเนื่องจากวิ่งมาไกล

“อากาบเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวฉันเป็นอะไร” มะลิ รีบเดินขึ้นจากหนองน้ำในขณะงมหอยถามขึ้นอย่างร้อนใจ

“ฉันก็ไม่รู้อะไรมากหรอกได้ยินมาว่าเป็นลมตอนอยู่ใต้ถุนเรือน” หญิงวัยกลางคนตอบไปพลางเร่งฝีเท้าวิ่งตามหญิงสาวแม่ของเด็กหญิงผู้เป็นลมไปติด ๆ

ในตอนนี้เฌอเอมกำลังยืนมองร่างอันปวกเปียกของเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยสภาพอันชวนสังเวช

“ท่านยม นี่ท่านไม่ได้กลั่นแกล้งฉันใช่ไหมมีอย่างที่ไหนจะให้เข้าร่างใหม่ทั้งทีจะเลือกดีดีหน่อยก็ไม่ได้”

“วิญญาณมนุษย์คุณอย่ากล่าวหาผม แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นลมในกองขี้ควายก็ตามแต่สภาพร่างกายโดยรวมนั้นดีมาก อีกอย่างคุณไม่เห็นเหรอว่าน้องชายของเธอก็เอาแต่ร้องเรียกคนเป็นพี่ด้วยน้ำตานอง ผมว่าคุณรีบไปเข้าร่างเถอะก่อนที่แม่ของร่างนี้จะเป็นลมเพราะรับไม่ได้ที่ลูกของตัวเอง…” ยังไม่ทันที่ร่างวิญญาณของเฌอเอมจะตอบโต้ร่างกายของเธอก็ถูกมือของยมทูตหนุ่มผลักอย่างตั้งใจ

“ลาก่อนชั่วคราวนะ เอาไว้พบกันใหม่เมื่อถึงเวลา” ยมทูตหนุ่มตนนั้นโบกมือบ๊ายบายไปทางร่างของเด็กหญิงผู้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายตนก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไป

“พี่จ๋า ตื่นสิต่อไปหนูจะให้พี่กินข้าวมาก ๆ พี่จะได้ไม่เป็นลมแบบนี้อีก รีบตื่นเร็วเข้าขี้ของเจ้าทุยกับนางเผือกมันเหม็นมากเลยนะพี่ไม่เหม็นเหรอ” เสียงของเด็กชายพูดไปก็สูดน้ำมูกของตนไปเพราะเริ่มขวัญเสีย

“มะขาม ชะอมเป็นอะไร” ผู้มาใหม่ ถามน้องชายเสียงหอบ “พี่โมก นะ..หนูไม่รู้ ตอนพี่ชะอมกำลังเอาหญ้าให้เจ้าสองตัวนี้กินพี่เขาก็ล้มลงไป พอหนูเห็นก็รีบวิ่งเข้ามาดู” คนพูดละล่ำละลักตอบเมื่อเห็นว่าคนถามคือลูกพี่ลูกน้องของตน

เด็กชายวัยแปดขวบตกใจจนใบหน้าเปลี่ยนสี “พี่จะรีบไปตามปู่ ย่า ชะ..ใช่ต้องไปตามพ่อแม่ด้วย” เจ้าตัวกำลังจะหมุนกายจากไปหลังจากจับตัวของน้องสาวแล้วพบว่ามันค่อนข้างผิดปกติ

และยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำตามความตั้งใจเด็กชายตัวผอมก็มองเห็นมะลิผู้เป็นอาสะใภ้วิ่งหน้าเริ่ดมาแต่ไกล

“ชะอม ลูกอยู่ไหน มะขามล่ะเอ็งอยู่ไหน” มะลิ ตะโกนเรียกหาลูกหญิงชายโดยที่ยังวิ่งมาไม่ถึงเรือนใกล้จะผุพังของครอบครัว

“แม่จ๋า หนูอยู่นี่ แม่รีบมาดูพี่ชะอมเร็วเข้า” มะขามรีบตะโกนขึ้นเสียงดัง โมกจึงได้รีบหลบผู้เป็นอาสะใภ้สาว

เมื่อมะลิเห็นสภาพอันมอมแมมของลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของน้องชายหัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ

“ชะอมลูกแม่” เธอลงไปจับตามลำตัวของลูกอย่างไม่ลังเล พลางเรียกชื่อของเด็กหญิงเสียงสั่นเครือ

เฌอเอมผู้อยู่ในร่างผอมบางของชะอมพยายามจะฝืนเปลือกตาของตนขึ้นแต่ทว่าก็จนใจจึงได้แต่นอนอย่างนิ่งเงียบต่อไป

“โมก เอ็งไปตามปู่มาเร็วเข้าอาจะอุ้มน้องไปวางบนแคร่ก่อน” มะลิพูดเจือเสียงสะอื้นด้วยความกลัว

“มา ๆ ฉันช่วย เอ็งก็ตัวผอมแค่นั้นจะไปมีแรงอุ้มชะอมมันได้ยังไง” หญิงวัยกลางคนผู้ตามมาด้วยขันอาสา

“ขอบใจจ้ะอากาบ” แม้ว่าจะมีคนอุ้มร่างปวกเปียกของลูกสาวตนทว่ามะลิก็ยังคงช่วยประคองร่างอันหมดสติของลูกน้อยอีกแรง

“มะลิ เอ็งไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ลูกก่อน ข้าว่าชะอมไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วล่ะ” กาบพูดขึ้นหลังจากวางเด็กหญิงลงบนแคร่ใต้ต้นมะขามใหญ่

“จ้ะอา” มะลิ รับคำเสียงสั่นอย่างไม่วางใจ

มะขามยกมือปาดน้ำตาโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ตัวของเขานั้นเต็มไปด้วยกลิ่นมูลควายคู่ยากของบ้านตน

“ย่ากาบ พี่ชะอมจะไม่เป็นไรใช่ไหมจ๊ะ” คำถามของเด็กชายได้เรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูของหญิงวัยกลางคน

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เอ็งเห็นไหมว่าพี่สาวยังหายใจแต่ก็ยังวางใจไม่ได้จะต้องรอปู่เอ็งก่อน” ผู้พูดชี้ไปที่หน้าอกสะท้อนขึ้นลงของคนหมดสติ

####มาอีกตอนนะคะจากการเปิดเรืื่องไปตอนแรก โปรดติดตามและสนับสนุนด้วยนะคะกราบงาม ๆ

ฉันอยู่ที่ไหนกันแน่?

“ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง

“น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหายใจหอบละล่ำละลั่กตอบอย่างรวดเร็ว

“น้องเป็นลม” สามคำสั้น ๆ ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นออกตัววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านทันที

“ไอ้ก้อน รอพ่อด้วย” ชายผู้มีอายุห้าสิบตะโกนเรียกบุตรชายเสียงดังแต่ทว่าดูเหมือนเสียงของเขาจะส่งไปไม่ถึงผู้ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง

“เจ้าโมก น้องเป็นลมได้ยังไงเกิดอะไรขึ้น” คนเป็นพ่อถามลูกชายอย่างวิตก “ไม่รู้ครับ” เด็กชายโมกส่ายศีรษะไปมาเนื่องจากเจ้าตัวเองก็ยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปอย่างชัดแจ้ง

“ถามกับหลานไปจะได้อะไร ทองคำเอ็งพาพ่อนำหน้าไปก่อน เดี๋ยวแม่กับชบาจะตามไปทีหลัง”

“จ้ะแม่ พ่อพวกเราไปกันเร็วเข้า ไม่รู้ยายหนูจะเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์รีบฉุดแขนพ่อของตนให้เดินมาทางจักรยานคันใหญ่ซึ่งค่อนข้างเก่ามากแล้ว

บุญมีเร่งรีบเดินตามการดึงของบุตรชายอย่างไม่รอช้า คล้อยหลังสามีกับลูกชายคนโตนางสายใจผู้เป็นย่าของเด็กชายหญิงสามคนก็หันมาตะโกนบอกกับผู้ที่ทำงานร่วมกันก่อนที่เธอจะรีบจำอ้าวกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มุ่งหน้ากลับเรือนของตนอย่างไม่รอช้าโดยมีหลานชายคนโตวิ่งออกตัวนำหน้าแม้ว่าเจ้าตัวจะเหน็ดเหนื่อยเพราะยังไม่ทันได้พักก็ตาม

เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่มะลิกับมะขามก็มองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งพร้อมกับหอบเอาฝุ่นละอองสีแดงปลิวตามลมมาด้วย

“พ่อ/พี่ก้อน” เสียงของลูกชายกับเมียรักได้ทำให้ทองก้อนวิ่งมาหยุดยืนตรงหน้าแคร่ใต้ร่มมะขามใหญ่

“มะลิ ลูกเป็นอะไร” เสียงหอบเหนื่อยของเขาถามขึ้นอย่างหวาดหวั่นเมื่อมองเห็นร่างของบุตรสาวคนโตนอนเหยียดยาวไม่ไหวติง

“พ่อจ๋า พี่เป็นลม” ลูกชายคนเล็กตอบเจือเสียงสะอื้นอีกครั้ง

“เป็นลม! ที่ลูกเป็นอย่างนี้เพราะพี่แท้ ๆ” ชายหนุ่ม เดินเข้าไปใกล้ร่างของลูกสาวกล่าวโทษตัวเอง

“พี่” มะลิ ยกมือปาดน้ำตาเอ่ยเรียกสามีคล้ายกับมีอะไรติดอยู่ในลำคอจึงทำให้เธอไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้อีก

“หากพี่หาเงินได้มากกว่านี้ลูกก็คงไม่อดจนต้องเป็นลม ทุกอย่างเป็นเพราะพี่ที่เป็นพ่อไม่ได้เรื่อง” ทุกถ้อยคำพูดอันแสนเจ็บปวดนี้ได้เข้าหูของเฌอเอมอย่างชัดเจน

ครอบครัวนี้ยากจนมากเลยเหรอเด็กคนนี้ถึงได้หิวจนเป็นลม ท่านยม ท่านส่งฉันมาเกิดใหม่เพื่อจะให้ตายอีกรอบหรือยังไงมีไอเทมพิเศษอะไรให้ฉันเหมือนในนิยายบ้างหรือไม่ ในขณะที่เฌอเอมกำลังคิดอย่างฟุ่งซ่าน

‘เจ้ามนุษย์น้อย ไอเทมอะไรพวกนั้นมันก็มีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ เจ้ามีหนึ่งสมอง สองมือ สองเท้าไม่ใช่เหรอ จงพยายามเข้านะและค่อย ๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้ไปเรื่อย ๆ ล่ะเพื่อที่คุณจะได้มีช่องทางทำมาหากิน’

เฌอเอม ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เรื่องนี้เป็นความผิดท่านแท้ ๆ แต่ก็ช่างเถอะก็อย่างที่ท่านพูดนั่นแหละ เอาล่ะในเมื่อมาแล้วฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้อย่างเด็ดขาด เธอคิด

ในระหว่างนี้ปู่ของเด็กหญิงผู้ซึ่งตามหลังลูกชายมาติด ๆก็กำลังตรวจดูร่างกายของหลานสาวตามความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อสมัยยังหนุ่ม แม้จะไม่ได้เก่งกาจเทียบเท่าหมอแผนปัจจุบันก็ตามทว่าการรักษาของเจ้าตัวนั้นก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งสำหรับคนยากจนในแถบชนบทอันห่างไกลหมอเช่นนี้

“พ่อ! ชะอมเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงอันร้อนใจของลูกชายคนเล็กกล่าวเร่ง

“ลูกเอ็งไม่เป็นอะไรแล้วอีกไม่นานก็ฟื้น” ผู้พูดพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

สิ้นคำกล่าวของเขาไม่นานเปลือกตาของเด็กหญิงก็เริ่มขยับไปมา เด็กชายตัวเล็กผู้จ้องมองคนเป็นพี่อยู่ตลอดรีบเรียกชื่อของเธอเสียงดัง

“พี่ชะอม พี่จ๋ารีบตื่นเร็วเข้า”

หลังจากเฌอเอมลืมตา เธอก็ตกใจกับภาพที่เห็นเพราะมีใบหน้าของคนไม่คุ้นเคยมากมายต่างมองดูเธอด้วยแววตาแห่งความเป็นห่วง

“ลูกฟื้นแล้ว” มะลิ ยกมือปาดน้ำตากล่าวเสียงสั่น

“ชะอม หิวไหมลูก” ทองก้อน ถามขึ้นบ้างด้วยดวงตาแดงก่ำ

ใบหน้างงงวยของหลานสาวทำให้บุญมีหัวใจกระตุกวูบ “ชะอม เอ็งจำปู่ได้ไหม” คำถามของชายวัยห้าสิบผู้เป็นหมอยาประจำหมู่บ้านได้เรียกความตกใจของคนในครอบครัวออกมาอีกครั้ง

ทำยังไงดี ฉันไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างอยู่เลย สีหน้ายุ่งยากของผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้นนั้นยิ่งตอกย้ำความกังวลให้กับคนภายในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

“จำไม่ได้จ้ะ” เฌอเอมเลือกยอมรับตามตรง

“ลูกแม่/ลูกพ่อ” พ่อแม่หนุ่มสาวของเธอพากันร้องไห้โฮ “พวกเอ็งจะร้องไห้ทำไม หลานข้าแค่จำไม่ได้แต่เธอก็ยังไม่ตายแค่นี้ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว” เสียงอันดังจากหญิงวัยกลางคนแม้จะทำให้ทุกคนสะดุ้งเพราะความตกใจแต่ก็เหมือนจะทำให้พ่อแม่ของร่างเดิมมีสติมากขึ้น

“ชะอม ย่าทำให้ตกใจเหรอลูก” สายใจ ยกมือลูบหัวหลานสาวด้วยความสงสารจับใจกล่าวเสียงอ่อน

เฌอเอมส่ายศีรษะไปมา พลางอาศัยจังหวะนี้กวาดตามองผู้คนที่กำลังรายล้อมตนไปด้วย

และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเสียงท้องเจ้ากรรมก็ร้องขึ้นปานฟ้าจะถล่ม สาวใหญ่ในร่างของเด็กหญิงเอามือกุมท้องใบหน้าแดงด้วยความอาย

“หิวสินะ เดี๋ยวป้าจะไปหาอะไรมาให้กินอดทนหน่อยนะลูก”

เฌอเอมมองใบหน้าของคนพูดพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “มะลิ พ่อว่าเอ็งพาลูกไปอาบน้ำก่อนเถอะจากนั้นค่อยมาคุยกัน”

“จ้ะ พ่อ” หลังรับคำ มะลิจึงได้หันมาพูดกับลูกสาวด้วยแววตาแห่งความเศร้าเมื่อคิดว่าลูกหลงลืมตน “ชะอมไปอาบน้ำกับแม่นะ”

“แม่” เด็กหญิงพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ

“ใช่ลูก แม่ชื่อมะลิเป็นแม่ของหนู” หญิงสาวโอบกอดบุตรในอุทรอย่างไม่รังเกียจความสกปรกตามเนื้อตัวมอมแมมของคนเป็นลูก

“ฮือ ๆ แม่จ๋า ฉันมีแม่แล้ว” แม้ว่าคำพูดของเธอจะฟังดูประหลาดทว่ากลับไม่ได้ทำให้ใครสงสัยเพราะคิดว่าเด็กหญิงคงจะสูญสิ้นความทรงจำของตนไปจนหมด

“พี่สาย พี่บุญ หลานจะหายดีไหม” คำถามของหญิงรุ่นน้อง ได้ทำให้เจ้าของชื่อทั้งสองต่างพากันส่ายหัว

“ข้าไม่รู้หรอกนางกาบ แต่อย่างน้อยหลานข้าก็ยังอยู่” คำตอบของบุญมีนั้นช่างแทนใจคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

“นั่นสิ ความจำหายก็ยังดีกว่าตาย ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วฉันขอกลับเรือนก่อนนะ”

“อืม ขอบใจเอ็งมากนะ” สายใจผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสามเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง

“คนกันเองพี่จะเกรงใจทำไม ชะอมมันก็หลานฉันเหมือนกัน” ผู้พูดเอ่ยพร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับเรือนของตน

เฌอเอมมองโอ่งน้ำใบใหญ่และตุ่มน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าด้วยสีหน้าเหลื่อเชื่อ

“ชะอม มาผลัดเปลี่ยนผ้าก่อนลูก” น้ำเสียงของมะลิปลุกเด็กหญิงตื่นจากภวังค์

“แม่จ๋า บ้านเราไม่มีห้องน้ำเหรอ”

“ไม่มีหรอกลูก บ้านเราก็อาบน้ำกันตรงนี้แหละ เวลาปวดท้องก็นู่นวิ่งเข้าป่าตรงนั้น”

เสียงวิ้ง ๆ ดังขึ้นในหัวของเฌอเอมทันที “แม่เอาผ้านุ่งมาให้แล้ว แม่จะสอนหนูนะ” แม้มะลิจะรู้สึกเสียใจแต่เธอก็พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

การเปลี่ยนผ้าในที่โล่งแจ้งสำหรับเฌอเอมนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างทุลักทุเลไปบ้างแต่ทว่าเธอก็สามารถทำมันออกมาได้ดีในที่สุด

“แม่จ๋า น้ำมาจากไหน” หลังจากใช้น้ำไปมากกว่าครึ่งตุ่มเฌอเอมในร่างของชะอมจึงอดที่จะถามออกมาไม่ได้ด้วยความรู้สึกสงสัยและสังหรณ์ใจบางอย่าง

“เราต้องไปหาบจากกลางหมู่บ้านตรงนั้นจะมีเครื่องโยกน้ำ” คำตอบของแม่ ได้เรียกเสียงเปรี้ยงราวกับฝ่าผ่าขึ้นในหัวของเฌอเอม

“แม่จ๋า ปีนี้พ.ศอะไร” ผู้ถามใบหน้าเริ่มซีดขาวแม้ว่าเจ้าตัวจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม

“2499 ปีนี้หนูมีอายุเจ็ดปี แม่กำลังจะพาไปสมัครเรียนเดือนหน้า” มะลิ ยิ้มอ่อนตอบลูกสาวเสียงเบาด้วยความสงสาร

“2499!!” เฌอเอม ทวนซ้ำอย่างตกตะลึง เราย้อนกลับมาเกิดห่างจากพ.ศเดิมเจ็ดปีอย่างนั้นเหรอแต่ในตอนนั้นเราถูกเก็บมาเลี้ยงและไม่เคยได้ใช้ชีวิตในชนบทมาก่อนเลยแต่ดูเหมือนว่าที่นี่…

“ชะอม!! ลูกเป็นอะไร” เมื่อเห็นว่าลูกสาวนิ่งค้างมะลิเองก็เริ่มใจคอไม่ค่อยดีอีกครั้งจึงได้เรียกชื่อของเธอเสียงดัง

“ห๊ะ! หา” เด็กหญิงสะดุ้งเมื่อมืออันผอมบางของคนเป็นแม่จับเข้าที่ไหล่อันเปลือยเปล่า

มะลิ อยากจะหลั่งน้ำตาอีกครั้งยามเมื่อเห็นใบหน้าอันแสนตื่นตระหนกของลูกสาวอันเป็นที่รัก

ท่าทางของเธอทำให้เฌอเอมรู้สึกผิด “แม่จ๋า หนูไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แม่อย่าร้องไห้นะ” มือเล็กของเด็กหญิงจับมือหยาบกร้านของคนเป็นแม่เอ่ยเสียงหวาน

“ลูกไม่เป็นอะไรแน่นะ” มะลิถามย้ำ

“จ้า แต่ถ้าแม่ยังไม่เปลี่ยนผ้าให้หนู” น้ำเสียงหยอกเย้าของลูกสาวทำให้มะลิรีบหาผ้าแห้งผืนใหม่นำมาผลัดให้เด็กหญิงอย่างรีบร้อน

ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะเดินจูงมือกันออกมาจากด้านหลังเรือน กลิ่นหอมของข้าวหุงสุกใหม่ก็ได้ลอยมาตามลมทำให้ท้องของเฌอเอมส่งเสียงร้องออกมาอีกคำรบ

“หิวใช่ไหม รีบเดินกันเถอะหนูจะได้กินข้าว” คนเป็นแม่พูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทางเขินอายของลูกสาวตัวน้อย

“จ้ะ” เฌอเอมรับคำเสียงเบา

บนแคร่หน้าเรือนของบ้านตอนนี้ได้มีจานกับข้าวรวมถึงหม้อข้าวใบขนาดกลางตั้งอยู่

เฌอเอมถอนใจยามเมื่อเห็นกับข้าวในจานที่มีเพียงผักต้ม ไข่ต้มอยู่สามฟองและพริกป่นน้ำปลา

“ชะอม มานั่งข้างย่า” หญิงวัยกลางคนกวักมือเรียกหลานสาวหนึ่งเดียวภายในครอบครัว

“พี่จ๋า พี่ต้องกินข้าวเยอะ ๆ นะจะได้ไม่เป็นลมอีก” เด็กชายตัวน้อยเอ่ย ในขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ได้ใช้ช้อนสังกะสีสภาพค่อนข้างเก่าแค่ดูก็รู้ว่าจะต้องผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานตักไข่ไก่หนึ่งฟองใส่จานข้าวคนเป็นพี่อย่างไม่นึกหวง

“เอาไข่ของพี่ไปด้วย น้องสาวตัวเล็กมากกินไข่อีกหน่อยจะได้ตัวโตมากกว่านี้” เด็กชายร่างผอมสูงก็ตักไข่ไก่อีกฟองใส่ลงในจานของคนเป็นน้องเช่นกัน

การกระทำอันห่วงใยของเด็ก ๆ ได้เรียกรอยยิ้มแฝงความเศร้าให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน

เฌอเอมอดที่จะสะท้านในอกของตนไม่ได้ เธอมองไข่ต้มในจานข้าวของตนสลับกับใบหน้าของคนในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่หกเด็กอีกสามอย่างหม่นหมอง

“แบ่งกันกินเถอะค่ะ พวกเราต้องได้กินเหมือนกัน” เด็กหญิงใช้ช้อนแบ่งไข่ต้มออกเป็นสองซีกทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนคนอยู่ดี

“แม่กับพ่อ” “ปู่กับย่า ไม่กินหรอกพวกหนูกันกันเถอะ” คำตอบของผู้ใหญ่ในครอบครัวทำให้เด็กชายหญิงส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยินยอม

“ถ้าอย่างนั้นเอาให้ปู่กับย่า พ่อแม่ไม่อยากกิน” สองพี่น้องทองคำกับทองก้อนปฏิเสธออกมาพร้อมกัน

แต่แล้วเฌอเอมหาได้ให้พวกเขาทำตามใจเด็กสาวได้นำไข่เหล่านั้นมาแบ่งครึ่งอีกและทำให้เป็นยำไข่ต้มโดยการราดน้ำปลาพริกลงไป

“เราได้ยำไข่ต้มแล้วค่ะ กินข้าวกันเถอะ” คนในครอบครัวมองไปยังจานไข่ต้มที่ตั้งอยู่ด้วยใบหน้าฉงน

“กินกันเถอะ หนูหิวแล้ว” เฌอเอมพูดพร้อมกับตักไข่ในจานให้ย่า ก่อนตามมาด้วยแม่และน้องชายเท่าที่แขนผอมบางของตนจะเอื้อมถึง

หลังกลืนข้าวลงคอไปแล้วเฌอเอมจึงได้ลองเสนอความเห็นของตนออกมา “หนูว่าวันหลังพวกเราเอาไข่ไปทอดแทนการต้มดีไหมจ๊ะ”

“ไข่ทอด! มันเป็นยังไง” ชบามองใบหน้าของหลานสาว ถามออกมาด้วยความซื่อ

“หา!” เฌอเอม ร้องเสียงหลง สรุปตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนแม้แต่ไข่ทอดพวกเขาก็ไม่รู้จัก

“หนูขอถามได้ไหมกับข้าวที่นี่พวกเรากินกันยังไง” หลังตั้งสติได้เธอจึงได้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“ปิ้ง ย่าง และก็ต้ม ส่วนไข่ที่หลานกินป้าก็เอาไปหมกทรายและตากแดดเอาไว้” ชบาตอบตามจริง

ในตอนนี้ใบหน้าของเฌอเอมได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับน้องชายตัวเล็กของตนเป็นอย่างมาก

“พี่จ๋า หน้าของพี่ตลกมากเลย” แต่สำหรับเฌอเอมนั้นเจ้าตัวกลับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ จึงได้แต่ทำหน้าเหวอต่อไป

### โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ กราบงาม ๆ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...