โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

Thairath Money

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 10.49 น.
ภาพไฮไลต์

หลังเปิดให้ลงทะเบียนวันแรกเมื่อ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ก็คึกคักถล่มทลาย! ประชาชนกดรับสิทธิ์ เต็มโควตา 20 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอปฯ เป๋าตังอย่างรวดเร็ว สะท้อนความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายและกำลังซื้อที่พร้อมจะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเป้าหมายของรัฐบาลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบนี้ รัฐบาลประกาศให้รอ เฟส 2 ในเดือนมกราคม 2569 โดยผู้ที่พลาดหวังรอบแรกจะได้รับสิทธิลงทะเบียนก่อน

จากมาตรการดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ “Quick Big Win” ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการเศรษฐกิจชุดแรก สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด และช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการดังกล่าว ตามการประเมินของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี

ขณะเดียวกันช่วยกระตุ้นยอดขายของภาคค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ฟื้นตัว

ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก พุ่งทำ New High ในรอบ 12 เดือน

จากผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทย จัดทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ New High ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด

สะท้อนถึงผู้ประกอบการค้าปลีกมีความมั่นใจและความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงปัจจัยหนุนสำคัญทั้งการเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปี

โดยผู้ประกอบการค้าปลีก คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับไม่มีมาตรการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เสนอว่า ในเฟสถัดไปของโครงการ “คนละครึ่ง” ภาครัฐควรพิจารณาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าทุกขนาดสามารถเข้าร่วมได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเลือกซื้อสินค้าอย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งกรอบวงเงินของโครงการนี้ ไว้ที่ 44,000 ล้านบาท และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 20 ล้านคน

สมาคมค้าปลีกฯ ชงรัฐเดินหน้า “Easy e-Receipt”

นอกจากนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” หรือ “ช้อปดีมีคืน” อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงไฮซีซัน โดยเสนอให้ปรับเงื่อนไขการเข้าร่วมให้สะดวกขึ้น และ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท

ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สมาคมฯ มองว่าแม้มาตรการระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในทันที แต่รัฐบาลควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต และรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อเนื่อง โดย เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีอัตราภาษีสินค้าหรูต่ำกว่าไทยหลายเท่าตัว โดยปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มนี้สูงถึง 20–30%

รวมทั้งพิจารณา การนำร่องจัดทำ “แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี (Free Tax Zone)” ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เป็นต้น ทั้งนี้ การลดภาษีจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาชอปปิงในประเทศไทยมากขึ้น เพิ่มแรงส่งให้กับภาคค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็น “Shopping Paradise แห่งอาเซียน” หรือ สวรรค์แห่งการชอปปิง อย่างแท้จริง

การป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมส่งเสริมให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเลือกบริโภคสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย พร้อมให้การสนับสนุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการร่วมผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับการรับรองสัญลักษณ์ “Made in Thailand” เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill / Reskill) เพื่อให้แรงงานไทยในภาคค้าปลีกมีศักยภาพและสามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดย ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์กำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มองว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หากภาครัฐดำเนินนโยบายที่แข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเสริมความสามารถการแข่งขัน และการพัฒนาคุณภาพแรงงาน โดยเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง และก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

ดึง หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN

ทางฝั่งผู้ประกอบการอย่างยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN ได้กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้จริง ผู้ใช้สามารถสั่งผ่าน LINE MAN และชำระด้วยสิทธิคนละครึ่งพลัสได้สะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้ให้ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ

โดยที่ผ่านมา มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เกือบ 100,000 ร้าน โดยกว่า 60–70% เลือกใช้ LINE MAN นอกจากนี้ยังมียอดผู้ใช้งานคนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN จากเฟสที่ผ่านมาทั้งหมดกว่า 7 ล้านสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น เบอร์ 1 คนละครึ่ง โดยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนร้านอาหารและผู้บริโภคเต็มรูปแบบ และใช้พลังของ หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN ให้เข้าถึงทุกร้าน ทุกบ้าน และทุกชุมชนทั่วประเทศ

แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส”

ขณะที่ แกร็บ ได้ขานรับนโยบาย “Quick Big Win” ของทางภาครัฐฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ด้วยบริการฟู้ดเดลิเวอรี หวังกระตุ้นการจับจ่ายและแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี พร้อมกระจายรายได้และหนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร

งัดแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” จัดเต็มสิทธิประโยชน์ถึง 9 ต่อตลอดโครงการ ชูไฮไลต์หั่นค่าคอมมิชชันเหลือ 7% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรก (3 พฤศจิกายน 2568) เสริมทัพด้วยโปรแกรมดันยอดขาย-ส่วนลดพิเศษจากแกร็บมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พ่วงให้สินเชื่อสำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านบาท พร้อมทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัสในปีนี้ แกร็บเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยผู้ได้รับสิทธิ์กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ

ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดเต็มสิทธิประโยชน์และโปรแกรมส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโตแบบไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย Quick Big Win ของทางภาครัฐ

ภายใต้แคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” แกร็บเตรียมมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มถึง 9 ต่อให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด ซึ่งประกอบด้วย

เริ่มประกาศแพลตฟอร์มแรก แกร็บหั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7%สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และสำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9%

อัดโปรแกรมดันยอดขายเพื่อสนับสนุนร้านเล็ก ได้แก่ แคมเปญ “แกร็บช่วยลด” โดยแกร็บร่วมสมทบแจกโค้ดส่วนลดจัดเต็มให้ร้านค้าสูงสุด 10,000 บาท และแคมเปญ “ร้านเล็กค่าส่งถูก” ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชันส่งฟรีทุกออเดอร์ผ่านการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER) ระยะทางสูงสุด 5 กม. สำหรับร้านค้าที่สมัครแคมเปญสำเร็จระหว่างวันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2568 เข้าร่วมแคมเปญ ฟรี! สูงสุด 30 วัน

ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ “สินเชื่อเงินสดทันใจ”จากแกร็บ โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยคืนสูงสุด 300 บาท

นอกจากนี้ แกร็บยังมอบสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ แบบจัดเต็ม อันได้แก่

  • แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุดถึง 2,400 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสั่งซ้ำและเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหาร
  • ยกเว้นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือ 0% บริการกินที่ร้าน (Grab Dine Out) เป็นระยะเวลา 30 วัน สำหรับทุกร้านค้าใหม่
  • แจกฟรีสื่อ ณ จุดขายและอุปกรณ์ตกแต่งร้าน สำหรับ 10,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จ
  • ให้เครดิตสำหรับการโฆษณาผ่าน GrabAds มูลค่า 400 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอป GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตร้านหรือสร้างแคมเปญโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น
  • มอบส่วนลดสำหรับค่าบริการระบบจัดการร้านอาหารจาก SilomPOS ครึ่งราคา ระยะเวลานาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดถึง 14,950 บาท

จัดเต็มสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาด โดยแกร็บทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อร่วมโปรโมตแคมเปญผ่านสื่อโฆษณาครบวงจร พร้อมดึงทัพดาราดังร่วมสร้างสีสันและการรับรู้ในวงกว้าง นำโดย เบลล่า-ราณี, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, สกาย-วงศ์รวี, นานิ-หิรัญกฤษฎิ์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ และ ออม-กรณ์นภัส

ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เพียงทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิบนแอปฯ ถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เข้าแบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส บนแอป GrabMerchant
  • คลิกดูรายละเอียด และกด ‘ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข’
  • ตรวจสอบ ‘เลขประจำตัวผู้เสียภาษี’ ให้ตรงกับในแอปถุงเงิน
  • เข้าแอปถุงเงิน กด ‘สมัครฟรี’ ที่แบนเนอร์
  • เลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแพลตฟอร์ม Grab
  • คัดลอก ‘รหัสร้านค้า’ จากแอป GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปถุงเงิน
  • ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP
  • ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...