โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อรัฐหยุดทำการ: Government Shutdown กับบทเรียนจากสหรัฐฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2568 เวลา 09.03 น.

เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐฯ ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำที่ชาวอเมริกันไม่อยากได้ยินเลย นั่นคือ “government shutdown” เพราะในที่สุด รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็ต้อง “ปิดทำการชั่วคราว” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมาจริง ๆ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันในเรื่องงบประมาณปีหน้า (2026) ได้ทันเวลา

ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จึงขอชวนท่านผู้อ่านสำรวจสาเหตุ ผลกระทบ และบทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกันดังต่อไปนี้ครับ

เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวฉุดระบบราชการ

ตามระบบที่ออกแบบไว้ รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสผ่าน “กฎหมายงบประมาณ” (appropriations bill) หรือออก “งบชั่วคราว” (continuing resolution) เพื่อให้หน่วยงานทำงานต่อไปได้ แต่ในปีนี้ ทั้งสองพรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกันกลับตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องงบสวัสดิการสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ซึ่งลุกลามกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ

เมื่อ “การเมืองไม่ขยับ” ระบบราชการก็ต้องหยุดเดิน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 9 แสนคนถูกพักงาน (furlough)[1] หรือทำงานต่อไปโดยไม่มีค่าจ้าง (และล่าสุด มีเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกปลดจากงานไปจริง ๆ) ขณะที่หน่วยงานที่ไม่ถือว่า “จำเป็นต่อความมั่นคงหรือชีวิตของประชาชน” จำเป็นต้องปิดทำการทันที ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนและอุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงสำนักงานภาษี IRS

ผลกระทบที่ลามไปทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

แม้การปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้นทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในทุกมิติ

มิติแรก แรงงานภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่กว่า 800,000 คนไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว หลายคนต้องหางานพิเศษหรือพึ่งพากองทุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ผู้ที่ยังทำงานต่อ เช่น เจ้าหน้าที่สนามบินและเจ้าหน้าที่ของกองทัพสหรัฐฯ ต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินค่าตอบแทนเมื่อใด

มิติที่สอง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารอย่าง WIC และ SNAP อาจหยุดจ่ายเงินภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีงบประมาณใหม่[2] ขณะที่การให้บริการบางอย่าง เช่น การขอวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง หรือการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ล้วนล่าช้าออกไป

มิติที่สาม เศรษฐกิจมหภาค ทำเนียบขาวประเมินว่า ทุกสัปดาห์ของการปิดทำการจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าราว 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ และหากยืดเยื้อหนึ่งเดือน อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 43,000 คน[3] แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข คือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจเริ่มตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบการคลังสหรัฐฯ ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบของวินัยการเงินการคลังกลับไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ตรงเวลา…

ปัญหาที่ลึกกว่าเรื่องเงิน คือ ความแตกแยกทางการเมือง

Government shutdown ไม่ได้เกิดจาก “การขาดเงิน” แต่เกิดจาก “การขาดความร่วมมือ” โดยการปิดรัฐบาลสะท้อนการเมืองที่แบ่งขั้ว (polarization) อย่างรุนแรง ทั้งสองพรรคใหญ่ใช้ “งบประมาณของประเทศ” เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหลายล้านคน มันไม่ใช่เพียงปัญหาเงินเดือน แต่คือ “ความสูญเสียศรัทธา” ต่อระบบการเมืองที่ควรทำงานเพื่อประชาชน งานศึกษาเบื้องต้นของ University of Virginia[4] พบว่าการปิดรัฐบาลซ้ำ ๆ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐลดลง เทียบเคียงได้กับการถูกตัดเงินเดือน 10 % ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญและไม่แปลกใจที่จะเห็นเจ้าหน้าที่หมดกำลังใจและลาออกในที่สุด

Government Shutdown ไม่ใช่เรื่องใหม่

“Government shutdown” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นโรคเรื้อรังในระบบการเมืองอเมริกันมานานกว่า 40 ปี

ปรากฏการณ์นี้ย้อนไปได้อย่างน้อยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมี funding gap สำคัญในปี 1976 (สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด) ที่สภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณด้านการศึกษา และต่อมาในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ช่วงทศวรรษ 1980 จึงเกิด “การปิดทำการ” แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ประสบกับการปิดทำการย่อย ๆ หลายครั้งที่กินเวลาไม่กี่วัน

แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็น “บทเรียนทางเศรษฐกิจ” คือ การปิดรัฐบาลจำนวน 21 วันในปี 1995–1996 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก โดยเหตุการณ์นั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ความนิยมของพรรครีพับลิกันลดลงเป็นอย่างมาก

ต่อมาในปี 2013 สมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ปิดรัฐบาลอีก 16 วันจากการขัดแย้งเรื่องงบประมาณของ “โอบามาแคร์” และครั้งที่ยาวนานที่สุดคือปี 2018–2019 สมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืดเยื้อถึง 35 วัน เพราะข้อพิพาทเรื่องกำแพงชายแดนเม็กซิโก

การปิดรัฐบาลปี 2025 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่คือตอนล่าสุดของละครการเมืองเรื่องเดิมที่สหรัฐฯ ยังหาทางจบไม่ได้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ถดถอย แต่ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้การปิดทำการของรัฐบาลไม่น่าทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่ผลสะสมอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลออยู่แล้ว หรือหากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง

ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาใบอนุญาตจากรัฐ เช่น พลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่างเริ่มชะลอแผนการลงทุน การเดินทางภายในประเทศติดขัดจากการขาดเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบิน และการปิดบริการของอุทยานแห่งชาติสร้างความเสียหายแก่ภาคท่องเที่ยวหลายพันล้านดอลลาร์

กล่าวได้ว่า shutdown ครั้งนี้อาจไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที แต่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในรัฐบาล” ไปแล้วส่วนหนึ่ง

เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกก็สั่นตาม

เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก การปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยตลาดการเงินโลกเริ่มผันผวนตั้งแต่วันแรกที่ข่าวการปิดรัฐบาลถูกประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าชั่วคราว ขณะที่ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ถูกขายออกบางส่วนเพราะนักลงทุนกังวลว่าการชะงักของหน่วยงานรัฐอาจกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ

IMF เตือนว่าการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก เพราะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือ หลักทรัพย์อ้างอิงของระบบการเงินระหว่างประเทศ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน ย่อมกระทบต่อสกุลเงินอื่น รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก

นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐฯ เพราะเมื่อการบริโภคภายในอเมริกาชะลอตัว บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ประเทศไทยเองก็อาจเผชิญคำสั่งซื้อที่ลดลง และค่าเงินบาทผันผวนจากแรงกระเพื่อมของตลาดการเงินโลก

กล่าวได้ว่า เมื่อวอชิงตันสะดุด โลกทั้งใบก็สั่นตาม แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดการเงินทั่วโลก “กลั้นหายใจ” ได้ ไม่ต่างจากช่วงวิกฤตหนี้เพดานงบประมาณ (debt ceiling crisis) ในอดีต

บทเรียนสำหรับประเทศอื่น ๆ : งบประมาณไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข

เหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกระจกสะท้อนที่ดีว่า “เสถียรภาพทางนโยบาย” มีความสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขงบประมาณ” เลย

บางประเทศอาจไม่ได้เผชิญภาวะ government shutdown ในเชิงเทคนิค เพราะระบบงบประมาณไม่ขึ้นตรงกับการเมืองแบบสองพรรคเหมือนสหรัฐฯ แต่ก็สามารถเผชิญปัญหาคล้ายกันได้ นั่นคือ “การบริหารงบประมาณล่าช้า” จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงมหภาคไม่ต่างกัน

เมื่อการเมืองชะงัก โครงการลงทุนรัฐต้องเลื่อน งบช่วยเหลือประชาชนช้ากว่ากำหนด การจ้างงานหยุดชะงัก สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ “shutdown เงียบ” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

บทสรุป

การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นมากกว่าความล้มเหลวทางการคลัง มันคือสัญญาณของ “ความอ่อนแอของประชาธิปไตยเชิงสถาบัน” เพราะเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่สามารถหาทางออกที่เป็นกลางได้ เสาหลักแห่งรัฐทั้งระบบก็เริ่มสั่นคลอน

บทเรียนจากสหรัฐฯ จึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องตั้งอยู่บนการเมืองที่มั่นคง และการเมืองที่มั่นคงต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้ง

ไม่ว่าประเทศใด หากปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นเครื่องมือทางนโยบาย วันหนึ่งรัฐอาจต้อง “หยุดเดิน” เหมือนที่อเมริกากำลังเผชิญในวันนี้ครับ

ที่มา : คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2568
โดย สุพริศร์ สุวรรณิก นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์การเงินครัวเรือน University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา

** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

[1] https://www.yahoo.com/news/articles/longest-government-shutdowns-us-history-185213901.html
[2] https://www.washingtonpost.com/politics/2025/10/03/wic-government-shutdown-2025-funding-run-out/
[3] https://www.politico.com/news/2025/10/01/us-gdp-loss-shutdown-00590927
[4] https://ideas.darden.virginia.edu/impact-of-a-government-shutdown

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...