ทำเนียบขาว เปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน “สหรัฐ–ไทย” ไทยลดภาษี 99%–สหรัฐคงภาษี 19%
ทำเนียบขาว เปิดรายละเอียดเปิดกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน “สหรัฐ–ไทย”ไทยลดภาษี 99%–สหรัฐคงภาษี 19% พร้อมดีลการค้ารวมกว่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดลงนามฉบับสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2568
วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาว (The White House) เผยแพร่รายละเอียด เอกสาร “Joint Statement on a Framework for a United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade” หรือว่าด้วยกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
สหรัฐอเมริกา และราชอาณาจักรไทย เห็นพ้องร่วมกันในกรอบข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดของอีกฝ่ายได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนฉบับนี้จะต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนานระหว่างทั้งสองประเทศ ได้แก่
• สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ (U.S.–Thailand Treaty of Amity and Economic Relations) ที่ลงนามในปี 1966 และ
• กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐฯ (U.S.–Thailand Trade and Investment Framework Agreement) ที่ลงนามในปี 2002
ประเด็นสำคัญของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
1. การลดภาษีศุลกากร
• ไทยจะยกเลิกอุปสรรคทางภาษี (tariff barriers) ประมาณ 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ
• สหรัฐจะยังคงอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทยไว้ที่ 19% ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) พร้อมทั้งจะระบุสินค้าบางรายการใน “ภาคผนวก III” ของคำสั่งฝ่ายบริหาร 14346 (ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 เรื่อง Potential Tariff Adjustments for Aligned Partners) เพื่อให้ได้รับ อัตราภาษีตอบโต้ 0%
2. การขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)
สหรัฐและไทยจะร่วมมือกันแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยไทยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการดังนี้
• ยอมรับรถยนต์ที่ผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ
• ยอมรับใบรับรองจากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ รวมถึงใบอนุญาตการตลาดก่อนหน้า (prior marketing authorizations) สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาว่าเพียงพอต่อข้อกำหนดของไทย
• ออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง (ethanol for fuel) จากสหรัฐฯ
• แก้ไขกฎหมายศุลกากรของไทยเพื่อยกเลิกระบบรางวัลเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ผูกกับค่าปรับและการละเมิดกฎหมายศุลกากร
• นำแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี (good regulatory practices) มาใช้และบังคับใช้จริง
3. การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร
ไทยจะดำเนินการแก้ไขและป้องกันอุปสรรคต่อสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐ เช่น
• เร่งให้มีการเข้าถึงตลาดสำหรับเนื้อและสัตว์ปีกที่ผ่านการรับรองจาก FSIS (Food Safety and Inspection Service) ของสหรัฐ
• กำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยและพืชอนามัย (SPS) ให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าประเภทธัญพืชแห้ง (เช่น DDGS – dried distiller grains with solubles)
• ยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐตามที่ตกลงไว้ในปัจจุบัน
4. มาตรฐานแรงงาน
ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำหนดข้อผูกพันในการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย
• ไทยจะปรับปรุงกฎหมายให้ แรงงานมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองได้อย่างสมบูรณ์
• เสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก
5. มาตรฐานสิ่งแวดล้อม
ไทยให้คำมั่นว่าจะคงไว้และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึง
• ดำเนินมาตรการต่อต้านการค้าผลิตภัณฑ์ไม้ที่ตัดอย่างผิดกฎหมาย
• สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
• ยอมรับและดำเนินการตามความตกลงของ WTO ว่าด้วยการอุดหนุนภาคประมง (Agreement on Fisheries Subsidies)
• ปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
6. ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)
ทั้งสองประเทศจะสรุปพันธกรณีในด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographical indications) โดยไทยจะดำเนินการ
• แก้ไขปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์
• จัดการกับองค์กรบริหารสิทธิรวม (collective management organizations) ที่ไม่โปร่งใส
• ป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี
• แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจดสิทธิบัตร
7. การค้าและบริการดิจิทัล
ไทยให้คำมั่นว่าจะ
• ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) หรือใช้มาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการและผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐฯ
• อนุญาตให้มีการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
• สนับสนุนการคงการระงับการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (moratorium on customs duties on electronic transmissions) ภายใต้ WTO
• ไม่กำหนดโควตาฉายภาพยนตร์(screen quotas) ในประเทศ
• ผ่อนคลายข้อจำกัดการถือครองหุ้นของนักลงทุนสหรัฐในภาคโทรคมนาคมของไทย
• ยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลธุรกรรมในประเทศ สำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศของบัตรเดบิตที่ออกในไทย
8. รัฐวิสาหกิจและการบิดเบือนทางการค้า
ทั้งสองประเทศจะร่วมกันแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของ รัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprises) ที่ทำให้เกิดความบิดเบือนทางการค้า
9. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน
สหรัฐและไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคงระดับชาติ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนนวัตกรรม
โดยจะดำเนินการร่วมกันเพื่อ
• แก้ไขพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศที่สาม
• ร่วมมือด้าน การควบคุมการส่งออก (export controls)
• รักษาความมั่นคงในการลงทุน (investment security)
• และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี (duty evasion)
10. ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างภาคเอกชนไทย–สหรัฐ
ทั้งสองฝ่ายรับทราบถึง ดีลทางการค้าขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้แก่
• การจัดซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเอทานอล) มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
• การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน เช่น LNG, น้ำมันดิบ และเอเทน (ethane) มูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
• การจัดซื้อเครื่องบินสหรัฐ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
11. ขั้นตอนต่อไป
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งสองประเทศจะเจรจาและสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนฉบับสมบูรณ์ และเตรียมเอกสารเพื่อการลงนามอย่างเป็นทางการ รวมถึงดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้
อ้างอิง : whitehouse.gov