โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเตรียมเข้าระบบภาษี OECD : PwC ชี้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือการตรวจสอบเข้มข้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ต.ค. 2568 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2568 เวลา 05.08 น.

PwC ประเทศไทย ชี้ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีที่เข้มข้นยิ่งขึ้น หลังหน่วยงานกำกับของไทยเร่งปฏิรูปกฎหมายภาษีครั้งใหญ่ ให้สอดคล้องกับ OECD-มาตรการภาษีระหว่างประเทศ - AI ในการบริหารจัดการภาษีเต็มรูปแบบปิดช่องเลี่ยงภาษียุคใหม่

22 ตุลาคม 2568 -นายนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หุ้นส่วนและหัวหน้าสายงานกฎหมายและภาษี บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญในการยกระดับระบบภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานภาษีโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงผลักดันหลักจากการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้กฎระเบียบด้านภาษีและศุลกากรของไทยมีแนวโน้มที่จะทวีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การปฏิรูปกฎหมายภาษีครั้งใหญ่เพื่อเข้าสู่ OECD

ในปี 2568 ประเทศไทยได้เริ่มต้นกระบวนการภาคยานุวัติ (Accession) เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี การค้า การลงทุน และมาตรการต่อต้านการทุจริต การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่นี้รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายภาษีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางภาษีโลกที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

มาตรการภาษีหลักที่ได้รับการปรับปรุง ได้แก่ :

  • แนวทางภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) : การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้รองรับการดำเนินการตามแนวทางภาษีขั้นต่ำระดับโลก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการย้ายฐานกำไรของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
  • การปรับปรุงกฎระเบียบด้านราคาโอน (Transfer Pricing) : การเสริมความเข้มงวดในการกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือข้ามชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดสรรกำไรและต้นทุนเป็นไปอย่างยุติธรรมและสอดคล้องกับหลักการดำเนินงานทั่วไป
  • การเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : การปรับปรุงเพื่อให้ระบบ VAT มีประสิทธิภาพและครอบคลุมธุรกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

การปฏิรูปนี้ชี้ให้เห็นว่า การวางแผนและจัดโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดภาระภาษีด้วยวิธีการที่ซับซ้อน (Aggressive Tax Planning) จะเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างมาก ธุรกิจจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีที่จะเข้มข้นขึ้นในทุกมิติ

การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการบริหารจัดการและตรวจสอบภาษี

นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎหมาย กรมสรรพากรและกรมศุลกากรของไทยยังได้เร่งเดินหน้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของการหลบเลี่ยงภาษีแบบดั้งเดิม

การใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ :

  • ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ภาคบังคับ (e-Tax Invoice) : กรมสรรพากรมีแผน (Roadmap) ที่จะกำหนดให้การออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคบังคับสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายในปี 2569–2570 มาตรการนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การควบคุมกำกับดูแล รวมถึงการตรวจสอบและการเร่งรัดการคืนภาษีให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มวางแผนจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลและนำส่งภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทันที
  • การประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาษี : หน่วยงานภาษีของไทยได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และธนาคารพาณิชย์ ในการพัฒนาระบบ AI เต็มรูปแบบ เพื่อใช้ในการ วิเคราะห์การยื่นภาษีของผู้เสียภาษีแบบเรียลไทม์ (Real-time Analysis) และทำให้การระบุกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความผิดปกติเป็นไปโดยอัตโนมัติ การใช้ AI จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและค้นพบการเลี่ยงภาษีได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีในกรมศุลกากร : กรมศุลกากรได้นำระบบตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าและตรวจสอบภายหลัง พร้อมทั้งเริ่มสำรวจการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประเมินและการตรวจสอบสินค้า การอนุญาตให้ใช้การสำแดงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแพลตฟอร์ม National Single Window (NSW) ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการติดตามและจำแนกประเภทสินค้าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (HS code)

การกำกับดูแลภาษีสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล

การปฏิรูปภาษีของไทยยังครอบคลุมการปรับปรุง VAT สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซและบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อให้สอดรับกับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

  • VAT สำหรับสินค้านำเข้าและบริการดิจิทัล : มีการยกเลิกการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มขั้นต่ำ (de minimis) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อลดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้ VAT ด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) โดยกำหนดให้ผู้ลงทะเบียน e-Service ที่อยู่ต่างประเทศต้องยื่นแบบและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมกำหนดบทลงโทษสำหรับการยื่นล่าช้า
  • การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล : หน่วยงานกำกับได้ออกมาตรการส่งเสริมและแรงจูงใจทางภาษีสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลตามมาตรฐานของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) เช่น การยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสำหรับการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมบังคับใช้ กรอบรายงานสินทรัพย์ดิจิทัล (CARF) ของ OECD เพื่อรองรับกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำธุรกรรมภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมีความโปร่งใสภายใต้มาตรฐานสากล

ข้อควรพิจารณาสำหรับธุรกิจ: การปรับตัวสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม

ในบริบทของการปฏิรูปครั้งใหญ่ ธุรกิจไทยและนักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภาษีจากรูปแบบที่พยายามหลีกเลี่ยงหรือลดหย่อนอย่างซับซ้อน ไปสู่การปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพสูง

ประเด็นที่ธุรกิจต้องพิจารณา :

  • ยกระดับระบบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance System) : บริษัทต่าง ๆ ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดล่าสุดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) การจัดเตรียมเอกสารราคาโอน (Transfer Pricing Documentation) หรือข้อกำหนด VAT สำหรับบริการดิจิทัล และต้องมีระบบรองรับการตรวจสอบและการปฏิบัติตามข้อบังคับด้านภาษีที่ ละเอียดและรัดกุม มากกว่าเดิมเพื่อรองรับการตรวจสอบด้วย AI
  • การลงทุนในเทคโนโลยีภายในองค์กร : การที่กรมสรรพากรจะบังคับใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใช้ AI ในการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ทำให้ธุรกิจต้องเร่งลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลและนำส่งภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ความพร้อมด้านเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความเสี่ยงด้านภาษี
  • ความโปร่งใสในธุรกรรมข้ามชาติ : การที่ไทยปฏิบัติตามแนวทางของ OECD ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจข้ามชาติจึงไม่สามารถใช้โครงสร้างที่ซับซ้อนเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีได้อีกต่อไป จำเป็นต้องมั่นใจว่าธุรกรรมระหว่างประเทศทั้งหมดเป็นไปตามหลักการซื้อขายของบุคคลภายนอก (Arm's Length Principle) อย่างแท้จริง

นายนิพันธ์ สรุปว่า การปฏิรูประบบภาษีของไทยเป็นทั้งความท้าทายในการปรับตัวและเป็นโอกาสในการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมจากการอุดช่องโหว่ทางภาษี การมีระบบบริหารจัดการภาษีที่ทันสมัยและขับเคลื่อนด้วย AI จะทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบถูกติดตามได้อย่างแม่นยำ และยังถือเป็นจุดสิ้นสุดของการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยวิธีการที่ซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ ความใส่ใจ ความยืดหยุ่น และการวางแผนล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมทางภาษีใหม่

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...