Photo Dump เทรนด์การโพสต์รูปในอินสตาแกรมของคนยุคนี้ที่ท้าทายและ Disrupt การคุมโทน แต่เปลี่ยนเป็นการลงอะไรมั่วๆ เละๆ (ที่ก็ถูกคัดเลือกและจัดวางมาอย่างดี ไม่ต่างกัน)
ยังจำกันได้ไหม ย้อนกลับไปเมื่อสักประมาณสิบปีก่อนตอนที่เรายังบรรรจงถ่ายรูปอาหารเช้าบนที่ถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะสวยๆ ถ่ายเป็นสิบๆ รูป แล้วก็คัดให้เหลือเพียงแค่รูปเดียว จากนั้นก็ใช้เวลาครึ่งเช้านั้นหมดไปกับการใส่ฟิลเตอร์ (ยังไม่นับเวลาที่ใช้ไปกับการคิดแคปชั่นอีก!) ทำอย่างไรก็ได้ให้รูปเดียวที่ว่า มันปัง มันสวย มันเล่าเรื่องที่สุด เพื่อโพสต์อวดเพื่อนๆ ในอินสตาแกรม
ใครจะนึกว่าวันหนึ่งในอีกสิบปีถัดมา อินสตาแกรมจะอนุญาตให้เราโพสต์รูปได้มากสุดถึง 20 รูป เพื่อบอกเล่าโมเมนต์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างเช่นทุกวันนี้ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของแพลตฟอร์มนี่เองที่มันก็ได้นำมาซึ่งเปลี่ยนแปลงวิธีการ ‘เล่าเรื่อง’ และ ‘นำเสนอ’ สิ่งต่างๆ ของตัวเราเองในโซเชียลฯ ไปด้วยโดยปริยาย
จากครั้งหนึ่งที่เทรนด์การโพสต์รูปในไอจี เคยเป็นแบบ ‘คุมโทน’ ทุกภาพต้องเรียงเป็นพาร์เล็ตต์ในโทนสีเดียวกัน ไม่หลุดธีม ต้องมีความมินิมอล ความคลีนเอยใด เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร Kinfolk (ใช่แล้ว Kinfolk!) จนวันนี้ที่มาถึงเทรนด์ ‘Photo Dump’ แล้วจากนั้นรูปในไอจีของเราที่เคยคุมโทนก็ประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ รูป Screenshot รูปมีม วีดิโอ และรูปอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด
Photo Dump คือการโพสต์รูปอย่างที่เรียกว่า Carousel หรือการโพสต์รูปแบบอัลบั้มหลายๆ รูปได้รัวๆ คล้ายกับม้าหมุนหรือเป็นสายพานยาวๆ ไปเรื่อยๆ แบบนั้น ซึ่งพอแพลตฟอร์มอนุญาตให้เราเลือกรูปจากโทรศัพท์มาโพสต์ได้มากถึง 20 รูป การ ‘Dump’ รูปลงไปในไอจีเลยทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
และนี่เองที่การมาถึงของเทรนด์ Photo Dump ได้เปลี่ยนจากการโพสต์รูปเพื่อสุนทรียะสวยงาม สู่การ ‘Disrupt’ ความงามเสียเอง เมื่อรูปภาพที่ Dump เหล่านั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วว่ามันจะ ‘สวย’ หรือไม่สวย ไม่จำเป็นต้องผ่านการปรับแต่ง ใส่ฟิลเตอร์ ไม่ต้องสนเรื่องคุณภาพของรูปว่ามันจะชัดหรือเบลอ หรือติดเกรนยุกๆ ยิกๆ ไม่ต้องเป๊ะเหมือนผ่านโฟโต้ช็อป แต่สามารถเป็นภาพเบลอๆ low-res มากๆ หรืออาจไม่จำเป็นต้อง ‘ดูรู้เรื่อง’ ว่าเป็นรูปอะไรเลยก็ย่อมได้เช่นกัน
บทความใน The New Yorker วิเคราะห์การมาถึงของเทรนด์ Photo Dump นี้ไว้น่าสนใจ โดยใช้คำว่า ‘Faux-messy’ ที่หมายถึงความยุ่งเหยิงแบบหลอกๆ แต่ทำไมถึงต้องหลอกๆ ก็เพราะว่าความยุ่งเหยิงเละเทะไม่เป็นระเบียบของรูปที่โพสต์นั้นน่ะ ถึงจะดูเหมือนแรนดอมมามากๆ จากในโทรศัพท์ หรือแม้แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ผ่านการเข้าแอพฯ แต่งภาพเลย แต่จริงๆ แล้ว นั่นแหละที่อาจเป็นการ ‘คิวเรท’ อย่างตั้งอกตั้งใจ ผ่านการพิถีพิถันคัดสรรมาแล้วอย่างดีเพื่อให้รูปที่ดูเหมือนเศษเสี้ยวไม่เป็นชิ้นเป็นอันเหล่านั้นช่วยสรุปโมเมนต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งของคนยุคนี้
การ Photo Dump คือการเลือกภาพที่บรรยายไวบ์ต่างๆ ของแต่ละโมเมนต์ในชีวิตแบบ Over-all อาศัยเทคนิคการจัดวาง เรียงร้อยภาพไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นจริง (Anti-chronological) หรือมีภาพบางอย่างที่อาจไม่ได้เชื่อมโยงกัน เข้ามาแทรกระหว่างกลาง มีความไม่เสมอและผิดแผกจากกัน (Disparate) ซึ่งก็อาจนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบของการ Dump รูปด้วยเหมือนกัน เพราะอย่างนี้เองที่การ Dump ไม่ได้เป็นไปตามความหมายของมันว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบเทๆ อะไรก็ได้ ไม่ได้ตั้งใจมาก แต่อาจเป็นการเล่าเรื่องที่ผ่านการคิดหนัก คิดมาก ว่าคนคนนนั้นจะคิวเรทเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาของเขาออกมาเป็นภาพทั้งอัลบั้มได้อย่างไร ที่เลื่อนไปแล้วยังต้องให้ความรู้สึกสมูธด้วย
The New Yorker ได้วิเคราะห์ว่าเทรนด์ต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปมาตลอดเวลาเป็นปกติอยู่แล้ว และวันนี้ที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนจากมินิมอล สู่มินิมัม Disrupt ความสวยงามที่สมบูรณ์แบบมาสู่ความยุ่งเหยิง จากก่อนหน้านี้ที่เราแค่แชร์ภาพกับเพื่อนๆ คนรู้จัก หรือคนใกล้ชิดเพียงไม่กี่คนที่ส่วนใหญ่อาจจะต้องรู้จักกันในชีวิตจริงก่อน แต่ทุกวันนี้ไอจีกลายมาเป็นพื้นที่โซเชียลฯ หลักๆ ที่หลายคนใช้เป็นเหมือนพื้นที่สื่อ จากเพื่อนหรือคนรู้จักวงเล็กๆ ขยายออกมาเป็นคนแปลกหน้า เป็น Follower นั่นยิ่งทำให้เราต่างเริ่มมี Self-aware ในการ ‘คิวเรท’ สิ่งที่จะเผยเเพร่ออกไปมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
การสร้างอัลบั้ม Photo Dump ของเราทุกวันนี้ จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งวิธีของการสร้าง ‘แบรนดิ้ง’ หรือ สร้างการมีอยู่ของตัวตนของแต่ละคนไปด้วย โดยการคิวเรทสิ่งต่างๆ ออกไปให้โลกได้รับรู้
และจากการสำรวจของ Hootsuite เครื่องมือซึ่งใช้บริหารจัดการโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยเเทร็กกิจกรรมที่เราทำในโซเชีลยฯ ได้อย่างแม่นยำก็ยืนยันว่า การโพสต์รูปแบบ Carousel ช่วยเพิ่มยอดรีช และเรียกเอนเกจได้มากกว่า 3 เท่า ของการโพสต์ภาพเดี่ยวธรรมดาเป็นไหนๆ นั่นเองที่ทุกโมเมนต์ ทุกเรื่องราว ทุกความทรงจำ จากไดอารี่ในหน้าจอสี่เหลี่ยมของเราถูกทำให้กลายเป็นเหมือน ‘สินค้า’ บางอย่างที่มีมูลค่า สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนบางอย่างกันได้ ทั้งในความหมายของรายได้ที่เป็นเม็ดเงิน และในเชิงผลประโยชน์จากการสร้างตัวตน สร้างแบรนดิ้งของตัวเองขึ้นมา
แต่ขณะเดียวกัน เราต่างก็กำลัง ‘เสิร์ฟ’ สิ่งที่แพลตฟอร์มจากโลกทุนนิยมแพลตฟอร์มนี้เองก็ต้องการอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน โดยที่แพลตฟอร์มจะมีอยู่ได้ก็จากความกระหายการโพสต์ การแชร์ และการพยายามมี ‘ตัวตน’ เหล่านั้นจากเรานี่แหละ หากมองในแง่ว่า ก็แล้วจะทำไมล่ะ ในเมื่อแพลตฟอร์มก็ได้กำไร ตัวเราเองก็ได้ประโยชน์ (ในทางใดทางหนึ่ง) ข้อนี้อาจจะจริง ตราบใดที่มันไม่ได้เป็นการทำร้ายใคร อย่างน้อยๆ ข้อดีของมันก็น่าจะทำให้ Win-win กันได้ทั้งสองฝ่าย แต่เรื่องที่เราไม่ควรลืมก็คือ ทุกๆ การ Dump รูปจำนวนมากมายมหาศาลของเราในแต่ละครั้ง ที่เราอาจจะไม่ได้ระมัดระวังมากพอในการโพสต์และแชร์ อาจเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ Toxic ขึ้นมาทั้งในพื้นที่โซเชียลฯ หรือแม้แต่สร้างผลกระทบให้กับใครในชีวิตจริงได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน นั่นยังไม่รวมถึงผลร้ายที่อาจตามมาของการ Oversharing หรือการแชร์เรื่องราวส่วนตัวมากเกินไป ที่ทุกแง่มุม ทุกรายละเอียดในชีวิตของเราจะถูกเผยแพร่ออกไปในระบบออนไลน์ และมันจะทิ้งร่องรอย Digital Footprint ของเราเอาไว้เท่าไรก็ไม่มีใครรู้
สุดท้ายแล้วคัลเจอร์การโพสต์รูปแบบ Photo Dump ที่ท้ายทายขนบของความงามด้วยความแปลกและเละๆ เทะๆ ทำให้เรานึกถึงคำพูดหนึ่งในยุคนี้ที่ว่า “I am cringe therefore I am free.” (ก็ฉันโอบรับความสะเหล่อไงล่ะ ฉันถึงได้เป็นอิสระ ไม่ติดอยู่ในกรอบ) ก็อาจกลายมาเป็น “I am cringe therefore I am trapped on Instagram.” ที่สื่อความหมายว่า เราอาจจะไม่ได้เป็นอิสระจริงๆ หรอก แต่ได้ตกเป็น ‘เครื่องมือ’ ของแพลตฟอร์มทางการค้าเเพลตฟอร์มหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว จากการติดหนึบอยู่กับความพยายามที่จะสร้างตัวตนให้แหวกออกจากขนบเดิมๆ ก็เป็นได้
และไม่ว่าเราจะพยายาม Disrupt สิ่งไหน ด้วยสิ่งไหน โลกทุนนิยมก็อาจจะเป็นผู้ชนะเราอยู่วันยังค่ำ…
อ้างอิง
https://www.newyorker.com/culture/infinite-scroll/the-desperation-of-the-instagram-photo-dump
https://www.theguardian.com/technology/2024/oct/01/instagram-photo-dump
บทความต้นฉบับได้ที่ : Photo Dump เทรนด์การโพสต์รูปในอินสตาแกรมของคนยุคนี้ที่ท้าทายและ Disrupt การคุมโทน แต่เปลี่ยนเป็นการลงอะไรมั่วๆ เละๆ (ที่ก็ถูกคัดเลือกและจัดวางมาอย่างดี ไม่ต่างกัน)
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อมองไม่เห็นปลายทางควร ‘ฝืน’ ทำต่อไปหรือ ‘ถอย’ ออกมา หากเกิดภาวะหมดใจ ‘การยอมแพ้’ ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ แต่คือทักษะในการจัดการชีวิต และเลือกทางที่ใช่สำหรับตัวเอง
- ความรู้สึกแรกของ ‘อัญชัญ ปรีเลิศ’ หลังสิ้นสุดการถูกคุมขังคดี 112 เป็นเวลา 8 ปี 4 เดือน 19 วัน พร้อมเน้นย้ำว่าต้องการให้ ‘นิรโทษกรรม’ มีผลบังคับใช้กับประชาชน
- ‘แพทองธาร ชินวัตร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ ปมคลิปเสียงละเมิดจริยธรรมร้ายแรง เป็นการเจรจาเพื่อความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ นำไปสู่คำถาม ควรให้ ‘ศาล’ มีอำนาจตัดสินเหนือ ‘ประชาชน’ หรือไม่?
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com