โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลือดข้นคนจาง! ศึกชิง "ดุสิตธานี" จากมรดกครอบครัว สู่เกมโหวตผู้ถือหุ้นและสมรภูมิทุนใหญ่

PostToday

อัพเดต 03 ก.ย 2568 เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2568 เวลา 11.59 น.

วงการธุรกิจไทยยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มทายาทโรงแรม"ดุสิตธานี" ที่เกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2563 หลังการเสียชีวิตของ"ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย" ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมอย่างรุนแรง

หลังข่าวความขัดแย้งในกลุ่มพี่น้องทายาทโรงแรมดุสิตธานีเข้าสู่จุดเดือด นับตั้งแต่"ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย" เสียชีวิตในปีพ.ศ.2563 ในช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจโรงแรมค่อนข้างย่ำแย่จึงตกลงกันให้บุตรชายคนโต "ชนินทธ์ โทณวณิก" ดูแล "บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด" ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 49.74% ใน "บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT"

ขณะที่บุตรสาวทั้งสอง "นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค และ นางสินี เธียรประสิทธิ์" ได้รับหุ้น "บริษัท ปิยะศิริ จำกัด ถือหุ้นใหญ่โรงพยาบาลสุขุมวิท" และ "บริษัท ธนจิรัง จำกัด ประกอบธุรกิจพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์" พร้อมกับนำทรัพย์สินอื่นๆชดเชยให้เท่ากัน แต่ต่อมามีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางจัดสรรทรัพย์สินและมรดก โดยต่างฝ่ายต่างมีข้อชี้แจงต่อศาลตามสิทธิทางกฎหมาย

พร้อมกับถอด "ชนินทธ์ โทณวณิก" ออกจากบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ก่อนที่จะแต่งตั้ง "นายภัทร สาลีรัฐวิภาค และนางสาวลลิตา เธียรประสิทธิ์" เป็นกรรมการใหม่

ยอมไม่ได้!!

ในปี 2566 นายชนินทธ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเกี่ยวกับการใช้สิทธิถอดถอนตนออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ขณะที่ฝ่ายน้องสาวทั้งสองคนให้การปฏิเสธและชี้แจงว่าไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุด

ความขัดแย้งใน "ดุสิตธานี" ไม่ได้หยุดแค่ศึกในบ้าน แต่พัวพัน "กลุ่มเซ็นทรัล"

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ.2561 กลุ่มดุสิตธานีมีแนวคิดที่จะรีโนเวทโรงแรมดุสิต แต่ด้วยทุนจดทะเบียนที่มีเพียง 850 ล้านบาท สวนทางกับโครงการระดับหมื่นล้านที่วางแผนไว้ อีกทั้งในบางส่วนงานอาจไม่ถนัดมากนักจึงเดินหน้าหาพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมลงทุน ในตอนนั้นเจรจาหลายรายทั้งในไทยและต่างประเทศ

ท้ายที่สุดเลือก "กลุ่มเซ็นทรัล" เข้ามาร่วมลงทุน ด้วยความที่ทั้งสองตระกูลรู้จักกันมาอย่างยาวนานจึงค่อนข้างไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่สุด จึงเกิดโครงการ Dusit Central Park ที่ดุสิตถือหุ้น 60% และ CPN ถือ 40% ก่อนจะปรับเป็น 70% ต่อ 30% ตามลำดับ

ต่อมามีรายงานว่า CPN เข้าซื้อหุ้น DUSIT ในตลาดหุ้นสูงถึง 22% มีรายงานว่านายชนินทร์ไม่เห็นด้วยต่อกรณีดังกล่าว ที่สำคัญหาก CPN ซื้อหุ้นอีกเพียง 3% จะถือหุ้นถึง 25% นั่นหมายความว่า CPN จะสามารถตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น(เทนเดอร์ออฟเฟอร์)ได้

เมื่อทราบเรื่องทางดุสิตธานีไม่นิ่งนอนใจ ตั้งข้อเรียกร้องให้ CPN ขายหุ้นออกมาครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้ส่งคนเข้ามานั่งเป็นกรรมการ ด้วยทั้งสองฝ่ายมีความทับซ้อนกันทั้งโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นจึงดึง "อนันดาฯ" เข้ามาซื้อหุ้น 5% และที่เหลืออีกราว 5-6% จะมีการซื้อขายรอบถัดไป แต่ท้ายที่สุด CPN ยังคงถือหุ้น DUSIT ในสัดส่วน 17.09% มาจนทุกวันนี้

อีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลเสนอชื่อ"ปัณฑิต มงคลกุล" และ"ภูม โอสถานนท์" เข้ามานั่งกรรมการชุดใหม่ แม้ CPN จะยืนยันว่าเป็นแค่การมีส่วนร่วมตามสิทธิ์ผู้ถือหุ้น ไม่ได้หวังอำนาจควบคุม แต่เสียงลือยังแรงต่อเนื่อง ว่านี่คือเรื่องปกติของการทำธุรกิจหรือไม่อย่างไร

26 ก.ย.เดือด! ถอดอำนาจ "ชนินทธ์-ศุภจี"

26 กันยายนนี้ ไม่ได้แค่การโหวตถอดถอน"ชนินทธ์" และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอ DUSIT ออกจากสิทธิ์ลงนามแทนบริษัทเท่านั้น แต่ยังมีการสลับขั้วอำนาจครั้งใหญ่จากเดิมที่คนในตระกูล 2 คน ลงนามได้ เปลี่ยนเป็นให้ ดร.กฤษดา กวีญาณ และ นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ ลงนามร่วมกับนางสินีได้

แม้นายชนินทธ์และนางศุภจีจะถูกจับตาในศึกโหวตผู้ถือหุ้น แต่เรื่องนี้ยังไม่ถึงบทสรุป เพราะประเด็นการถอดถอนยังอยู่ในกระบวนการศาล หากศาลมีความเห็นว่ากระบวนการไม่ถูกต้อง ผลการตัดสินใจของบอร์ดชุดใหม่ก็อาจถูกทบทวน

"ดุสิตธานี" คือธุรกิจที่กำลังฟื้นไข้จากที่ซบเซามาอย่างยาวนาน และเตรียมจุดพลุในปี 2568 ที่จะรับรุ้กำไรราว 2,000-3,000 ล้านบาท จากการขายโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ที่มียอดขายกว่า 93% ทำยอดขายมากกว่า 17,000 ล้านบาท

ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า"ธุรกิจครอบครัว" ในยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงมิติด้านอารมณ์ แต่ยังเต็มไปด้วยมิติทางการเงิน กฎหมาย และกลยุทธ์ธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าการวางโครงสร้างบริหารและข้อตกลงครอบครัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เป็นกุญแจสำคัญที่จะป้องกันความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...