โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม้ไม่เห็นแต่ได้ยิน แม้ไม่ได้ยินแต่ได้เห็น ‘ยิ้มสู้คาเฟ่’ พื้นที่ที่รอยยิ้มคือภาษากลาง

a day magazine

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 15.45 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • a day magazine

เงียบแต่ไม่สงัด

“ความเชื่อในสังคมไทยสำหรับคนพิการจะเป็นไปในทางลบ เชื่อว่าตาบอดคงทำได้แต่ขอทานกับงานง่ายๆ เชื่อกันว่าร่ำรวยได้จากการขอทาน มีคนเคยพูดกับผมนะว่าตาบอดแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย จะไปช่วยอะไรคนอื่นได้ ผมบอกว่าได้สิ ผมบริจาคโลหิตได้นะ” เขาสวมเสื้อคอปกสีกรมท่า คาดเข็มขัดบนกางเกงสแล็ค เท้า ขา แขน ทั้งหมดเห็นถึงท่าทางขยับขึ้นลงระหว่างพูด เว้นเพียงแต่ว่าเราจ้องมองเข้าไปในตาเขาไม่ได้ และไม่อาจรู้เลยว่าแววตาของผู้พูดเปี่ยมด้วยความรู้สึกอะไร ‘วิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์’ เป็นชื่อของเขา ชื่อของผู้ก่อตั้ง ‘ยิ้มสู้คาเฟ่’

ตึกขนาดสามห้องแถวเรียงติดกัน ตอกด้วยป้ายสีเงินวับวาวว่าที่นี่เป็นมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ หลังคาเล็กสีน้ำตาลยื่นออกสลักคำ Yimsoo Cafe ก่อนหน้าที่มือเราจะจับประตู มีอยู่หลายมือที่เปิดเข้าไปก่อน เดาว่าที่นี่คงพลุกพล่าน เสียงดังไม่ต่างจากคาเฟ่อื่น

เงียบ เงียบเชียบ เงียบเกือบสงัด แต่กลับไม่วังเวง เพราะพนักงานแทบทั้งหมดในร้านเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน เรางกเงิ่นอยู่ชั่วขณะ เมื่อหยุดยืนอยู่หน้าบาร์กาแฟ ด้วยปกติแล้วจะได้ยินเสียงพนักงานต้อนรับ ถามไถ่ว่าวันนี้จะดื่มอะไร ทั้งไม่แน่ใจว่าจะสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร นอกเสียจากชี้นิ้วไปที่รูปลาเต้เย็น และสายตาก็ได้เหลือบไปเห็นหน้าจอดิจิทัลตั้งอยู่ ล่ามกำลังทำท่าทางอธิบายว่าหากอยากสั่งแต่ละเมนูต้องทำมืออย่างไร แต่อาจจะไม่ทันการ

อย่างนั้น ยกมือทั้งสองขึ้นขนาบไว้บริเวณอก แล้วกางออกช้าๆ เราเพิ่งบอกเขาไปว่าขอบคุณ

ฮวงจุ้ยตึกสามแพร่ง

“เดิมแล้วบริเวณชั้น 3 ของตึกนี้เปิดเพื่อให้เช่าบริการล่ามภาษามือ สำหรับผู้บกพร่องทางการพูดหรือได้ยิน ชั้น 2 เป็นหอศิลป์ที่จัดแสดงภาพของคุณทนง โคตรชมภู เป็นฝีมือการวาดภาพด้วยปากที่งดงามที่สุดเลยนะ ส่วนชั้น 1 ตั้งขึ้นภายหลังเพื่อเป็นศูนย์ฝึกอาชีพด้านอาหารและกาแฟ ตามแบบอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาที่อาชีพหลักของคนตาบอด คือการทำร้านอาหารและกาแฟ พวกเขาจะได้สิทธิพิเศษจากรัฐบาลอเมริกันให้สามารถใช้สถานที่ราชการทำร้านได้ฟรี” วิริยะเล่าถึงความเป็นมา เขาส่งเสียงหัวเราะร่วนว่าตึกนี้มันอยู่บนทางสามแพร่ง แต่ไม่ได้หวาดกลัวฮวงจุ้ยอะไร และความเชื่อที่สวนทางอาจมีพลังมากพอ ถึงทำให้ตึกสามแพร่งครึกครื้นขึ้นมา

ถัดจากนี้ เราจะเรียกเขาว่าวิริยะ เพราะเขาไม่มีชื่อเล่น

เราถามวิริยะไปว่าในประเทศไทย คนตาบอดได้รับสิทธิพิเศษแบบนั้นหรือเปล่า เขาส่ายหัวแทนคำตอบ พลางบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะเปิดยิ้มสู้คาเฟ่ หากแต่เป็นความบังเอิญมากกว่า

“ผมรับปากอาจารย์ที่คอยสอนมาว่าวันหนึ่งจะช่วยเหลือคนอื่น ถ้าหากช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขาปลูกฝังความเชื่อใหม่ให้ผม ความเชื่อในสังคมไทยสำหรับคนพิการจะเป็นไปในทางลบ เชื่อว่าตาบอดคงทำได้แต่ขอทานกับงานง่ายๆ เชื่อกันว่าร่ำรวยได้จากการขอทาน มีคนเคยพูดกับผมนะว่าตาบอดแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย จะไปช่วยอะไรคนอื่นได้ ผมบอกว่าได้สิ ผมบริจาคโลหิตได้นะ ทุกวันนี้คนตาบอดก็มีประเพณีบริจาคโลหิตกัน มูลนิธิของเราจะระดมคนไปบริจาคเป็นกลุ่มก้อนในทุกวันกาชาดไทย”

มูลนิธิของเราก็คือ ‘มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ’ ที่วิริยะเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ก่อนหน้านั้นเขาต้องเผชิญกับวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างหนักหน่วง แต่ดีเหลือเกินที่มีคนเคียงไหล่มาด้วยเช่นเธอ ‘มณี-มณี นามศิริพงศ์พันธ์’ ทั้งสองลงแรงกันมา ฝ่าฟันหาบาริสต้า ฝึกอบรมพนักงาน ทั้งผลัดกันชิมกาแฟฝีมือผู้บกพร่อง ในระยะหลังการทดสอบยิ่งเข้มข้น เพราะบรรดานักชงจะต้องเขียนหรือไม่ก็หาความรู้ตัวเองลงเปเปอร์

“มีน้องคนหนึ่งชื่อเอเจ เราสังเกตว่าเวลาเขาอยู่ในคาบสอนชงกาแฟ เขาเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย จนตอนนี้เราให้เขาเป็นผู้จัดการยิ้มสู้คาเฟ่สาขาพระจอมเกล้าพระนครเหนือแล้วนะ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเห็นด้วยกับเราเลยที่จะให้เขาขึ้นเป็นผู้จัดการร้าน เขาคงเห็นว่าเป็นผู้พิการ จะสื่อสารกับคนทั่วไปได้อย่างไร แต่เราคิดว่ามันไม่ใช่ข้อจำกัดในการวัดคุณค่าหรือคุณภาพของเขา

“อย่างน้องบีที่ยืนอยู่เคาน์เตอร์ร้าน เขาทำหน้าที่หลายอย่างมาก แม้ว่าจะทำอยู่ส่วนเบเกอรีด้านหลัง แต่เขาจะใช้สายตาในการกวาดดูร้านแทนหูที่ไม่ได้ยิน กาแฟก็ชงได้ ออกไปซื้อของก็เรียกแท็กซี่ไปคนเดียว ในขณะที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย น้องบียังสอบได้เกียรตินิยม เขาเป็นความภูมิใจของเราเลยนะ” มณีทิ้งรอยยิ้มปริ่ม

เราพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปถามวิริยะ “เห็นว่าวิริยะเองก็เรียนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ของคณะ มีทริกอะไรเป็นพิเศษไหม”

“ผมทุ่มเทกับการรวบรวมข้อสอบเก่า ข้อไหนที่ยากหรือทำไม่ได้ก็จะไปถามอาจารย์ พอเห็นข้อสอบบ่อย เราก็เริ่มรู้แล้วว่าข้อสอบจะออกมาในทิศทางไหน” วิริยะยืดอกขึ้น

เชื่อไหมว่าเขาเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถมยังคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของคณะมาได้ด้วยนะ แม้ที่จริง เขาจะได้รู้จักกับคำว่าตาบอดในวัย 15 ปีก็ตาม

วันเกือบไร้แสง

“ตอนนั้นผมเล่นชนวนระเบิดกับเพื่อน คิดว่าตัวเองป้องกันอย่างดีแล้วด้วยการเอาชนวนระเบิดไปไว้นอกประตูค่อยเอาสายจี้ไปที่รังถ่าน ถึงจะใส่หน้ากากแต่ผงถ่านก็เข้าตา เพราะมันระเบิดทั้งชนวนทั้งรังถ่านเลย ตอนนั้นร้องไห้อย่างเดียวเลย เพราะเคยฝันอยากเป็นหมอ พ่อก็ปลอบใจว่าเนี่ย! อย่างนั้นเดี๋ยวส่งไปเรียนหมอดูเลยดีไหม (หัวเราะ) แต่ผมยังมีโชคดีที่ได้เจอผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอด เขาส่งผมเข้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เพราะเห็นว่าผลการเรียนที่ผ่านมาน่ะดี แต่ต้องซ้ำชั้นก่อนนะ จะได้มีประสบการณ์ว่าคนตาบอดเขาเรียนหนังสือกันอย่างไร ผมฝึกเดินด้วยไม้เท้าขาวรอบโรงเรียนตลอดปิดเทอมเลย จนเดินด้วยตัวเองได้”

เขาสลัดความฝันอยากเป็นหมอทิ้ง ค่อยๆ คลำทางค้นหาว่าผู้มองไม่เห็นเป็นอะไรได้อีกบ้าง กระทั่งได้รู้ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยทนายตาบอด ฟากฝั่งยุโรปได้ไต่ขั้นเป็นถึงผู้พิพากษาชั้นสูง ทำให้วิริยะมองเห็นทั้งความฝันใหม่และแสงเช้าวันใหม่

ถึงเขาจะกลายเป็นกบฎในสายตาของผู้ดูแลด้วยคำจากปากว่าเนรคุณ เพราะความคาดหวังหนึ่งที่อยากให้เขาเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ หากจบมาแล้วจะได้คอยเป็นครูสอนคนตาบอดช่วยกันอีกหนึ่งแรง

วิริยะบอกเพียงว่าเขาไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เขาเห็นภาพฝันของตัวเองอย่างแจ่มแจ้งจนต้องทำให้มันกลายเป็นภาพความจริงแล้ว

“ผมวางแผนไว้ว่าถ้าเป็นทนายแล้วนะ จะให้บริการฟรีเลย หรืออย่างน้อยก็ทุ่มเทเรียนให้ได้ที่หนึ่ง คนจะได้มาใช้บริการผมเยอะๆ ตอนนั้นนอกจากเรียนแล้ว ผมก็ทำกิจกรรมเพื่อให้ครูบาอาจารย์เขายอมรับผมเหมือนคนทั่วไป แต่ถึงเวลาจริงๆ เขาไม่ยอมรับ เขาบอกว่าอย่างไรตาบอดก็สู้ตาดีไม่ได้ เมื่อขึ้นปี 3 กฎหมายออกแก้ว่าให้คนพิการเข้าเป็นราชการได้ ผมก็สอบเข้าเป็นอาจารย์ดู แล้วก็ถูกต่อต้านจากอาจารย์ท่านอื่น ท้ายที่สุด อาจารย์ปรีดี พนมยงค์เขามาได้ยินเข้าก็นำเรื่องไปปรึกษา ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์

“ดร.ป๋วยบอกว่าให้ไปบอกอาจารย์ทั้งหลายนะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้ก่อตั้งขึ้นมาก็เพื่อความเสมอภาค เขาจะสอนได้หรือไม่ได้ไม่ใช่หน้าที่ใครมาตัดสิน มันมีระบบประเมินที่ดีอยู่แล้วจากนักศึกษาว่าคนๆ นี้สอนดี สอนได้หรือเปล่า คอยดูกันที่ตอนนั้น และช่วยรักษาอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยไว้ด้วย ตอนที่สอนผมก็ใช้เทคนิคที่เรียนมา ใช้ข้อสอบเก่าเข้าสอน นักศึกษาเข้ามาเรียนจนล้นห้องเลยนะ แถมยังได้ที่ 1 ในผลการประเมินสองปีซ้อนเลย”

มีภาพหนึ่งงดงามที่สุด

แม้วิริยะสร้างชื่อจนเป็นหัวกะทิของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแล้ว แต่เขารู้สึกว่ายังไม่เพียงพอจะทำฝันให้สำเร็จได้ ทำให้เท้าก้าวขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก มุ่งสู่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อเรียนต่อปริญญาเอกหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต และก้าวลงกลับประเทศอีกครั้งด้วยตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ พร้อมกับเจ้าสุนัขนำทางหนึ่งตัวที่ฝึกมันจนคล่อง

ต่อให้แววตาของเขาไม่อาจฉายส่งประกายใดออกมาได้อีกแล้ว แต่ประกายก็ยังประดับอยู่ทั่วตัว เพราะเจ้าสุนัขนำทางนี่แหละที่ทำให้วิริยะดังกระฉ่อน ถึงขั้นมีคนขอถ่ายทำชีวิตของเขากับเจ้าหมาตัวนี้เป็นสารคดีเลยนะ เราไม่แน่ใจว่าวิริยะผันผ่านข้อครหาอะไรมาอีกบ้าง นอกเหนือจากที่เขาเอ่ยมา ทว่าทุกสิ่งปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว ทั้งมูลนิธิเพื่อคนพิการและสถาปัตย์บนทางสามแพร่งแห่งนี้

“หลังผมกลับมาก็เริ่มทำงานด้านสังคมเป็นอย่างแรก ด้วยการรณรงค์ให้ได้ พรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และมันสำเร็จแล้วนะ ผมจะยังคงผลักดันกฎหมายเพื่อคนพิการไปเรื่อยๆ ให้เท่าเทียมไม่แพ้คนทั่วไป”

คราวนี้ เรายิ้มพร้อมกันกับวิริยะแล้ว

แม้ตะวันจะใกล้ลับฟ้า แต่ผู้เขียนก็ยังอยากลองลิ้มรสอาหารจากฝีมือพนักงานในร้านที่วิริยะ และมณีอวดว่าพวกเขาฝึกปรือมาเองกับมือ ขอบอกเลยว่าข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นตรงหน้า โปะด้วยท่อนหมูทอดที่ใหญ่กว่ากะเพราสองจานรวมกันอีก อิ่มพุงกางจนเราต้องหันกลับไปเปิดดูใบเมนูอีกรอบหนึ่งว่าใช่ราคานี้จริงหรือเปล่า แถมมันยังอร่อยจนลืมไม่ลง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความชื่นใจที่เก็บมาระหว่างบทสนทนาด้วยไหม

และไม่ลืมที่จะเดินขึ้นไปชมภาพที่เขาว่านี่เป็นงานศิลปะวาดด้วยปากที่งดงามที่สุดให้เห็นกับตา ถูกแล้ว มันงดงามที่สุด

วิริยะทำให้เราเห็นว่า ‘ยิ้มสู้คาเฟ่’ ชื่อนี้ไม่ได้มากับดวง และทำให้เราฮึดขึ้นในวันที่ใต้ตาอ่อนล้าเมื่อนึกถึงเขาขึ้นมา หรือไม่ก็เห็นท่าว่าอาจจำคตินี้ได้ขึ้นใจแน่

“จะเกิดอะไร ก็ขอให้ยิ้มสู้ไว้ก่อน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...