โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ริเริ่มระบบรับมือ ‘เมืองจมน้ำ’ ต้านกระแสวิกฤติภูมิอากาศ

เดลินิวส์

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 05.55 น. • เดลินิวส์
จากกระแสในโลกออนไลน์ที่พูดถึง “กรุงเทพมหานคร (กทม.)” จะจมน้ำในอีก 20-30 ปีข้างหน้าจากภาวะโลกร้อน หรือ การเกิด Climate changes ทำให้ประชาชนเกิดความสนใจว่าในอนาคต กทม. อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้น

ขณะที่ กทม.ได้เผยแพร่ข้อมูลการเตรียมรับมือกับสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป พร้อม ยืนยันว่ากรุงเทพฯ จะปลอดภัยจากวิกฤติจมน้ำ ด้วยแนวป้องกันน้ำท่วมสูงถึง 3.5 เมตร ร่วมกับระบบระบายน้ำครบวงจร ทั้งนี้ พื้นที่กทม.จะมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.)

นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษก กทม. ระบุถึงสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ว่า เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ ฝนตกหนัก น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุนสูง ประกอบกับลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มปลายแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นดินมีระดับต่ำ หลายพื้นที่มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง อีกทั้งยังเกิดการทรุดตัวของแผ่นดินและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อรวมกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากและทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนมากขึ้น

ที่ผ่านมา กทม.ใช้แนวคิดระบบพื้นที่ปิดล้อม โดยก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมล้อมรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำจากพื้นที่ภายนอกไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ ส่วนภายในพื้นที่ปิดล้อม ก่อสร้างระบบระบายน้ำต่าง ๆ เพื่อระบายน้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ คลองชักพระ และคลองพระโขนง เป็นคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไว้ป้องกันน้ำท่วมจากน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสูงตั้งแต่ 3.5 ถึง 2.8 .รทก. ส่วนฝั่งตะวันออกของกทม.ก็จะมีคันกั้นน้ำพระราชดำริ ใช้ป้องกันน้ำไหลบ่าจากพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันออกของกทม.เข้าท่วมพื้นที่ชั้นใน

โฆษก กทม. ยังระบุถึง ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งส่งผลต่อกทม.ในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วม และการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งนี้ ปัจจุบันที่มีการคาดการณ์จากหลายหน่วยงานในเรื่องของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับอนาคตอีก 25 ปีข้างหน้า หรือปี พ.. 2593 (.. 2050) มีการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 0.50 เมตร แต่เมื่อพิจารณาจากระดับน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ จุดวัดปากคลองตลาด เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ +2.05 .รทก. และหากรวมกับระดับน้ำทะเลคาดการณ์แล้ว จะมีความสูงที่ +2.55 .รทก. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับน้ำสูงสุดในปี 2554 ทั้งนี้ แนวป้องกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม. ยังสามารถป้องกันได้ดีเนื่องจากมีความสูงอยู่ที่ 3.00 .รทก.

“แม้หลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศจะคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2050 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งและเขตลุ่มต่ำทั่วโลก รวมถึงกทม. นั้น ขณะนี้ กทม.เองก็ได้เตรียมความพร้อมด้วยแผนรับมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายหลักต่าง ๆ สูงถึง 3.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำสูงสุดในอดีตและคาดการณ์ในอนาคต นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ สถานีสูบน้ำ และแก้มลิง เพื่อรองรับน้ำฝนและน้ำท่วมขัง พร้อมใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการติดตามและพยากรณ์สถานการณ์น้ำ เพื่อบริหารจัดการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังประสานความร่วมมือในระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อวางแผนและดำเนินงานอย่างยั่งยืน รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างมั่นคง สร้างความมั่นใจว่ากรุงเทพมหานครจะไม่จมน้ำ” โฆษก กทม. กล่าว

ทางด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ความเสี่ยงนี้อาจจะเกิดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน ซึ่งจากข่าวที่มีคือกรุงเทพฯ เป็นอันดับ 9 ที่มีความเสี่ยงเพราะเป็นเมืองหลวงที่อยู่ติดทะเล ดังนั้นเมื่อติดทะเลก็จะมีความเสี่ยงสูงที่น้ำทะเลจะเข้ามา ซึ่งกทม.มีการป้องกันในระดับหนึ่งแล้ว โดยปัจจุบันที่กทม.ทำไว้จึงมีแนวคันป้องกันตามแม่น้ำเจ้าพระยายาว ส่วนชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำก็อาจจะได้รับผลกระทบเมื่อเกิดช่วงน้ำทะเลหนุนสูง

"ชาวกทม.อย่าเพิ่งกังวลมาก เพราะเป็นภาวะที่ทุกเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลจะเจอคล้ายๆ กันในกรณีที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ดังนั้นจึงต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากับระดับน้ำทะเลไม่สูงเท่ากันก็จะต้องมีตัวกั้น ส่วนตัวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเรามีตัวเขื่อนอยู่แล้วก็จะช่วยบรรเทาได้ ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหานั้น กทม.เคยเสนอต่อรัฐบาลแล้วที่ต้องช่วยดูในภาพใหญ่ เนื่องจากมีพื้นที่เชื่อมต่อในหลายจังหวัด ก็เชื่อว่าประเด็นนี้ เราพอมีข้อมูลและหาทางร่วมกัน กทม.ทำเองคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นการทำจึงควรทำเชื่อมโยงกัน 3 ลุ่มน้ำทั้งแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ซึ่งก็คงต้องร่วมมือกับรัฐบาลด้วย".

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...