โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การกลับมาของ ‘มุกตลกเชิงบูลลี่’ ? เมื่อเทรนด์ฮิต TikTok เต็มไปด้วยการเหยียดคนอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่ค่านิยมแบบเดิมๆ ที่ส่งเสริมการบูลลี่ในนามของเสรีภาพ

Mirror Thailand

อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 05.25 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2568 เวลา 05.25 น.
ภาพไฮไลต์

“เผลอวีนเพื่อน/แฟนบ่อย จนลืมไปว่าเขาก็คือเด็กออทิสติกคนหนึ่ง”

“ว่ากูหน้าบ้านนอก เลขบัตรประชาชนนำหน้าด้วย 11 เหมือนกูยัง”

“คนอีสานอธิบายหน่อย”

ข้อความข้างต้นมาจากเทรนด์ฮิตใน TikTok ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากเผยแพร่คลิปวิดีโอหรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกัน โดยผู้ชมบางส่วนไม่ได้มองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นปัญหา เมื่อคลิปแรกได้รับความนิยมและยอดเอนเกจเมนต์ที่ดี ส่งผลให้เกิดการผลิตซ้ำเกี่ยวกับคอนเทนต์และคอมเมนต์ทำนองนี้ จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติบนแพลตฟอร์ม TikTok ขณะที่ก็มีอีกหลายเสียงที่ตั้งคำถามว่า นี่เป็นการเล่นมุกที่เกินขอบเขตหรือไม่?

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยเริ่มกลับมาเล่นมุกตลกเชิงบูลลี่อีกครั้ง หลังจากที่ช่วงประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ผู้คนเคยตระหนักถึงปัญหาการบูลลี่และประเด็นความเท่าเทียมมากกว่านี้ จนก่อให้เกิดการเรียกร้องต่างๆ มากมายขึ้น หนึ่งกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การแบนนักแสดงศิลปินที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการบูลลี่เพื่อนวัยเด็ก การใช้ความรุนแรง การนอกใจ การคุกคามทางเพศ หรือการเล่นมุกตลกในเชิงเหยียดหยามผู้อื่น เป็นต้น

มาถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มเบื่อความ PC และชินชากับการเหยียดผู้อื่นบนโลกออนไลน์ โดยมองว่าการล้อเลียนเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน แต่พฤติกรรมเช่นนี้อาจพาเราวนกลับไปสู่ค่านิยมแบบเดิมๆ ทำให้เด็กรุ่นใหม่มองข้ามการเคารพผู้อื่น และไม่ตระหนักถึงปัญหาทางสังคม ว่าคำพูดที่ดูเหมือนขำขัน อาจสร้างอคติหรือบาดแผลต่อคนบางกลุ่มหรือใครคนหนึ่ง

โดยคอนเทนต์ “เผลอวีนเพื่อน/แฟนบ่อย จนลืมไปว่าเขาก็คือเด็กออทิสติกคนหนึ่ง” มักมาพร้อมคลิปหรือภาพที่สื่อให้ดูตลก ซึ่งถือเป็นการสร้างภาพจำที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอาการออทิสติก (Autism Spectrum Disorders: ASD) เพราะกลุ่มผู้มีอาการนี้อาจไม่ได้แสดงพฤติกรรม หรือกิริยาท่าทางเช่นนั้น คำพูดดังกล่าวจึงอาจทำร้ายและสร้างบาดแผลทางใจให้แก่พวกเขา

ขณะที่คอนเทนต์ “ว่ากูหน้าบ้านนอก เลขบัตรประชาชนนำหน้าด้วย 11 เหมือนกูยัง” ซึ่งในที่นี้เจ้าของคลิปต้องการบอกว่าตัวเองเกิดที่กรุงเทพมหานคร การใช้คำว่า ‘บ้านนอก’ จึงไม่ต่างอะไรกับการดูถูกเหยียดหยามคนต่างจังหวัดว่าล้าสมัย ทั้งที่จริงแล้ว ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ความเจริญกระจุกตัวอยู่เพียงในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ

หมายเหตุ: จริงๆ แล้ว รหัสจังหวัดในเลขบัตรประชาชนคือหลักที่ 2-3 ซึ่งกรุงเทพมหานครคือเลข 10

รวมถึงการแสดงความคิดเห็นว่า “คนอีสานอธิบายหน่อย” ในคลิปต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาคอีสาน ซึ่งหลายครั้งไม่เหมาะสมกับบริบท เช่น การคอมเมนต์ใต้คลิปที่เล่าถึงการสูญเสีย เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการเหยียดทางอ้อม โดยเหมารวมลักษณะพฤติกรรมของคนภาคอีสาน และเลือกปฏิบัติผ่านการพาดพิงที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มคนอีสานเท่านั้น

เทรนด์ฮิตใน TikTok ที่กล่าวไปข้างต้นจึงเปรียบเสมือนการตอกย้ำอคติที่มีต่อกลุ่มคนชายขอบในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนต่างจังหวัดหรือผู้พิการ โดยที่ฝั่งคนที่พิมพ์ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบแง่ลบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ถูกล้อเลียน มันจะดีกว่าไหม? หากเราหยุดส่งต่อ ‘วัฒนธรรมการเหยียดที่แฝงอยู่ในมุกตลก’ และเห็นอกเห็นใจคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมให้มากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การบูลลี่ไม่ควรถูกกลบทับด้วยคำว่าเสรีภาพ เมื่อการเคารพขอบเขตและตัวตนของคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรมาพร้อมการใช้เสรีภาพเช่นกัน

บทความต้นฉบับได้ที่ : การกลับมาของ ‘มุกตลกเชิงบูลลี่’ ? เมื่อเทรนด์ฮิต TikTok เต็มไปด้วยการเหยียดคนอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่ค่านิยมแบบเดิมๆ ที่ส่งเสริมการบูลลี่ในนามของเสรีภาพ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...