โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ประเสริฐ” ยัน ไทยมั่นคงไซเบอร์ ระบบไม่เสียหาย เฝ้าระวังกัมพูชาเจาะข้อมูล

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 05.01 น.
ภาพไฮไลต์

“ประเสริฐ” ยัน ไทยมั่นคงไซเบอร์ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจับมือฝ่ายมั่นคงด้านการทหาร พร้อม 24 ชม.เฝ้าระวัง สู้ข่าวปลอมกัมพูชา พร้อมเผยหลังประชุมน้ำท่วมจากพายุวิภา สั่งบูรณาการรับมือน้ำตลอดฤดูฝน

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการตอบโต้ข่าวปลอมของทางกัมพูชา ว่า ขณะนี้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่ดีอีได้เตรียมความพร้อม 24 ชั่วโมง ในการเฝ้าระวังข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวปลอมกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา เราทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายความมั่นคงด้านการทหาร ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข้อเท็จจริงจากทางราชการเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามต่อมีรายงานหรือไม่ว่าไอโอ (IO) ของกัมพูชาเข้ามาเจาะข้อมูลของทางการไทย นายประเสริฐ ตอบว่า เท่าที่ทราบได้รวบรวมข้อมูลทีมงานแฮกเกอร์ของกัมพูชาที่มีการโจมตีประเทศไทย ขณะนี้เราได้เฝ้าระวังอยู่แล้ว และที่มีการรายงานว่าโจมตีด้านโน้นด้านนี้ เช่น การโจมตีแบบที่มีการส่งข้อความเข้ามาจำนวนมากเพื่อทำให้ระบบหน่วง เรื่องนี้ยังไม่ปรากฏว่าไทยได้รับความเสียหาย มีเพียงเฉพาะข่าวปลอมที่เกิดขึ้น ซึ่งเราได้ทำการปิดกั้นอยู่ตลอดเวลาขอยืนยันว่าในส่วนที่ทำให้ระบบเสียหายยังไม่มี ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้เฝ้าระวังตลอดและทำงานร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการติดตามอย่างใกล้ชิดและพร้อมตอบโต้ทันที

ส่วนคำถามว่าตอนนี้ระบบไซเบอร์ของไทยยังปลอดภัยมีการเฝ้าระวังอยู่ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ ขอยืนยันว่ามีการดำเนินการปิดช่องทางที่สำคัญ โดยปิดช่องทางไม่ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ฝ่ายตรงข้ามเข้ามา เราดำเนินการอยู่ไม่ให้เขาเจาะข้อมูลได้ ซึ่งขณะนี้เรายังมีความมั่นคงและปลอดภัยอยู่ ยังไม่ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีความห่วงใย และต้องให้ประชาชนได้บริโภคข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนให้สัมภาษณ์ เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ผ่านมา นายประเสริฐ ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แถลงข่าวหลังการประชุม ถึงกรณีที่ปัจจุบันหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุวิภา ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำต่างๆ ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ระหว่างวันที่ 21-28 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการดำเนินงานผ่านศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ทั้ง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง จ.ระยอง ลุ่มน้ำโขงเหนือ จ.เชียงราย ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองคาย และลุ่มน้ำยม-น่าน จ.สุโขทัย เพื่อบริหารจราจรน้ำข้ามลุ่มน้ำและข้ามจังหวัด

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้สั่งการให้บูรณาการบริหารจัดการในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจใน จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงให้ประสานการบริหารระดับน้ำกับพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงเขื่อนพระรามหก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำฝนระลอกใหม่ในเดือนสิงหาคม-กันยายน และลดความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์แม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเขื่อนน้ำเทิน 1 ใน สปป.ลาว ได้เพิ่มการระบายน้ำอย่างฉับพลัน จาก 2,500 เป็น 4,500 ลบ.ม. ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 0.5-1 เมตร เราเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการสถานการณ์ร่วมกันอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงฤดูฝนปีนี้

“ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทุกพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเร็วที่สุด”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ประเสริฐ” ยัน ไทยมั่นคงไซเบอร์ ระบบไม่เสียหาย เฝ้าระวังกัมพูชาเจาะข้อมูล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...