"ณัฐชา" จี้ รัฐบาลเร่งดำเนินนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า หลังประกาศแล้วไร้ความคืบหน้า พร้อมเสนอปรับงบฯ
"ณัฐชา" จี้ รัฐบาลเร่งดำเนินนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า หลังประกาศแล้วไร้ความคืบหน้า พร้อมเสนอปรับงบฯ เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึง
วันที่ 30 พ.ค. 2568 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายกลางที่ประชุมรัฐสภา ในการประชุมสมัยวิสามัญ ขณะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณในด้านสวัสดิการสังคมที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
นายณัฐชา กล่าวว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ยังไม่เพียงพอและขาดประสิทธิภาพ ทั้งยังสะท้อนถึงการละเลยหน้าที่ของรัฐในช่วงที่ผ่านมา พร้อมวิจารณ์รัฐบาลที่โฆษณาชวนเชื่อให้ความหวังกับประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมรองรับ
นายณัฐชายังกล่าวถึงข้อเสนอจากภาคประชาสังคม ที่ได้ร่วมกันผลักดันผ่านกระบวนการของเครือข่าย พีมูฟ โดยได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2567 จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการได้เสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการปรับปรุงสวัสดิการ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า – ครอบคลุมตั้งแต่เด็กในครรภ์ 4 เดือน จนถึงอายุ 6 ปี อัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยไม่คัดกรองรายได้ครอบครัว
2. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได – อายุ 60–69 ปี ได้รับ 600 บาท, อายุ 70–79 ปี ได้รับ 850 บาท, อายุ 80–89 ปี ได้รับ 1,000 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,250 บาทต่อเดือน
3. การปรับเบี้ยความพิการ – จากเดิม 800 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
นายณัฐชา ชี้ว่า แม้จะมีประกาศจากรัฐบาลและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ยืนยันนโยบายดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เมื่อไหร่รัฐบาลจะ ‘ไฟเขียว’ อย่างเป็นทางการ ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็น ‘ไฟแดง’ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนโดยไม่รู้จะหาคนรับผิดชอบได้จากที่ใด”
นายณัฐชา ยืนยันว่า ตนและพรรคจะไม่ยอมให้กลุ่มเปราะบางถูกทอดทิ้ง พร้อมเสนอให้ ตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการจำนวน 38,548 ล้านบาท แล้วนำไปจัดสรรให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มเหล่านี้ต้องหลุดจากระบบสวัสดิการพื้นฐาน
ทั้งนี้ มีข้อมูลว่า งบประมาณของกรมกิจการผู้สูงอายุที่ขอเพิ่มเติมเพื่อดูแลผู้สูงวัย ถูกตัดงบออกไปกว่า 7,401 ล้านบาท และยังขาดอีก 28,013 ล้านบาท สำหรับการดูแลผู้สูงอายุอายุ 60–90 ปี
"วันนี้ประชาชนรอเราอยู่ การเป็นผู้แทนไม่ใช่แค่รับเสียงมา แต่เราต้องส่งเสียงนั้นกลับไปด้วยการทำหน้าที่ในสภา ขอให้ช่วยกันหั่นงบที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาเติมเต็มความหวังให้กับพี่น้องประชาชน เพราะนี่คือกลไกที่ ส.ส. ทำได้จริง" นายณัฐชา กล่าว
นอกจากนี้ นายณัฐชายังระบุว่า กองทุนผู้สูงอายุยังได้รับเงินจากกระทรวงการคลังเพียงบางส่วน ขณะที่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานอย่างเช่น "ค่าไฟฟ้า" ยังเป็นภาระที่หนักหนา และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ