ศาลสหรัฐสั่งระงับภาษีตอบโต้ ชี้ ”ทรัมป์” ใช้อำนาจเกินขอบเขต
ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งให้ระงับใช้มาตรการ”ภาษีตอบโต้”ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อแก้ไขสิ่งที่ทรัมป์ระบุว่าเป็นความไม่สมดุลทางการค้าที่มีมายาวนาน
คำพิพากษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวาระทางเศรษฐกิจของทรัมป์ รวมถึงความพยายามเจรจาข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ
ด้านฝ่ายบริหารของทรัมป์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินทันที
คณะผู้พิพากษา 3 คนแห่งศาลการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่ากฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ซึ่งทรัมป์นำมาใช้ประกอบการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าแบบครอบจักรวาล
“คำสั่งเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นคำสั่งที่เกินอำนาจของประธานาธิบดี ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ในการกำกับการนำเข้าด้วยวิธีทางศุลกากร” คณะผู้พิพากษาระบุ
ทั้งนี้ ปกติแล้ว การเรียกเก็บภาษีศุลกากร ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ทรัมป์เลือกวิธีที่ไม่ผ่านสภา ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ
รัฐบาลของทรัมป์มีเวเลา 10 วันในการดำเนินการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล
อย่างไรก็ดี ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภท อย่างอลูมิเนียมและเหล็กกล้า ไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินนี้ เพราะทรัมป์เรียกเก็บโดยไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ
คำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศมีขึ้น หลังจากมีการยื่นฟ้องร้องจากกลุ่มอัยการรัฐ และธุรกิจอเมริกัน 5 กลุ่มที่พึ่งพาสินค้านำเข้าอันได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษี
อัยการรัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำโจทก์ ระบุว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นชัยชนะไม่เพียงสำหรับรัฐโอเรกอน แต่สำหรับชนชั้นทำงาน, ธุรกิจขนาดเล็ก และคนอเมริกันทั่วไป เพราะการเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหของทรัมป์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย, สะเพร่า และส่งผลเสียทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นชนวนให้มีการตอบโต้, ทำให้สินค้าจำเป็นมีราคาแพงขึ้น และสร้างภาระอย่างไม่ยุติธรรมให้แก่ครัวเรือนอเมริกัน รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก และบรรดาผู้ผลิต