โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ท่ามกลางเกมยั่วยุ ไทยต้องอดกลั้น

TODAY

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 21.03 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 14.03 น. • workpointTODAY

ท่ามกลางเกมยั่วยุ

ไทยต้องอดกลั้น

สถานการณ์ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด แม้ว่าการที่กัมพูชานำเรื่องยื่นต่อศาลโลกอาจไม่เกิดกระบวนการอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลไทยก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่ยอมรับเขตอำนาจ

แต่ไพ่ในมือของกัมพูชาอาจไม่ได้มีเพียงแค่นี้ และยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่สามารถใช้การในกดดันได้ รายการ HEADLINE สำนักข่าว TODAY ชวน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาวิเคราะห์เกมกฎหมายที่กัมพูชาถนัด

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[ไพ่ในมือกัมพูชามีมากกว่ายื่นศาลโลก]

แม้ว่าหลังจากมีรายงานข่าวที่ทางเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ได้นำจดหมายอย่างเป็นทางการยื่นถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือ International Court of Justice (ICJ) เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ในมุมมองของ ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่ายังไม่มีเอกสารข่าว หรือ Press Release ออกมาจากศาลฯ ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็แถลงข่าวว่ายังไม่ได้รับหนังสือใด จึงมองว่าอาจเข้ากรณีการฟ้องแบบ ‘Forum Prorogatum’ หรือการนำเรื่องเข้าสู่ศาลโลกเพื่อเชื้อเชิญให้ไทยไปรับเขตอำนาจศาล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ยืนยันมาตลอดว่าไทยไม่รับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ซึ่งการยืนยันท่าทีว่าไม่ยอมรับเขตอำนาจนี้ก็อาจทำให้กระบวนการยุติเพียงเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้รับการยินยอมจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แต่นี่อาจเป็นเพียงหนึ่งในช่องทางการเดินเกมของทางกัมพูชาเท่านั้น

ดร.ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ‘ไพ่ในมือ’ ของกัมพูชายังมีเวทีโลกที่สามารถกดดันทางอ้อมได้ แม้ว่าจะไม่ได้นำไปสู่การเป็นคดีแบบรัฐฟ้องรัฐ เช่นการนำเรื่องเข้าสู่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่สามารถออกคำแนะนำให้ผู้พิพาทนำคดีไปสู่ศาลโลกได้ ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นคำสั่งที่มีผลผูกผัน แต่ก็อาจสร้างแรงกดดันได้ ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือการขอความเห็นทางกฎหมายจากศาล หรือ Advisory Opinion ซึ่งทั้ง UNGA และ UNSC มีอำนาจในการร้องขอให้ศาลโลกออกความเห็นทางกฎหมายได้

“ผมชอบอธิบายว่าคล้ายๆ กฤษฎีกาบ้านเรา เวลาที่รัฐมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายก็นำเรื่องมาปรึกษากฤษฎีกา สิ่งที่มันน่าสนใจก็คือ หลายๆ ประเทศเวลาที่มีข้อพิพาทกันนะครับ จะมาใช้ช่องทางนี้แหละ เพื่อจะระงับข้อพิพาท…อันนี้เป็นไพ่ในมืออีกใบหนึ่งที่กัมพูชามี เพียงแต่ว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองทางการทูตของกัมพูชา” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านนี้วิเคราะห์ว่าหากกัมพูชานำเรื่องเข้า UNGA ในวันนี้อาจจะยังไม่ได้รุนแรงมาก และสถานการณ์ก็ผ่อนคลาย (De-escalate) ลงมากแล้ว และอาจต้องล็อบบี้เยอะพอสมควรเพราะมีรัฐสมาชิกเยอะ หากจะง่ายกว่าคือการนำเรื่องเข้า UNSC และไปล็อบบี้เอา เรื่องจากมีเพียง 15 เสียง

“ผมมองว่ากัมพูชาน่าจะเล่นเกมกฎหมาย เกมศาลไปอีกสักพักนึง ยิ่งใกล้เลือกตั้งอาจจะวนกลับมาอีก ดินแดนทางบกค้างไว้ อาจจะไปเล่นเรื่องทะเลต่อ อาจจะมีเรื่องอื่นๆ ให้เล่นต่อ เพราะกัมพูชาค่อนข้างคุ้นเคยกับเกมนี้ใช่ไหมครับ ตั้งแต่คดีพระวิหารแล้วนะและเพิ่งใกล้เลือกตั้งใหญ่เข้าไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า อาจจะเห็นอีก…คดีที่กัมพูชาจะฟ้องไทยอาจจะติดเรื่องความยินยอมของไทย อาจจะติดเรื่องเขตอำนาจศาล แต่คดีในศาลโลกมันไม่ได้มีแค่คดีรัฐฟ้องรัฐ มันยังมีคดีที่ลักษณะที่เรียกว่าความเห็นทางกฎหมายอีกอย่างที่อธิบายไป ก็ต้องติดตามต่อไปครับ ไม่น่าจะจบแค่นี้” ดร.ภัทรพงษ์ คาดการณ์

[เกมช่วงชิงความชอบธรรมในสายตาสังคมโลก]

หากมองภาพที่ออกมาจากฝั่งกัมพูชาอย่างเช่นการโพสต์ของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประกาศว่า ‘กัมพูชาเลือกกฎหมายระหว่างประเทศและสันติภาพ’ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่าภาพที่ออกมาทำให้กัมพูชาดูเป็นประเทศที่เคารพกฎหมายและยึดถือหลักสันติวิธี

แน่นอนว่าคำอธิบายทางฝั่งไทยที่บอกว่าศาลโลกไม่มีอำนาจเนื่องจากไทยไม่ยอมรับจะถูกต้อง 100% ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในความชอบธรรมไม่ควรจบอยู่แค่คำอธิบายนี้ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่า ไทยควรอธิบายเสริมเรื่องกลไกที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน สามารถเดินหน้าแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน

ดร.ภัทรพงษ์ ระบุว่าเริ่มเห็นทิศทางจากแถลงการณ์ที่ออกมาจากฝั่งไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าไม่ได้อธิบายเพียงแค่หลักกฎหมาย แต่มีการยืนยันว่าจะใช้กลไกทวิภาคีและระบุถึงข้อดีของการใช้กลไกทวิภาคีมากยิ่งขึ้น

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ภูมิภาคเนี่ย มันเป็นสงครามจริงๆ นะครับ แต่ของบ้านเรา ณ วันนี้ อาจจะรู้สึกอุ่นใจขึ้นหน่อยเพราะ มัน de-escalate (ผ่อนคลาย) ลงไปแล้ว ที่เหลือเนี่ยมันจะเป็นเกมกฎหมายครับ เกมการช่วงชิงความชอบธรรม ว่าฝ่ายไหนจะสามารถเสนอข้อต่อสู้ทางกฎหมาย มี narrative ที่สามารถโน้มน้าวประเทศที่ 3 หรือว่าประชาคมโลกได้ดีกว่ากัน” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

การที่ทั้งสองฝ่ายมีการยั่วยุกันอยู่ ดร.ภัทรพงษ์ มองว่าต้องทำให้ไม่ escalate tension (ไม่รุนแรงขึ้น) โดยอาจยึดเอาภาคผนวกของข้อตกลง JBC ที่มีการระบุว่าต้องใช้ความอดกลั้นและไม่ทำให้ข้อพิพาทรุนแรงขึ้น หรือเป็นหลัก Non-Aggravation of the Dispute ไทยจึงจำเป็นต้องหาวิธีประคองไม่ให้พัฒนากลายเป็นการปะทะกันทางทหาร

“เราจะต้องระวังไม่ให้เพลี่ยงพล้ำหลงเข้าไปทำให้สถานการณ์มันรุนแรงมากยิ่งขึ้น escalate tension ให้มันสูงขึ้น สิ่งนึงที่ต้องระวังนะครับ อันนี้อาจจะเป็นมิติทางกฎหมายนิดนึง ก็คือต้องระวังไม่ให้มันเกิด Threat การขู่ว่าจะใช้กำลัง อันนี้ทำไม่ได้ การใช้กำลังจริงๆ อันนี้ผิดแน่นอน แค่ Threat of Force การขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร อันนี้ก็ผิด เพราะฉะนั้นตรงนี้จะทำยังไงก็ได้ให้ยังมีป้องปรามอยู่ แต่ว่าไม่ถึงขนาดเป็นอาชญากรรม ตรงนี้ต้องต้องประคองสถานการณ์ให้ดี” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 รับชมรายการ HEADLINE ได้ทาง : https://youtu.be/K-ZF92zH6sw?si=cpfcBhKrYUGSrCEu

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...