โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศาลสูงสหรัฐ เปิดทาง “ทรัมป์” ส่งผู้อพยพไปประเทศที่สาม แม้เสี่ยงตาย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 03.22 น.

ศาลสูงมีมติ 6 ต่อ 3 พลิกคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตรัฐบาล ทรัมป์ ส่งตัวผู้อพยพไปประเทศอื่นได้ แม้ถูกเตือนเสี่ยงถูกทรมานหรือสังหาร ฝ่ายค้านจวกเป็นการให้รางวัลกับความไร้มนุษยธรรม

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 08.00 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า ศาลสูงสหรัฐ (US Supreme Court) มีคำตัดสินเปิดทางให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาใช้มาตรการส่งตัวผู้อพยพไปยังประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนได้อีกครั้ง

ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ผู้พิพากษาศาลสูงมีมติล้มล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยกำหนดให้รัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ผู้อพยพมีโอกาสที่มีความหมายในการชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ถึงความเสี่ยงที่อาจเผชิญหากถูกส่งตัวไปประเทศที่สาม

ผู้พิพากษาสายเสรีนิยมทั้ง 3 คนของศาล ได้แก่ โซเนีย โซโตมาโยร์, เอเลนา คาแกน และเคตันจิ บราวน์ แจ็คสัน ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของเสียงข้างมาก โดยระบุว่าคำตัดสินนี้เท่ากับให้รางวัลกับความไร้ระเบียบของรัฐบาล

โดยคดีนี้เกี่ยวข้องกับผู้อพยพ 8 คนจากประเทศเมียนมา ซูดานใต้ คิวบา เม็กซิโก ลาว และเวียดนาม ซึ่งถูกเนรเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมด้วยเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปยังซูดานใต้ รัฐบาลทรัมป์ระบุว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เลวร้ายที่สุดในหมู่ผู้กระทำผิด

ไบรอัน เมอร์ฟี ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐในบอสตัน ได้มีคำสั่งก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนว่ารัฐบาลจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้อพยพแสดงหลักฐานว่า หากถูกส่งตัวไปประเทศที่สาม พวกเขาอาจถูกทรมานหรือถูกสังหาร แม้ว่าจะหมดสิทธิ์อุทธรณ์ทางกฎหมายในประเด็นอื่น ๆ ไปแล้ว

อย่างไรก็ตามศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยกลับคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาโดยผู้พิพากษาโซโตมาโยร์เขียนในความเห็นแย้งว่า “ดูเหมือนว่าศาลจะมองว่าการปล่อยให้คนอีกนับพันต้องเผชิญความรุนแรงในประเทศห่างไกล เป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากกว่าความเป็นไปได้ที่ศาลชั้นต้นอาจใช้อำนาจเกินขอบเขตเมื่อสั่งให้รัฐบาลแจ้งข้อมูลและเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่พวกเขาพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย …การใช้ดุลยพินิจแบบนี้เป็นสิ่งที่ทั้งเข้าใจยากและยอมรับไม่ได้”

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ (DHS) ออกแถลงการณ์ชื่นชมคำตัดสินดังกล่าวว่าเป็นชัยชนะเพื่อความปลอดภัยของประชาชนชาวอเมริกัน โฆษกของหน่วยงาน ทริเซีย แมคลาฟลิน กล่าวเสริมว่า“เตรียมเครื่องบินส่งตัวผู้อพยพได้เลย”

รัฐบาลทรัมป์กล่าวหาว่าผู้อพยพทั้ง 8 คนเป็นอาชญากรที่ก่อคดีร้ายแรงในสหรัฐฯ เช่น ฆาตกรรม วางเพลิง และปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธ แต่ทีมทนายความของผู้อพยพระบุในคำร้องต่อศาลสูงว่าหลายคนในกลุ่มดังกล่าวไม่มีประวัติอาชญากรรมเลย

องค์กร National Immigration Litigation Alliance ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้อพยพ ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินของศาลว่าน่าหวาดหวั่น
ทรินา เรียลมูโต ผู้อำนวยการขององค์กรกล่าวว่า คำตัดสินนี้ทำให้ลูกความของเธอต้องเสี่ยงต่อ “การถูกทรมานและเสียชีวิต”

รัฐบาลทรัมป์นำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลสูง หลังศาลอุทธรณ์ในบอสตันปฏิเสธที่จะระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนหน้านี้คำสั่งของผู้พิพากษาเมอร์ฟี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องควบคุมตัวผู้อพยพทั้ง 8 คนไว้ในประเทศจิบูตี ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ

จอห์น เซาเออร์ อัยการสูงสุดของสหรัฐ กล่าวต่อศาลสูงว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องตั้งศูนย์กักกันชั่วคราวสำหรับอาชญากรอันตรายในห้องประชุมที่ถูกดัดแปลง เนื่องจากไม่สามารถส่งตัวพวกเขากลับประเทศบ้านเกิดได้ เพราะรัฐบาลประเทศต้นทางไม่ยอมรับตัวพวกเขากลับ

เซาเออร์กล่าวเสริมว่า หากสหรัฐไม่สามารถส่งตัวอาชญากรอันตรายเหล่านี้กลับไปได้ พวกเขาก็จะยังคงอยู่ในสหรัฐฯ และ “ก่ออาชญากรรมกับประชาชนอเมริกันผู้บริสุทธิ์”

คำตัดสินเมื่อวันจันทร์ ถือเป็นชัยชนะอีกครั้งสำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ในความพยายามผลักดันนโยบายเนรเทศครั้งใหญ่

เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลสูงสุดมีคำตัดสินอนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกโครงการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับชาวเวเนซุเอลา ซึ่งมีผู้อพยพได้รับผลกระทบประมาณ 350,000 คน

ในอีกคำตัดสินเมื่อเดือนพฤษภาคม ศาลสูงสุดยังอนุญาตให้ประธานาธิบดีทรัมป์ระงับโครงการด้านมนุษยธรรมชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดทางให้ผู้อพยพเกือบครึ่งล้านคนจากคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา พักอาศัยในสหรัฐได้เป็นเวลา 2 ปี

อ้างอิง : www.bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...