โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘นายกฯ’แถลงไทยไม่ยอมรับศาลโลกพร้อมปกป้องอธิปไตย ไม่ยอมโดนข่มขู่ เปิดทางกองทัพคุย ชี้‘กัมพูชา’ ไม่มืออาชีพทำวุ่น ลั่นไทยไม่ได้ปิดด่าน แค่ปรับเวลา

POLICE NEWS

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 06.51 น.

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมร่วมสมช.กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาโดยระบุว่า เรื่องแรกเป็นเรื่องของการประชุม JBC ที่ผ่านมาถือว่าเป็นผลสำเร็จ ที่ได้มีการคุยกันและได้มีการยอมรับกรอบส่วนรายละเอียดก็อย่างที่กระทรวงต่างประเทศได้แถลงไปแล้วส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของการที่ว่าเรามีการคุยกันทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับหน้างานหรือระดับนายกรัฐมนตรีวันนี้ที่ประชุมมีในเรื่องของการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์เป็นทีมไทยแลนด์ของเราต่อจากนี้จะให้รัฐมนตรีกลาโหมเป็นคนนำทีมรายการ monitor ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดและก็ดำเนินการต่างๆ ในเรื่องของ ICJ ประเทศไทยไม่ยอมรับในเรื่องของศาลโลกแต่ว่าตอนนี้เรามีการตั้งทีมทำงานเช่นการว่าเราจะปกป้องและตั้งรับอย่างไรและหาในเรื่องข้อมูลต่างๆว่าเราจะสามารถปกป้องประเทศของเราอย่างไรหรือว่าตอบโต้อะไรอย่างไรบ้าง เราจะต้องมีกรอบในการทำงานนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ศึกษาในเรื่องของประวัติความเป็นมากฎหมายทุกอย่างตอนนี้เรามีข้อมูลไว้หมดแล้ว และนี่ก็เป็นความคืบหน้าของการประชุมในวันนี้ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาขู่ว่าหากไทยไม่เปิดด่านวันนี้ จะสั่งปิดด่านไม่ให้นำเข้าสินค้านั้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆแล้วในเรื่องของการปิดด่านเราไม่ได้ปิดด่าน เรากำหนดเวลาการเปิด-ปิดซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม หลังจากที่มีการปะทะกันเกิดขึ้นจริงๆแล้วประเทศไทยเองได้ทราบจากเพจกลาโหมของทางกัมพูชา คือเรามีการตกลงกันแล้วคุยกันแล้ว พอหลังจากมีการตกลงกันว่าจะมีการปรับกำลังใดๆก็ตามหลังจากที่ประชุมสมช.ในวันนั้น มีการมอบอำนาจให้ทางกองทัพดูว่าสถานการณ์ข้างหน้าเป็นอย่างไรเพื่อจะได้ปรับให้เข้ากับสถานการณ์

เมื่อเราคุยกันเรียบร้อยแล้วทางเพจของกัมพูชากลับออกมาประกาศว่าจะไม่มีการปรับกำลังเราจึงกำหนดเวลาการเปิด-ปิดด่านและเมื่อเรากำหนดเวลาในเรื่องของการเปิด-ปิดด่านแล้ว ทางกัมพูชาก็ควรจะกำหนดเวลาเช่นกันต่างคนต่างกำหนดเวลาแล้วตอนนี้เองอยากจะแจ้งว่าเรามีการคุยกันที่ผ่านมาทั้งหมดตั้งแต่ตนได้คุยกับนายกกัมพูชาครั้งแรกที่มีการปะทะคือเมื่อวันที่ 28 พ.ค.มีการหารือตกลงร่วมกันเราต้องการสันติภาพไม่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ประเทศไม่ต้องการความขัดแย้ง ต้องการรักษาชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้ง 2 ประเทศไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อของทหารด้วยนี่คือสิ่งที่เห็นตรงกันก็คุยกันมาเรื่อยๆ ตนพยายามจะคุยอยู่ในกรอบของทวิภาคีคือกรอบระหว่างประเทศที่เมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันเราต้องมีความเข้าใจร่วมกันเพื่อที่จะให้เป็นไปตามกลไกของระหว่างประเทศ

แน่นอนว่ามีการคุยกันหลังไมค์แน่นอนเป็นการตกลงกันว่าอะไรอย่างไรแต่สิ่งที่สื่อสารออกมาทางโซเชียล นอกกรอบและเป็นการสื่อสารที่ไม่มืออาชีพที่ออกมาอยู่เรื่อยๆทำให้เกิดความวุ่นวายในการจัดการทั้งสิ่งที่คุยกันหลังไมค์และสิ่งที่คุยกันอย่างเป็นทางการที่ฉันคิดว่าการสารแบบนี้ทำให้เกิดผลลบกับทั้ง 2 ประเทศ เราต้องคำนึงถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งไทยและกัมพูชาด้วยการที่ประกาศปิดด่านเป็นการกระทำที่เกิดผลกระทบต่อประชาชนไทยและชาวกัมพูชาทั้งสองประเทศเรามีความห่วงใยอยู่แล้วทั้งเรื่องว่าการค้าขายตรงนั้นที่เกิดขึ้นการส่งผลไม้หากมีการปิดด่านทั้งหมดมันกระทบแน่นอนอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเราถึงไม่ปิดด่านแต่ปรับเวลาแต่การเข้าออกของคนและสินค้าแทน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนแจ้งทางกัมพูชาอยู่แล้วว่าจะมีการประชุมวันนี้ก่อนเพื่อที่จะรายงานผลว่า เราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปซึ่งตนเองตอนนี้ ได้ส่งข้อความถึงนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้เสนอให้มีการจัดประชุม RBCเกิดขึ้นนั่นคือการประชุมระดับกองทัพของทั้งสองประเทศว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อและได้เห็นข้อความที่โพสต์ใน facebook อย่างที่บอกเป็นการสื่อสารที่ไม่อยู่ในกรอบผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีท่าทีของกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างที่บอกในที่ประชุม JBC เรามีการประชุมด้วยกันทั้งคู่ถือว่าเป็นผลสำเร็จว่าเรายอมรับกรอบของ JBC นั่นคือการประชุมการและมีการตกลงกันว่าเราต้องการสันติภาพร่วมกันทำอย่างไรได้บ้างที่จะเกิดขึ้นจริงๆในเรื่องของ JVC คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร อย่างที่กระทรวงต่างประเทศได้แถลงมาในเนื้อความทุกอย่างเราได้ชี้แจงแล้วไม่ได้ติดขัดหรือพลิกล็อคอะไรทั้งสิ้นใน JBC

เมื่อถามถึงการเล่นสงครามข่าวสารผ่านโซเชียล ของกัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่กัมพูชาออกมาสื่อสารในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดผลดีกับทั้ง 2 ประเทศจริงๆแล้วการปล่อยข่าวหรืออะไรก็ตามอย่างข่าวหลายๆข่าวที่ออกมา ได้มีการตกลงกันก่อนแล้วว่าอย่าเพิ่งปล่อยข่าวมาเพราะคนที่อยู่หน้างานและคนที่รับข่าวสาร จะตัดสินใจหรือทำอะไรควรเห็นใจคนที่อยู่หน้างานด้วยว่าตรงนั้นเป็นอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตนที่อยู่ในสายของ command เองต้องคอยอัพเดทตลอดเวลาเช่นกัน ว่าเกิดอะไรขึ้น ณ ตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้างและขณะเดียวกันการที่เรากำหนดเวลาเปิด-ปิดด่านใหม่ เป็นเพราะว่าในตอนแรกมีอาวุธไก่อาวุธหนักออกมาเพิ่มมากขึ้นเราจึงต้องมีการกำหนดเวลาเปิดปิดด่านเพราะประชาชนที่อยู่ตรงนั้นมีมากมายทั้ง 2 ประเทศทั้งของเขาและของเราการที่นำอาวุธใหญ่ออกมาเช่นนั้นหากเราไม่กำหนดเวลาเปิดปิดและหากเกิดอะไรขึ้นมาจะเกิดความเสียหายมากมายเราถึงได้กำหนดเวลาเปิดปิดด่านเพราะหากไม่มีการกระทำเช่นนั้นเราไม่หมดเวลาเปิดปิดด่านอยู่แล้วและเราอาวุฒิที่ออกมาเป็นอาวุธไกลด้วย

ผู้สื่อข่าถามต่อว่า ทำอย่างไรที่จะให้โลกรู้ว่าแผ่นดินเราใช้ทวิภาคีเราไม่ได้ขี้โกงนายกรัฐมนตรีระบุว่า การประชุม jbc ถูกจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถึงสิ่งที่ตนได้เสนอไปว่าขอประชุมในระดับของ rbc ด้วย จะ gbc หรือ rbc ก็ได้ที่เราจะสามารถคุยกันแบบเป็น มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่เราประชุมกันและแยกย้ายสิ่งที่เราประชุมกันทั้งหมดถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ว่าเราประชุมอะไรกันบ้างรวมถึงในวันนี้กระทรวงต่างประเทศเองก็ได้มีการเรียกประชุมทูตต่างประเทศทั้งหมดทั้งหมดบ่ายนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศเองได้คุยกับฑูตของกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนแล้ว โดยมีการเชิญมาคุย 2 คนและได้มีการกำหนดแล้วว่าต้องการอะไรอย่างไรเราโม้มาตลอดแต่สิ่งที่เราอาจจะทำน้อยกว่าเขานั่นคือการสื่อสารออกสาธารณะเพราะเรา เคารพในการเจรจาระหว่างประเทศเราเคารพกรอบของคณะวิภาคีเราเคารพให้เกียรติทั้ง 2 ประเทศ

ว่าสิ่งที่คุยควรเป็นสิ่งที่เป็นทางการ และอยู่ในกรอบของทวิภาคีนั่นคือสิ่งที่ทุกประเทศเมื่อมีการติดต่อสื่อสารต้องยึดกรอบของทวิภาคีเป็นสำคัญแต่ถ้ามีการสื่อสารที่official เกิดขึ้นมากมายเราก็ต้องมีการสื่อสารว่าเราไม่เคยที่จะยั่วยุหรือได้เกิดการปะทะใดๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ"อย่างที่ดิฉันบอกคนเสพข่าวเรื่องหนึ่งคนที่อยู่หน้างานเรื่องนึง ฉันเองเป็นนายกรัฐมนตรีถ้าอยู่ตรงนี้แล้วเกิดการปะทะกันที่บริเวณชายแดนแปลว่าดิฉันต้องรับรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าดิฉันจะต้องตกลงในการปะทะจะต้องมีการคุยกับทหารด้วยว่าพร้อมหรือไม่เราอยู่ในสถานะไหนเขาอยู่ในสถานะไหนไม่ใช่อยู่ๆมีเรื่องก็สามารถจุดให้ไฟมันติดได้เลย นี่คือกรอบที่เราทุกคนต้องยึด"แน่นอนว่าการปล่อยข่าวหรือการปล่อยประโยคอะไรออกมาที่ไม่เป็นทางการส่งผลแน่นอนย้ำอีกครั้งไม่เกิดผลดีกับทั้ง 2 ประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าทางรัฐบาลไทยจะทำอย่างไรในเมื่อทางกัมพูชาก่อนรัฐมนตรีระบุว่า ชี้แจง คนไทยประเทศไทย นายกรัฐมนตรีกองทัพที่ประชุมวันนี้เห็นตรงกันในทุกๆส่วนทางกองทัพเอง คิดเหมือนเราว่าเราต้องปกป้องอธิปไตยของเราไว้ แต่ทำอย่างไรให้ยืดการปะทะการเสียเลือดเนื้อให้ไม่เกิดขึ้นแต่ยังคงรักษาอธิปไตยของเราไว้นี่คือสิ่งที่เห็นตรงกัน ทั้งรัฐบาลและกองทัพใครจะปล่อยข่าวว่าตีกัน ไม่เคยตีกัน ตอนนี้กองทัพกับรัฐบาลคุยกันว่าเราจะดำเนินการอย่างไรจะเคลื่อนไหวอย่างไรตนให้เกียรติกองทัพเสมอเพราะเป็นคนหน้างานและเป็นคนรู้ในเรื่องของอาวุธทุกอย่างรัฐบาลก็ต้องคุยด้วยว่าจะเอาอย่างไรคนคุยหลังไมค์เช็กกับกองทัพทุกครั้งว่าเราจะเดินอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเรา กองทัพเองก็เช่นกันจะเคลื่อนไหวอย่างไรปรึกษารัฐบาลว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้กรอบของต่างประเทศทำได้หรือไม่ได้ประเทศเราเป็นเช่นนี้เพราะฉะนั้นเอง"ขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลกับกองทัพไม่มีปัญหากันแล้วขอให้ทุกคนช่วยกัน สนับสนุน กองทัพและรัฐบาลให้เป็นหนึ่งเดียวกันเพราะวันนี้เราไม่ได้ต่อสู้กันเองเรารักษาอธิปไตยไว้"

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เราพูดใน message ที่มันตรง เราพูดใน message ที่มันสามารถ รู้ได้ว่าประเทศไทยเป็นปึกแผ่น"เราไม่ได้ยอมให้ใครมากลั่นแกล้ง ให้ใครมาใส่ร้าย ให้ใครมาขู่ เราก็เป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีเช่นกัน เราก็เป็นประเทศที่แข็งแรงเช่นกัน เพราะฉะนั้นจุดนี้เองที่จะทำให้เราทุกคนรู้ว่า วันนี้ถ้าไม่เคารพกฎกติกา ก็จะไม่ถูกยอมรับโดยทั่วโลก" นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...