โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา ใครเจ็บกว่า? ส่องเศรษฐกิจพึ่งพิง

SpringNews

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 14.54 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 08.59 น.

ท่ามกลางกระแสความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจมีคลื่นลมทางการเมืองพัดผ่านเป็นครั้งคราว แต่หากมองให้ลึกลงไปในสายสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จะพบว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองชาติได้ถักทอเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จนอาจกล่าวได้ว่าการ "ตัดสัมพันธ์" ไม่ใช่แค่การยุติความสัมพันธ์ทางการทูต แต่คือการสั่นสะเทือนรากฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับล้าน ซึ่งคำถามสำคัญที่ตามมาคือ หากการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นจริง ใครคือผู้ที่ต้องเจ็บหนักที่สุด?

ข้อมูลเชิงลึกได้ฉายภาพความสัมพันธ์ที่ "ไม่สมมาตร" ซึ่งฝ่ายกัมพูชาต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจไทยในมิติที่สำคัญอย่างยิ่งยวด โดยในปี 2567 มูลค่าการค้ารวมของสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท แต่กว่า 3.2 แสนล้านบาทนั้น คือมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังกัมพูชา

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชาต้องพึ่งพาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันจากไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล, นม, สบู่, ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูป

วิกฤตปากท้องและชะตากรรมแรงงาน: ราคาที่ต้องจ่ายทันที

หากมีการปิดพรมแดนเกิดขึ้นจริง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงที่สุดคือ "วิกฤตปากท้อง" ของประชาชนชาวกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "น้ำมันสำเร็จรูป" ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ จะเกิดภาวะขาดแคลนทันที ตามมาด้วยสินค้าจำเป็นอื่นๆ ที่จะส่งผลให้การใช้ชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก

ในขณะเดียวกัน "วิกฤตชีวิตแรงงาน" ถือเป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีแรงงานชาวกัมพูชาทำงานอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 1.2 ล้านคน พวกเขาส่งเงินกลับสู่ครอบครัวในกัมพูชารวมกันปีละเกือบ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาทั้งหมด การตัดความสัมพันธ์จึงเปรียบเสมือนการ "ปิดก๊อก" รายได้ที่หล่อเลี้ยงครอบครัวนับล้าน และหากแรงงานทั้งหมดต้องเดินทางกลับประเทศในเวลาเดียวกัน ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการว่างงานในกัมพูชาให้เข้าสู่ภาวะวิกฤต

ไม่ใช่แค่การพึ่งพาข้างเดียว แต่คือสายใยที่เชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นการพึ่งพิงข้างเดียวเสมอไป ธุรกิจของไทยเองก็ต้องพึ่งพากัมพูชาในมิติของ "แรงงานและที่ดิน" เพื่อลดต้นทุนการผลิตและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้ย้ายฐานการผลิตเข้าไปในกัมพูชา ขณะที่ภาคเกษตรกรรมของไทยก็มีการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) จ้างเกษตรกรกัมพูชาปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมันสำปะหลังและข้าวโพด เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานในฝั่งไทย การตัดความสัมพันธ์จึงไม่ต่างอะไรกับการตัดขาดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่จะสร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจของไทยเช่นกัน

อนาคตที่ถูกปิดตายและความเชื่อมั่นที่หายไป

นอกเหนือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การตัดสินใจที่รุนแรงยังอาจหมายถึงการ "ปิดประตูสู่อนาคต" ของกัมพูชาเอง โดยเฉพาะโอกาสในการพัฒนาแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติขนาดมหึมาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับไทย อาจต้องดับฝันไปอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ กัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศถึง 100% โดยมีการนำเข้าไฟฟ้าจากไทยปีละ 566 ล้านเมกะวัตต์ และนำเข้าน้ำมันเฉลี่ยวันละ 6.2 ล้านลิตร 15 การตัดขาดจากไทยย่อมหมายถึงต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ท้ายที่สุด ผลกระทบที่ประเมินค่าไม่ได้คือ "ความเชื่อมั่น" ของนักลงทุนต่างชาติ การดำเนินมาตรการที่รุนแรงทางการเมือง จะส่งสัญญาณลบและสร้างความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว

บทสรุปของความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้อาจสะท้อนผ่านประโยคที่ว่า "ประเทศเพื่อนบ้านอยู่ติดกัน เรายกแผ่นดินหนีกันไม่ได้"

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะได้ประโยชน์ทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าผลประโยชน์นั้นคุ้มค่ากับราคาที่ประชาชนและอนาคตของประเทศต้องจ่ายหรือไม่

เพราะเมื่อใดที่เราหยุดพึ่งพากัน คนในบ้านของแต่ละฝ่ายก็จะลำบากมากขึ้น และนั่นอาจเป็นราคาที่ไม่คุ้มค่าสำหรับใครเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...